TU เป็นหนึ่งในผู้ผลิตอาหารทะเลชั้นนำของโลกที่มีผลิตภัณฑ์หลากหลาย บริษัทมีโรงงานผลิต 14 แห่งใน 12 ประเทศทั่วโลก รายได้ของ TU มาจากสี่กลุ่มธุรกิจ
ได้แก่ i) อาหารทะเลแปรรูป (48%) ii) อาหารทะเลแช่แข็ง และแช่เย็น (35%) iii) อาหารสัตว์เลี้ยง (10%) และ iv) ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า และอื่น ๆ (7%) ทั้งนี้ ยอดขายส่วนใหญ่ของบริษัทมาจากต่างประเทศ (88%) โดยตลาดที่ใหญ่ที่สุดคืออเมริกาเหนือ และยุโรป ในขณะที่ยอดขายในประเทศไทยคิดเป็นสัดส่วน 12%
ได้อานิสงส์จาก value chain ที่ครบวงจร และนวัตกรรม
ปริมาณการผลิตที่สูงทั้งในส่วนของอาหารคน และอาหารสัตว์เลี้ยงทำให้ TU ได้อานิสงส์จากการประหยัดต่อขนาด และอำนาจต่อรองที่ทำให้สามารถจัดซื้อวัตถุดิบได้ในราคาที่แข่งขันได้ นอกจากนี้ ห่วงโซ่การผลิตที่ครบวงจรยังทำให้ TU สามารถใช้วัตถุดิบได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถใช้ส่วนต่าง ๆ ของปลาทูน่าในการผลิตสินค้าที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้ อย่างเช่น อาหารเสริมจากก้างและน้ำมันปลาทูน่า ยิ่งไปกว่านั้น TU ยังได้ริเริ่มโครงการ (SPACE-F) เพื่อลงทุนในกิจการ startup ด้านเทคโนโลยีอาหารโดยนับเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการใช้นวัตกรรมเพื่อขยายธุรกิจให้ไปไกลเกินกว่าธุรกิจอาหารทะเล
แบบดั้งเดิม
ผลประกอบการจะฟื้นตัวขึ้นใน 2H66F และจะกลับมาเติบโตอีกครั้งในปี 2567F
ถึงแม้ว่าผลการดำเนินงานจะอ่อนแอในงวด 1H66 แต่เราเชื่อว่าผลประกอบการของ TU ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และน่าจะเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งถึง 42% HoH ในงวด 2H66F เราคาดว่ายอดขายจะเพิ่มขึ้น เพราะลูกค้าในธุรกิจการดูแลสัตว์เลี้ยงเริ่มจะหยุดลดสต็อก (destocking) ลงแล้ว ในขณะที่ธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป (ผลิตภัณฑ์โปรตีนราคาถูก) ยังประคองตัวได้ดีท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง เราคาดว่า GPM จะเพิ่มขึ้นจากการปรับราคาขายเพื่อสะท้อนถึงต้นทุนปลาทูน่าที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ เราคาดว่ากำไรสุทธิจะลดลง 31% YoY เหลือ 4.92 พันล้านบาทในปี 2566F แต่จะกลับมาเพิ่มขึ้น 22% YoY เป็น 5.98 พันล้านบาทในปี 2567F จากการฟื้นตัวของธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง และการเติบโตในระดับปานกลางของธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป และธุรกิจผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า
Valuation & action
เราเริ่มต้นศึกษาหุ้น TU ด้วยคำแนะนำซื้อ และประเมินราคาเป้าหมายปี 2567 ที่ 19.40 บาท อิงจาก PER ที่ 15.2x (PER เฉลี่ยระยะยาว) เรามองว่าผลประกอบการที่ฟื้นตัวขึ้นของ TU จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นราคาหุ้น ในขณะที่ราคาหุ้นที่ถูก (คิดเป็น PER ปี 2567F ที่ 11.2x และ PBV ที่ 0.8x) และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่น่าสนใจน่าจะเป็นตัวช่วยพยุงราคาหุ้นเอาไว้
Risks
ต้นทุนวัตถุดิบแพงขึ้น, อัตราแลกเปลี่ยน และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก









