วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

วิเคราะห์แนวโน้มตลาด : บล.กรุงไทย เอ็กซ์สปริง Valuation หุ้นไทยไม่สนับสนุนการแรลลี่ต่อเนื่องของดัชนีฯ

ทางเทคนิค คาด SET Index เคลื่อนไหว Sideways Down แนวต้าน 1,563/1,570 จุด(EMA 200 วัน) แนวรับ 1,540/1,533 จุด โดยหากดัชนีฯ ไม่สามารถสร้างจุดสูงสุดใหม่ (Higher High) ที่สูงกว่าวันก่อนหน้าที่ 1,558.66 จุด ขึ้นไปได้

จะเพิ่มโอกาสให้ดัชนีฯ ช่วง 1-2 วัน มีโอกาสอ่อนตัวลงมาพักฐานที่บริเวณ 1,540 จุด แนะนำ ทยอยขาย เพื่อรอซื้อคืนที่แนวรับ

 

วิเคราะห์แนวโน้มตลาด : บล.กรุงไทย เอ็กซ์สปริง Valuation หุ้นไทยไม่สนับสนุนการแรลลี่ต่อเนื่องของดัชนีฯ

 

กลยุทธ์ลงทุน: เราคาดว่าความเสี่ยงของดัชนีฯ เกิดการปรับฐาน ยังคงมีความเป็นไปได้สูง แม้จะมีปัจจัยหนุนจากประเด็นสุญญากาศทางการเมืองที่สิ้นสุดลงไปในช่วงต้นสัปดาห์ก่อน หลังจากได้คุณเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 และทำให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับเข้ามาซื้อตลาดหุ้นไทย แต่เรามองว่าปัจจัยบวกดังกล่าวได้รับรู้ไปเป็นส่วนใหญ่แล้ว อีกทั้งเมื่อพิจารณาในเชิง Valuation โดยอิง Market risk premium ของดัชนี SET ที่ปรับตัวลดลงรุนแรง มาที่ 3.56% ซึ่งต่ำกว่าระดับ 2 S.D. ของค่าเฉลี่ย 12M ที่ 3.65% (Figure 1) สะท้อนว่าตลาดหุ้นไทยปัจจุบันมีมูลค่าแพงในด้านปัจจัยพื้นฐาน (Expensive) โดยมีสาเหตุหลักมาจาก 1. TH 10Y Bond Yield ปรับตัวขึ้น โดยจุดสูงสุดในรอบปีอยู่ที่ 2.8% และ 2. ประมาณการ EPS ของ SET ถูก Downgrade ลงต่อเนื่อง -9.8% YTD -0.7% MTD ส่งผลให้ Earnings Yield ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 6.3% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 14 เดือน และต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 12M ที่ 6.7% (Figure 2) ด้วยปัจจัยดังกล่าว เราจึงแนะนำ ขายทำกำไร

ประเด็นสำคัญ:

1. การส่งออกไทยปีนี้ มีความเสี่ยงที่จะถูกปรับลดเป้าหมายเติบโตลดลง หลังจากกระทรวงพาณิชย์รายงานตัวเลขส่งออกเดือน ส.ค. ต่ำกว่าเป้าหมาย ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์รายงานส่งออกเดือน ส.ค. หดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 เติบโต -6.2% YoY ซึ่งต่ำกว่ามากเมื่อเทียบกับคาดการณ์ของ Consensus ที่ -0.75% YoY (แต่ใกล้เคียงกับคาดการณ์ของ KTX ที่ -8.3% YoY) ส่งผลส่งออก 7M23 หดตัว -5.5% YoY เราคาดว่ากระทรวงพาณิชย์และธปท. มีโอกาสสูงที่จะปรับลดประมาณการเติบโตส่งออกปีนี้ลงจากเดิม 1-2% และ -0.1% ตามลำดับ คล้ายกันกับ สภาพัฒน์ฯ ที่เพิ่งประกาศปรับลดเป้าส่งออกปีนี้เป็น -1.8% YoY แม้คาดว่าส่งออก 4Q23E จะพลิกกลับมาเป็นบวกก็ตาม เราคาดว่าการส่งออกที่ชะลอตัว จะเป็นโมเนนตัมลบต่อหุ้นส่งออกของไทย

2. สุนทรพจน์ของประธานเฟดในงานสัมมนาที่เมืองแจ็กสันโฮล ยืนยันอัตราดอกเบี้ยเฟดยังคงทรงตัวในระดับสูงยาวนาน (Higher For Longer) เพื่อลดความเสี่ยงของปัญหา Sticky Inflation เราคงมุมมองว่ายิลด์พันธบัตรสหรัฐฯ ระยะยาว จะยังทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นผลลบต่อตลาดหุ้นโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นเอเชีย เนื่องจากยิลด์พันธบัตรสหรัฐฯ ที่สูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อภาระต้นทุนการเงินบจ. ปรับสูงขึ้น รวมถึงการเติบโตของเศรษฐกิจจะชะลอตัวจากภาวะ Credit Crunch และส่งผลทางอ้อมต่อ Valuation (De-Rate PER) ขณะที่การแข็งค่าของค่าเงิน USD จะส่งผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) และตลาดหุ้นเอเชีย ที่มีความเสี่ยง FX Risks ปรับสูงขึ้น)

กลยุทธ์ลงทุน แนะนำ เก็งกำไรหุ้นที่มีประเด็นบวก ได้แก่ ERW EA GULF

 

 

Strategic daily picks

 

ERW    ปิด 5.15 บาท/แนวรับ 4.96 บาท แนวต้าน 5.50 บาท

ERW คาดแนวโน้มผลการดำเนินงาน 3Q23 เติบโตต่อเนื่อง จากจำนวนนักท่องเที่ยวจีน ยุโรปและแถบตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น ส่งผลให้รายได้ห้องพักเฉลี่ย (RevPar) ยังคงเติบโต โดยภาพรวม 2H23 จะดีกว่า 1H23 เพราะจะเป็นช่วงที่เข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยเฉพาะใน 4Q ที่เป็นช่วง high season ทั้งนี้ ERW ลงทุน 1.6 พันล้านบาท เพื่อปรับปรุงโรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ พัทยา, ลงทุนโรงแรม HOP INN ในไทยและฟิลิปปินส์ และปรับเพิ่มเป้าหมายรายได้ปี 2023 เป็นเติบโตกว่า 50% (เดิม 45%) ทั้งนี้ Bloomberg Consensus ประมาณการกำไรปี 2023 ที่ 664 ล้านบาท และราคาเป้าหมายที่ 5.82 บาท

 

EA     ปิด 65 บาท/แนวรับ 62.25 บาท แนวต้าน 68.50 บาท

EA รายงานกำไรสุทธิ 2.16 พันล้านบาท และ 4.48 พันล้านบาท ใน 2Q23 และ 6M23 ตามลำดับ หลัก ๆ เป็นผลจาก ผลการดำเนินงานของธุรกิจรถโดยสารไฟฟ้า รถเพื่อการพาณิชย์ และธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ บริษัทเซ็น MOU กับ 2 พันธมิตรผู้ผลิตแบตเตอรีรายใหญ่ของจีน เพื่อร่วมศึกษาและจัดตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี กำลังผลิตเริ่มต้นที่ 6 กิกะวัตต์ (GWh) ในไทย Bloomberg Consensus ประมาณการกำไรสุทธิปี 2023 ที่ 8.63 พันล้านบาท พร้อมประเมินราคาเป้าหมายที่ 68.68 บาท

 

GULF     ปิด 50.25 บาท/แนวรับ 48.50 บาท แนวต้าน 52.50 บาท

GULF รายงานผลการดำเนินงาน 6M23 มีรายได้ 6.43 หมื่นล้านบาท (+36.9% YoY) และกำไรสุทธิ 6.74 พันล้านบาท (+36.7% YoY) จากการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มเติมของโครงการโรงไฟฟ้าภายใต้กลุ่มบริษัทและโรงไฟฟ้า SPPs ที่มีผลการดำเนินงานดีขึ้น รวมทั้งรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมและร่วมค้าเพิ่มขึ้นด้วย Bloomberg Consensus ประมาณการกำไรสุทธิ 3Q23 และปี 2023 ที่ 4.49 พันล้านบาท และ 1.56 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ พร้อมประเมินราคาเป้าหมายที่ 58.98 บาท

 

วิเคราะห์แนวโน้มตลาด : บล.กรุงไทย เอ็กซ์สปริง Valuation หุ้นไทยไม่สนับสนุนการแรลลี่ต่อเนื่องของดัชนีฯ