กำไรสุทธิของ BH ใน 2Q66 อยู่ที่ 1.74 พันล้านบาท (+49.9% YoY, +10.4% QoQ) คิดเป็น 35.4% ของประมาณการกำไรเต็มปีของเราที่ 5.39 พันล้านบาท โดยกำไรสุทธิในงวด 1H66 คิดเป็น 67.5% ของประมาณการกำไรเต็มปีของเรา
สำหรับในระยะต่อไป เรามองว่ากำไรของบริษัทมีแนวโน้มจะแข็งแกร่งมากใน 3Q66F หลังจากที่ผลการดำเนินงานสูงเป็นประวัติการณ์ใน 2Q66 แม้จะเป็นช่วงที่ผลประกอบการมักจะแผ่วตามฤดูกาล (เทศกาลสงกรานต์, รอมฎอน และมีวันหยุดพิเศษ) เรามองว่า กำไรจะยังเป็นทิศทางบวก YoY จากการที่จำนวนผู้ป่วยต่างชาติฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลดีกับ BH อย่างมาก เพราะรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติมีสัดส่วนสูงถึง 66% ในงวด 1H66 ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ เราคาดว่าผลการดำเนินงานจะแข็งแกร่งขึ้นทั้ง YoY และ QoQ ใน 3Q66F เนื่องจากผู้ป่วยที่มี intensity สูงทั้งชาวไทยและต่างชาติกลับมารับการรักษา ทั้งนี้ บริษัทคาดว่ารายได้ใน 3Q66F จะโตในระดับสองหลัก YoY ใน 3Q66 โดยจะโตอยู่ระหว่าง 1Q66 และ 2Q66 ที่ 23% ถึง 47% เนื่องจาก i) จำนวนเตียงผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้นเป็น 497 เตียงใน 3Q66 (จาก 471 เตียง โดย utilisation rate อยู่ที่ 80% ใน 2Q66) ii) ตามปกติแล้ว 3Q จะเป็นไตรมาสที่จำนวนผู้ป่วยชาวไทยและตะวันออกกลางมักจะแข็งแกร่งตามฤดูกาล iii) ผู้ป่วยชาวเมียนมาร์อาจจะกลับมาใช้บริการเนื่องจากสถานการณ์การเมืองในประเทศดีขึ้น (รายได้จากผู้ป่วยชาวเมียนมาร์ตกไปอยู่อันดับสองในงวด 1H66 เพราะความตึงเครียดทางการเมือง เทียบกับอันดับหนึ่งในปี 2565) และ iv) มีการปรับขึ้นราคา 4.6% จากเดือนกรกฎาคมเป็นต้นมา
การรักษาประเภทที่ intensity สูงยังดูน่าสนใจสำหรับผู้ป่วยต่างชาติ
นอกจากจะเป็นโรงพยาบาลที่มี platform แข็งแกร่งสำหรับผู้ป่วยต่างชาติแล้ว เราคิดว่าอัตรากำไรของ BH ยังมีแนวโน้มบวกเนื่องจาก i) คุณภาพการบริการทางการแพทย์อยู่ในระดับสูง iv) ค่ารักษาอยู่ระดับที่แข่งขันได้ โดยน่าจะยังต่ำกว่าในต่างประเทศ 30% ถึง 70% (เทียบกับโรงพยาบาลในสิงคโปร์ และในซีกโลกตะวันตก)
ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2566F ขึ้นอีก 28.6% และปี 2567F ขึ้นอีก 24.8%
เนื่องจากเราคาดว่ากำไรในงวด 1H66 จะแข็งแกร่งเกินคาด และจะดีต่อเนื่องในอีกสองสามปีข้างหน้า เราจึงปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2566F และ 2567F เนื่องจากเรา i) ปรับเพิ่มสมมติฐานอัตราการเติบโตของรายได้ขึ้น 13.1% และ 8.0% YoY ii) ปรับเพิ่มสมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้นเป็น 49.5% (จากเดิม 46.5%) ในปี 2566F และ 50.0% (จากเดิม 46.5%) ในปี 2567F และ iii) ปรับลดสัดส่วน SG&A/รายได้เป็น 18.0% (จาก 19.0%) ในปี 2566-2567F เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปีนี้เป็น 6.93 พันล้านบาท (+40.4% YoY) และ 7.39 พันล้านบาท (+6.6% YoY) ในปี 2567F
Valuation & Action
เรายังคงคำแนะนำ ซื้อ BH และขยับไปใช้ราคาเป้าหมาย DCF ปี 2567 ที่ 300 บาท (ใช้ WACC ที่ 8.2%และ TG ที่ 3%) คิดเป็น PE ปี FY67F ที่ 32.3x (จากเดิมที่ใช้ราคาเป้าหมายกลางปี 2567 ที่ 270 บาท) โดยเราเลือก BH เป็นหนึ่งในหุ้นเด่นของเราในกลุ่มโรงพยาบาล
Risks
COVID-19 ระบาด, การแทรกแซงของภาครัฐ, เกิดเหตุก่อการร้ายครั้งใหญ่









