ผลประกอบการไตรมาส 2/66 น่าจะเป็นจุดต่ำสุดของปีนี้ การรายงานผลประกอบการถึงวันศุกร์ที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา บริษัทจดทะเบียนจำนวน 587 แห่ง (72.6%) มีกำไรรวม 197,014 ล้านบาท ลดลง 39.6% YoY
โดยมีบริษัทที่กำไรเพิ่มขึ้น 180 แห่ง (30.7%), กำไรลดลง 292 แห่ง (49.7%) และกำไรทรงตัว 115 แห่ง (19.6%) ทั้งนี้ภาพรวมผลประกอบการที่ชะลอตัวส่วนใหญ่มาจากกลุ่มพลังงาน ซึ่งจะดีขึ้นในช่วงไตรมาส 3/66 ในเชิงพื้นฐาน โรงกลั่นมีการฟื้นตัวชัดเจนกว่า แต่ในเชิงการเก็งกำไร กลุ่มปิโตรเคมีที่ราคา laggard กว่า อยู่ในจุดที่ risk-reward น่าสนใจ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากพฤติกรรมการฟื้นตัวของหุ้นรอบนี้หลายตัวที่ฟื้นระยะสั้นได้ดีหลังรายงานผลประกอบการแย่สุดไปแล้ว
ปัจจัยในประเทศ ติดตามคำวินิฉัยศาลรัฐธรรมนูญวันที่ 16 ส.ค. ซึ่งจะส่งผลต่อพัฒนาการด้านการเมือง และความคาดหวังต่อการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐในช่วงปลายปี หากคำวินิจฉัยเปิดทางให้การรับรองนายกรัฐมนตรีเกิดขึ้นได้เร็วจะเป็นปัจจัยบวกกับตลาด อย่างไรก็ตามหากศาลฯ ใช้เวลาในการพิจารณานาน ความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาลจะทำให้งบประมาณมีความล่าช้า เป็นปัจจัยลบกับหุ้นที่พึ่งพิงการใช้งบประมาณภาครัฐ และการบริโภคในประเทศ
ปัจจัยภายนอก 1) ติดตามรายงานการประชุมเฟด รอบ 25-26 ก.ค.ที่จะออก 16 ส.ค. คาดเห็นการส่งสัญญาณเกี่ยวกับทิศทางการดำเนินนโยบายการเงิน ซึ่งจะกระทบต่อทิศทางเงินทุนระยะสั้นได้ 2) จับตามุมมองตลาดต่อการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น หลังญี่ปุ่นรายงาน GDP ไตรมาส 2/66 ออกมาดีกว่าตลาดคาดมากที่ +1.5% QoQ และ +6.0% YoY (คาดการณ์ +0.8% QoQ และ +3.1% YoY) ทำให้ต้องระวังการปรับนโยบายการเงิน ที่อาจกระทบต่อธุรกรรม Yen Carry Trade (การกู้ยืมเงินเยนไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ) ซึ่งอาจทำให้มีการเทขายสินทรัพย์อื่นๆ เพื่อไปคืนเงินกู้สกุลเยนได้
ภาพรวมกลยุทธ์: แกว่งตัว 1,520-1,545 จุด โดยเรายังระวังแรงกดดันจากการขายทำกำไรในตลาดหุ้นโลกอาจมากระทบบรรยากาศลงทุนหุ้นไทย กลุ่มที่น่าสนใจช่วงนี้คือ 1) หุ้นขนาดกลางขนาดเล็กที่มีการถือครองต่ำ 2) กลุ่มที่ผลประกอบการจะออกมาดี 3) กลุ่มอิงภายนอกที่ดีต่อในครึ่งหลังมีแค่พลังงานต้นน้ำและโรงกลั่น ขณะที่ปิโตรเคมีจะแย่ยาว ทำให้เหมาะแค่การเก็งกำไร
หุ้นแนะนำ: AOT, SPA*, SCB*, TU*
แนวรับ: 1,520 / แนวต้าน : 1,545 จุด
สัดส่วนลงทุน: เงินสด 40% vs พอร์ตหุ้น 60%
ประเด็นการลงทุนที่น่าสนใจ
สหรัฐเผยดัชนี PPI สูงกว่าคาดการณ์- ในเดือน ก.ค. ดัชนี PPI ปรับตัวขึ้นมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ทุกรายการ ดัชนี PPI ทั่วไป ปรับตัวขึ้น 0.8% yoy และ 0.3% mom สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.7% yoy และ 0.2% mom ส่วนดัชนี PPI พื้นฐาน ปรับตัวขึ้น 2.4% yoy กว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 2.3% yoy
Goldman Sachs คาดเฟดเริ่มหั่นดอกเบี้ยในไตรมาส 2 ปีหน้า - โดยจะเป็นการปรับลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยคาดว่าท้ายที่สุดแล้วอัตราดอกเบี้ยของเฟดจะลดลงมาอยู่ที่ระดับ 3-3.25% ส่วนในการประชุมเฟดครั้งต่อไปซึ่งจะมีขึ้นใน 19-20 ก.ย.นั้น เราคาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยเอาไว้ที่ระดับ 5.25-5.50%
BDMS กำไรโต – งบ 2Q23 มีกำไรสุทธิ 3,065 ล้านบาท เติบโต 15% และมีรายได้รวม 24,372 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% หนุนครึ่งปีแรกมีกำไรสุทธิ 6,533 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% และมีรายได้รวม 48,685 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% อานิสงส์ผู้ป่วยคนไทย-ต่างชาติเพิ่มขึ้น รวมทั้งเปิดรพ.กรุงเทพปลวกแดง เฟสแรก 59 เตียง
BGRIM เร่งรุกซื้อกิจการ – ประกาศรุกเทกโอเวอร์ต่อเนื่อง กำลังผลิตจะเพิ่มอีก 609 เมกะวัตต์ปีนี้ ขณะที่ผลงานไตรมาส 2 โดดเด่น กำไรฟื้นแรงแตะ 678 ล้านบาท เพิ่มพอร์ตลูกค้าอุตสาหกรรมอื้อ แจกปันผล 0.18 บาท
JMART พ้นจุดต่ำสุดแล้ว – ผู้บริหารมองแนวโน้มสดใส มองว่า 3Q23 ทั้ง JMART และ SINGER จะกลับมามีกำไร หลังใช้กลยุทธ์เคลียร์ปัญหา SINGER ตั้งสำรองครั้งใหญ่ ชี้คุณภาพหนี้จากนี้ดีขึ้น จากนี้จะเริ่มฟื้นตัว ก่อนทำนิวไฮปีหน้า ชู JMT, J-Mobile และ ตี๋น้อย เป็นปัจจัยสำคัญ
หุ้นที่น่าสนใจทางเทคนิค: TCAP, DMT, ERW, BCH, BJC, BA, MC, AUCT
ประเด็นติดตาม: 15 ส.ค. – US Retail Sales/ 16 ส.ค. – EU GDP, US Building Permits, Housing Starts/ 17 ส.ค. - US Intial Jobless Claims/ 18 ส.ค. – EU CPI
(* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ ซึ่งอาจมีคำแนะนำต่างกับพื้นฐาน หรือที่ไม่ ได้อยู่ในการวิเคราะห์ของ UOBKH ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาที่เข้าซื้อ)









