วันศุกร์ที่ผ่านมา ดัชนีเคลื่อนไหวในแดนบวกตลอดช่วงการซื้อ-ขาย ปรับตัวรีบาวนด์ หลังจากปรับตัวลงแรงในวันก่อนหน้า แรงซื้อเข้ามาในหุ้นกลุ่มพลังงาน ตามราคาน้ำมันดิบที่ฟื้นตัว โดยการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ได้มีการเลื่อนออกไปก่อน
ส่งผลให้ดัชนี SET Index ปิดตลาดที่ 1,530.46 จุด +1.45 จุด +0.09% มูลค่าการซื้อขาย 44,458 ลบ. ต่างชาติ -2,576.13 ลบ. TFEX +22,802 สัญญา ตราสารหนี้ -7,016.21 ลบ.
ปัจจัยบวก
+ สัญญาน้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้น 1.27 ดอลลาร์ +1.6% ปิดที่ 82.82 ดอลลาร์/บาร์เรล และปรับตัวขึ้น 2.8% ในรอบสัปดาห์นี้ แตะระดับสูงสุดของปีนี้ และปรับตัวขึ้นเป็นสัปดาห์ที่ 6 ติดต่อกัน ขานรับผลการประชุมของคณะกรรมการร่วมด้านการตรวจสอบระดับรัฐมนตรี (JMMC) ของกลุ่มโอเปคพลัสในวันศุกร์ซึ่งจะลดการผลิตน้ำมันต่อไปจนถึงสิ้นปีหน้า
+ กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 187,000 ตำแหน่งในเดือนก.ค. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 200,000 ตำแหน่ง ส่วนอัตราการว่างงานปรับตัวลงสู่ระดับ 3.5% ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 3.6%
+ นักเศรษฐศาสตร์ของเจพีมอร์แกน เชสปรับเปลี่ยนการคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจสหรัฐ โดยไม่คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอยอีกต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ในขณะนี้ของบรรดาผู้เชี่ยวชาญอื่น ๆ จำนวนมาก
+ กระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ยอดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง 6M66 (ม.ค.-มิ.ย. 2566) อยู่ที่ 28,370 ล้านลิตร คิดเป็น 156.7 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้น 2.7%YoY สะท้อนเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทยอยเข้ามาไทยต่อเนื่อง
ปัจจัยลบ
- ดัชนีดาวโจนส์ปิด ลดลง 150.27 จุด หรือ -0.43% ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีดาวโจนส์ลดลง 1.1% หลังการซื้อขายเป็นไปอย่างผันผวน โดยตลาดปรับตัวขึ้นในช่วงแรกหลังกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยข้อมูลการจ้างงานต่ำกว่าคาด แต่ตลาดถูกถ่วงลงในเวลาต่อมา เนื่องจากนักลงทุนผิดหวังกับการเปิดเผยผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน อาทิ หุ้นแอปเปิ้ลร่วงลงกว่า 4% หลังรายงานยอดขายรายไตรมาสลดลง
- สื่อต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐ จะใช้อำนาจพิเศษออกคำสั่งประธานาธิบดีห้ามภาคเอกชนสหรัฐถ่ายโอนเทคโนโลยีที่มีความอ่อนไหวสูงให้แก่จีน
- กระทรวงพาณิชย์จีนระบุในแถลงการณ์ว่า จะยกเลิกภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด และภาษีตอบโต้การอุดหนุนที่มีต่อข้าวบาร์เลย์ของออสเตรเลีย ซึ่งเป็นสัญญาณล่าสุดของการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างจีนและออสเตรเลีย
- ธปท. รายงานดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ ในเดือนกรกฎาคม 2566 ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจโดยรวมลดเหลือ 49.3 จาก 51.0 ในเดือนก่อน ตามความเชื่อมั่นในภาคการผลิตที่ลดลงในเกือบทุกองค์ประกอบ ดัชนีใกล้เคียงระดับ 50 อย่างต่อเนื่องสะท้อนถึงภาพรวมของการฟื้นตัวที่ยังไม่ชัดเจน
- ศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานว่าดัชนีค่าครองชีพครัวเรือนไทยเดือน ก.ค. ขยับเพิ่มแตะ 36.0 หลังเศรษฐกิจฟื้นตัว อานิสงส์ภาคท่องเที่ยวช่วยหนุน ผลสำรวจพบครัวเรือนไทยยังกังวลปัญหาค่าครองชีพสูงรวมถึงภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นหลังอัตราดอกเบี้ยขยับเพิ่ม
- ตลาดหลักทรัพย์ สรุปมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-4 สิงหาคม 2566 แยกเป็นนักลงทุนสถาบันในประเทศซื้อสุทธิ 44,801.63 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ขายสุทธิ 3,749.49 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 127,755.93 ล้านบาท นักลงทุนในประเทศ ซื้อสุทธิ 86,703.80 ล้านบาท
- การเมืองในประเทศมีความไม่แน่นอนมากขึ้นจากการที่ประธานสภาฯสั่งเลื่อนการโหวดเลือกนายกรัฐมนตรี หลังศาลรัฐธรรมนูญเลื่อนพิจารณารับคำร้องปมเสนอชื่อนายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีรอบ 2 หรือไม่ ทำให้แนวโน้มการจัดตั้งรัฐบาลยืดเยื้อต่อไปอีก
แนวโน้มตลาดวันนี้
คาดดัชนีในวันนี้ยังแกว่งตัวผันผวนระหว่างวัน โดยมีแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มพลังงาน หลังราคาน้ำมันดิบ WTI ทรงตัวในระดับสูง ขณะที่นักลงทุนยังติดตาปัจจัยการเมืองในประเทศอย่างใกล้ชิด มองกรอบดัชนีในวันนี้ที่ 1,520-1,535 จุด
กลยุทธ์การลงทุน
• 5 หุ้นเด่น IAA : ADVANC AOT BBL CPALL SCB
• หุ้นได้ประโยชน์ราคาน้ำมัน : PTTEP PTT BCP ESSO
• หุ้นเชื่อมโยงการเมือง : STEC STPI SIRI SC SKY
• หุ้นที่ได้ประโยชน์อินเดียระงับส่งออกข้าว : PRG UVAN CPI VPO
• ยอดส่งออก มิ.ย. ที่ยังเติบโตได้ดี : KSL SAPPE HANA SAT
หุ้นรายงานพิเศษ
CK - "ซื้อ" Bloomberg Consensus 26.00 บาท
"คาดแนวโน้มผลประกอบการ 2Q66 จะโตดีทั้ง YoY และ QoQ"
•งวด 1Q66 มีกำไร 217 ลบ. +79%YoY +94%QoQ โดยมีรายได้ก่อสร้าง 9,425 ลบ. +34%YoY +140%QoQ เติบโตแรง ซึ่งกว่า 50% มาจากการเริ่มรับรู้รายได้จากโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบาง (LPCL) มูลค่าโครงการราว 1 แสนลบ. ส่งผลให้ ณ ปลาย 1Q66 มี Backlog ราว 1.5 แสนลบ. สูงสุดเป็นประวัติการณ์
•คาดแนวโน้มผลประกอบการ 2Q66 จะโตดีทั้ง YoY และ QoQ โดยคาดรายได้ก่อสร้างจะโตแรง YoY จากการรับรู้โครงการ LPCL แต่ทรงตัว QoQ อย่างไรก็ตาม ไตรมาส 2-3 ของทุกปี จะมีรายได้ปันผลจาก TTW ทำให้คาดรายได้รวมงวด 2Q66 จะโตทั้ง YoY และ QoQ นอกจากนี้ ส่วนแบ่งกำไรจาก บ.ร่วม ซึ่งแม้ผลประกอบการ CKP จะอ่อนแอจากปรากฏการณ์เอลนีโญ แต่จะถูกชดเชยจาก BEM ที่คาดจะโตแกร่งจากสถานการณ์โควิด-19 ที่คลี่คลายลง
•ความเห็น เรามีมุมมองบวกต่อแนวโน้มกำไร 2Q66 ที่คำาจะโตดี โดยแม้ความเสี่ยงระยะสั้น-กลาง จะมาจากปัจจัยการเมือง อย่างไรก็ตาม Backlog ที่สูงเป็นประวัติการณ์ จะช่วยรองรับการเติบโตของผลประกอบการไปได้อีกราว 5 ปี นอกจากนี้ หากการจัดตั้งรัฐบาลแล้วเสร็จจะเป็นผลบวกต่อการเปิดประมูลโครงการใหม่ๆ รวมทั้งการอนุมัติโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก มูลค่าราว 1 แสนลบ. จะช่วยเติม Backlog ให้สูงขึ้นจากเดิม ทั้งนี้ Bloomberg Consensus คาาดกำไรปี 66 ราว 1,661 ลบ. +50%YoY และราคาเหมาะสม 26.00 บาท Upside 23% แนะนำ “ซื้อ”
หุ้นมีข่าว
(+) BCP (Bloomberg consensus 41.10 บาท) ธุรกิจโรงกลั่นผ่านจุดต่ำสุด Q2/2566 คาดค่าการกลั่นปีนี้เฉลี่ยเลขสองหลัก เพิ่มขึ้นจากเดิมที่คาด 7-8 ดอลลาร์ ดีมานด์น้ำมันดี พร้อมรวม ESSO มาร์เก็ตแชร์ปั๊มน้ำมันขึ้นเป็นอันดับ 2 พร้อมโรงกลั่นกำลังการผลิตเพิ่ม ธุรกิจ E&P ยังเดินหน้าศึกษาในการลงทุนการซื้อกิจการ M&A ในนอร์เวย์ (ที่มา ทันหุ้น)
(+) ETE (Bloomberg consensus - บาท) แย้มแผนเตรียมทุ่มงบ 200-300 ล้านบาท ซื้อโรงไฟฟ้าชีวมวลเพิ่ม โชว์กำลังผลิตปัจจุบัน 17.47 เมกะวัตต์ ปักเป้า 2 ปี เพิ่มอีก 10 เมกะวัตต์ ชี้เงินสดพร้อม ส่งซิกผลงานครึ่งปีหลังโตต่อ ลุยงานวิศวกรรมเต็มสูบ ใส่เกียร์ชิงงานเอาต์ซอร์ส 4 พันล้านบาทเติมพอร์ต (ที่มา ทันหุ้น)
(+) CHG (Bloomberg consensus 3.60 บาท) ครึ่งปีหลังผลงานเด่น กลุ่มลูกค้าเงินสดและลูกค้าโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูงต่างๆ และผู้ป่วยประกันสังคมกลับมามากขึ้น ส่วนไตรมาส 3/2566 มีปัจจัยจากโรคระบาดในช่วงฤดูฝน และเปิดให้บริการโรงพยาบาลใหม่รับทรัพย์เพิ่ม มั่นใจรายได้โตตามเป้าที่ 8,000 ล้านบาท (ที่มา ทันหุ้น)
(+) SCAP (Bloomberg consensus 5.80 บาท) ปลื้มผลงานครึ่งปีแรก 2566 ดีกว่าเป้า ลุยครึ่งปีหลังเดินหน้าปล่อยสินเชื่อหนุนพอร์ตสินเชื่อคงค้างทั้งปี 2566 แตะ 3 หมื่นล้านบาท ตามเป้า มั่นใจคุม NPL ไม่เกิน 4% ไม่กดดันตั้งสำรอง เล็งเข้าร่วมโครงการ Sandbox RBP หากธปท.จัดกลางปี 2567 (ที่มา ทันหุ้น)









