กำไรสุทธิของ KBANK ใน 2Q66 อยู่ที่ 1.1 หมื่นล้านบาท (+2% QoQ และ YoY) ซึ่งเป็นไปตามประมาณการรวมของตลาด (consensus) แต่ต่ำกว่าประมาณการของเรา 6% เพราะมีหลายรายการที่ไม่เป็นไปตามคาด
โดย NIM ดีกว่าคาดการณ์ แต่คชจ.สำรอง credit cost) และ คชจ.ดำเนินงาน ยังสูงอยู่กลับสูงกว่าคาด ทั้งนี้ กำไรสุทธิใน1H66 อยู่ที่ 2.2 หมื่นล้านบาท (-1%) คิดเป็น 51% ของประมาณการกำไรเต็มปีของเรา
NIM เพิ่มขึ้นอย่างน่าประทับใจ แต่รายได้ค่าธรรมเนียมลดลง
KBANK ยังระมัดระวังกับการขยายสินเชื่อ (-0.6% QoQ และ -2% YoY) อย่างไรก็ตาม NIM เพิ่มขึ้นเกินคาด (+20bps QoQ และ +40bps YoY) เพราะยีดล์สินเชื่อพุ่งสูงขึ้นถึง >30bps QoQ และ 95bps YoY ดังนั้น รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) จึงเพิ่มขึ้น +5% QoQ และ +15% YoY ใน 2Q66 และ +12% ในงวด 1H66 อย่างไรก็ตาม รายได้ค่าธรรมเนียมลดลง -5% QoQ และ YoY ใน 2Q66 และ -7% ในงวด 1H66 ทั้งนี้ ธนาคารคาดว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีกหนึ่งครั้งใน 2H66 ซึ่งจะทำให้ NIM ดีขึ้นอีก และทำให้เป้า NIM ปีนี้ เพิ่มขึ้นเป็น 3.3-3.45% อย่างไรก็ตาม รายได้ค่าธรรมเนียมในปีนี้น่าจะต่ำกว่าเป้าปีนี้ที่ 0%
NPL เกิดใหม่สูงเกินคาด ทำให้ต้องเลื่อนแผนลด credit cost ไปเป็นปี 2568
ตัวเลข NPLs เพิ่มขึ้น 5% QoQ หลังจากที่ลดลงมาสี่ไตรมาสติดต่อกัน เพราะมี NPLs เกิดใหม่เพิ่มขึ้นจากสินเชื่อ SMEs สินเชื่อผู้บริโภค และสินเชื่อปรับโครงสร้างที่ได้รับการขยายระยะเวลาชำระ ในขณะที่มีสัญญาณว่าคุณภาพสินทรัพย์จะแย่ลงอีกในไตรมาสหน้า ทำให้ธนาคารเพิ่มคชจ.สำรองฯ (credit cost) เกินกว่าที่ตั้งเป้าเอาไว้ก่อนหน้านี้ (175-200bps) แต่ยังอยู่ต่ำกว่า <210bps อยู่ นอกจากนี้ NPLs เกิดใหม่ที่เพิ่มขึ้นทำให้ธนาคารเลื่อนแผนลดการตั้งสำรองที่คาดว่าจะลดลงในปีหน้าที่ 140-160bps จากปี 2567 ไปเป็นปี 2568 แทน ซึ่งเราคิดว่าการเปลี่ยนนโยบายดังกล่าวสะท้อนถึงตัวเลขหนี้ที่มากกว่าคาดการณ์ และเป็นความตั้งใจของธนาคารที่จะรักษาสมดุลของอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิในช่วง 2 ปีนี้
ปรับลดกำไรปี 2567 ลง 6%, ทำให้ได้ราคาเป้าหมาย 12 เดือนใหม่ที่ 166 บาท
เนื่องจากกำไรสุทธิในงวด 1H66 คิดเป็น 51% ของประมาณการกำไรเต็มปี FY66F ของเรา ดังนั้น เราจึงยังคงประมาณการกำไรปี 2566 เอาไว้เท่าเดิม อย่างไรก็ตาม เราปรับลดประมาณการกำไรปี 2567 ลง 6%เพื่อสะท้อนถึงสมมติฐาน credit cost ที่เพิ่มขึ้นเป็น 200bps (จากเดิม 180bps) และการปรับลดสมมติฐานอัตราการเติบโตของสินเชื่อเหลือ 3% (จากเดิม 5%) นอกจากนี้ เรายังขยับไปใช้ราคาเป้าหมายใหม่ โดย de-rate PBV ลงเหลือ 0.7x (จากเดิม 0.8x) ทำให้ได้ราคาเป้าหมาย 12 เดือนข้างหน้าใหม่ที่ 166 บาท จากเดิมที่ 170 บาท และคงคำแนะนำ ถือ KBANK
Risks
NPLs เพิ่มขึ้น และตั้งสำรองเพิ่มขึ้น, ผลขาดทุน FVTPL จากการลงทุน.








