ทางเทคนิค คาด SET Index เคลื่อนไหว Sideways Up (แรงซื้อเก็งกำไรอาจปรับสูงขึ้นช่วงปลายตลาด เพื่อลุ้นผลโหวตนายกรัฐมนตรีคืนนี้) แนวรับ 1,482/1,475 จุด แนวต้าน 1,500/1,510 จุด (EMA 25 วัน) ขณะที่ผลโหวตคาดว่าจะส่งผลต่อทิศทางดัชนีฯ วันศุกร์
โดยดัชนีฯ มีแนวโน้มเปิดกระโดด (Breakaway Gap) เหนือระดับ 1,520 จุด เพื่อขึ้นไปซื้อขายในกรอบ 1,520-1,570 จุด หากผลการโหวตมี Positive Surprise คุณพิธาได้คะแนนเกินกึ่งหนึ่งของสภา ส่วนในทางตรงกันข้าม ดัชนีฯ มีแนวโน้มเปิดลดลง โดยมีแนวรับสำคัญที่ 1,475/1,461 จุด แต่ความเสี่ยงขาลงคาดมีจำกัด เนื่องจากตลาดคาดหวังล่วงหน้าไปแล้ว และสภาฯ มีการเสนอวันโหวตรอบสองวันที่ 19 ก.ค.
ประเด็นวันนี้ นอกเหนือจากจับตาจีนรายงานดุลการค้าเดือน มิ.ย. (Consensus คาดเกินดุล USD74.4bn. เป็นผลจากส่งออก -9.5% YoY และนำเข้าเติบโต -4.1% YoY เทียบกับเดือน พ.ค. เกินดุล +USD65.81bn. ส่งออก -7.5% YoY นำเข้า -4.5% YoY) และ US รายงาน PPI เดือน มิ.ย. คาดเติบโตลดลง YoY แต่สูงขึ้น MoM (Consensus คาด +0.2% MoM, +0.4% YoY Vs เดือน พ.ค. -0.3% MoM, +1.1% YoY) ไฮไลท์สำคัญที่สุดวันนี้ อยู่ที่ผลการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 โดยกระบวนการโหวตจะอิงบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญ 60 (มาตรา 272) ซึ่งต้องได้รับเสียงสนับสนุนมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของทั้งสองสภา (อย่างน้อย 376 เสียง จากทั้งหมด 750 เสียง) โดยไทม์ไลน์จะเริ่มจาก ส.ส. เสนอชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี จากบัญชีรายชื่อแคนดิเดตของพรรคที่มีจำนวน ส.ส. ตั้งแต่ 25 คน ขึ้นไป (มี 8 คน จาก 5 พรรคการเมือง) และต้องมีจำนวน ส.ส. รับรองอย่างน้อย 50 คน จากนั้นก็จะมีการแสดงวิสัยทัศน์ ก่อนที่สมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็นไม่เกิน 6 ชั่วโมง (ส.ส. 4 ชั่วโมง และวุฒิสภา 2 ชั่วโมง) ก่อนที่จะเริ่มโหวตในช่วงเวลา 17.00 น.
ทั้งนี้ การเลือกนายกรัฐมนตรีให้กระทำเป็นการเปิดเผย โดยจะเรียกชื่อ ส.ส., ส.ว. ตามลำดับอักษรเป็นรายบุคคล และให้ออกเสียงชื่อบุคคลที่เห็นชอบ โดยจะต้องมีเสียงสนับสนุนเกินกว่า 376 เสียง จึงจะถือว่าได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ หากโหวตไม่ผ่านรัฐธรรมนูญฯ ไม่ได้กำหนดกรอบเวลาการเลือกนายกรัฐมนตรี ทำให้อาจกินเวลาเป็นสัปดาห์ เดือน หรือหลายเดือน โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จะทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรีบริหารประเทศต่อไป
เราคาดว่าการเสนอชื่อให้สภาฯ พิจารณาครั้งนี้จะมีเพียงคนเดียว คือ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ โดยหากอิงจากกระแสข่าวในปัจจุบัน มีโอกาสสูงที่ผลการโหวตจะได้รับคะแนนสนับสนุนไม่เกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา เนื่องจากคาดว่าจะมีจำนวน ส.ว. สนับสนุนไม่ถึง 64 เสียง หรือการส่งสัญญาณจาก ส.ส. ต่างพรรค อาทิ พรรคภูมิใจไทย พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคพลังประชารัฐ ประกาศไม่สนับสนุนนายกรัฐมนตรีที่มีการแก้ไขมาตรา 112 อย่างไรก็ดี เราคาดว่าผลการโหวตครั้งนี้จะเป็น Slightly Negative และไม่มีนัยต่อตลาดมากนัก เพราะมีการคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว อิงจากประธานสภาฯ กำหนดวาระการประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาเลือกนายกรัฐมนตรีไว้ล่วงหน้าอีก 2 ครั้ง คาดว่าจะเป็นวันที่ 19 ก.ค. และอีกครั้งหนึ่งในสัปดาห์ต่อไป
ส่วนผลกระทบต่อดัชนีฯ แม้เราได้เห็นภาพการกลับมาแข็งค่าของค่าเงินบาท อันเนื่องมาจากการอ่อนค่าลงแรงของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หลังเงินเฟ้อเดือน มิ.ย. ต่ำกว่าคาด แต่ด้วยอัตราส่วนดอลลาร์สหรัฐฯ/ค่าเงินบาทที่ยังอยู่ในทิศทางขาลง (Figure 2) สะท้อนว่าค่าเงินบาทแข็งค่าไม่ได้สะท้อนการไหลเข้าของกระแสเงินทุนต่างชาติ โดยเรามองว่านักลงทุนต่างชาติยังรอความชัดเจนของการจัดตั้งรัฐบาลของไทย โดยกรณีความเสี่ยงของการจัดตั้งรัฐบาลของไทย
เรามองว่าขาลงจำกัดอยู่ที่ 1,450 จุด (Figure 1 พิจารณาความเสี่ยงทางการเมืองที่เคยเกิดขึ้นในอดีต โดยกรณีไม่รุนแรง ดัชนีฯ จะแกว่งอยู่ในกรอบ +/–2S.D.) โดยหุ้นอิงนโยบายรัฐ เช่น กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง กลุ่มสาธารณูปโภค ฯลฯ มีแนวโน้มได้รับผลกระทบสูงสุด จากความเสี่ยงสูญญากาศการเมืองยาวนาน ส่วนในกรณีเกิดคุณพิธา ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีได้ในการโหวตครั้งแรก คาดว่าจะส่งผลบวกต่อดัชนีฯ ในระยะสั้น(คลายความกังวลการตั้งรัฐบาล) โดยดัชนีฯ มีแนวโน้มปรับขึ้นได้ถึงระดับศักยภาพของตลาดที่ 1,589 จุด (ทางเทคนิคคาดว่าจะปรับขึ้นมาอยู่ที่บริเวณ 1,520-1,570 จุด) จากแรง Short Covering ของนักลงทุนต่างชาติ และการกลับมาซื้อเก็งกำไรของนักลงทุนในประเทศ บนคาดการณ์ว่ารัฐบาล ชุดใหม่ จะเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในอนาคต นำขึ้นโดยกลุ่ม Large Market Cap อาทิ กลุ่มธนาคาร พลังงาน ค้าปลีก บริการรับเหมาก่อสร้าง เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม ในภาพระยะกลางจะได้รับแรงกดดันจากความเสี่ยงที่ตลาดจะกลับมากังวลบางนโยบายของพรรคก้าวไกลที่อาจกดดันภาพลงทุนโดยรวม ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นหลังทราบผลการเลือกตั้ง อีกทั้งนโยบายจัดทำงบประมาณฐานศูนย์ที่จะทำให้มีโอกาสเบิกจ่ายล่าช้า ทำให้การปรับขึ้นของตลาดจะเป็นเพียงภาพระยะสั้นเท่านั้น
กลยุทธ์ลงทุน แนะนำ หุ้นกลุ่ม Large Market Cap ที่คาดว่าจะจ่ายปันผลระหว่างกาล ด้วยยิลด์สูงในช่วงการลงทุน 3 เดือนข้างหน้า ได้แก่ KKP LH ADVANC บนคาดการณ์ว่าอัตราผลตอบแทนปันผลที่ดี จะช่วยทำให้ความเสี่ยงขาลงมีจำกัด
Strategic daily picks
KKP ปิด 59.25 บาท/แนวรับ 58.00 บาท แนวต้าน 62.00 บาท
Consensus คาดกำไร 2Q23 เพิ่มขึ้น YoY, QoQ โดยคาดรายได้ดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้น จากการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อและการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขึ้น ถึงแม้ว่าการตั้งสำรองอาจจะเพิ่มสูงขึ้น แต่รายได้ที่เพิ่มขึ้น ยังทำให้กำไรเติบโต นอกจากนี้ รายได้ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ตามการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อ และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ทำให้ Consensus ประมาณการกำไรปี 2023 ที่ 7.86 พันล้านบาท พร้อมประเมินราคาเป้าหมายที่ 78.63 บาท
LH ปิด 8.40 บาท/แนวรับ 8.20 บาท แนวต้าน 8.85 บาท
Consensus คาดผลการดำเนินงาน 1Q23 จะเป็นจุดต่ำสุดในปีนี้ โดยมีโมเมนตัมฟื้นตัว QoQ แต่ลดลง YoY ขณะที่คาดกำไรสูงสุดปีนี้อยู่ใน 4Q23 นอกจากนี้ Consensus ยังคาด 2Q23 presales ยังไม่น่าตื่นเต้น เพราะมีวันหยุดยาว (เดือน เม.ย.-พ.ค.) และผู้ซื้อรอความชัดเจนของรัฐบาลชุดใหม่ ทั้งนี้ ผู้บริหาร LH คาดธุรกิจ 2H23 ฟื้นตัว จาก 1) เปิดโครงการใหม่ ๆ มูลค่ารวม 2.75 หมื่นล้านบาท 2) มีแผนการตลาดใหม่ และ 3) การเร่งการก่อสร้าง
ADVANC ปิด 217.00 บาท/แนวรับ 211.00 บาท แนวต้าน 222.00 บาท
KTX คาดกำไร 2Q23E สดใส ตามภาวะการแข่งขันที่ผ่อนคลาย โดยประมาณการกำไรจากธุรกิจปกติเติบโต 9% YoY และ 8% QoQ เป็น 7.21 พันล้านบาท รายได้จากบริการหลักยังคงเติบโต (+1.8% YoY และ +1.1% QoQ เป็น 3.39 หมื่นล้านบาท) ตามการขยับขึ้นของ ARPU ทั้งบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และ FBB หลังการปรับโครงสร้างราคาแพ็กเกจ นอกจากนี้ ด้วย Valuation Metrics บ่งชี้ถึงความน่าสนใจลงทุนในเชิงปัจจัยพื้นฐาน-ราคาหุ้นมีส่วนต่าง 5% เมื่อเทียบกับราคาพื้นฐานปี 2023E ที่ 228 บาท ด้วยวิธี Earnings Yield อิงอัตราผลตอบแทนที่คาดหวัง 4.2%









