ตลาดอาจผันผวนหากเฟดไม่ระบุเรื่องการหยุดขึ้นดอกเบี้ยให้ชัดเจน ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) วันนี้ คาดขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25%
โดยปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดโทนของสินทรัพย์เสี่ยง คือทิศทางดอกเบี้ยนโยบายหลังการประชุมรอบนี้ ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่มองเฟดน่าจะเริ่มหยุดขึ้นดอกเบี้ย อย่างไรก็ตามหากการส่งสัญญาณของเฟดไม่ชัดเจน หรือระบุถึงความจำเป็นที่อาจต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อตลาดอาจตอบรับเป็นลบเนื่องจากผิดหวัง รวมถึงตลาดอาจกังวลผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่มาจากดอกเบี้ยในระดับสูงหลังเริ่มเห็นการชะลอตัวในตลาดการจ้างงาน
ปัญหาเพดานหนี้สหรัฐฯ (US Debt ceiling) อาจเข้ามาสร้าวงความกังวลระยะสั้น แม้ในอดีต สหรัฐฯ จะผ่านการปรับเพิ่มเพดานหนี้มาแล้ว 78 ครั้ง และโอกาสที่จะเกิดการผิดนัดชำระหนี้จริงๆ หรือเกิดการหยุดดำเนินงานของหน่วยงานรัฐบางส่วน (government shutdown) เหมือนที่เคยเกิดในค.ศ.2011 และ 2013 น่าจะไม่สูง อย่างไรก็ตามการเพิ่มเพดานหนี้ไม่ทันกำหนดวันที่เงินคงคลังจะหมด (X-Date ซึ่งเปิดเผยมาแล้วว่าคือ 1 มิ.ย.66) จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการใช้จ่ายภาครัฐฯ และซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจ รวมถึงการใช้จ่ายในระบบสวสัดิการต่างๆ ซึ่งจะกระทบต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค รวมไปถึงภาวะเศรษฐกิจที่นักลงทุนกังวลว่าเปราะบางต่อการเกิดการถดถอย (recession) อยู่แล้วได้ ดังนั้นความชัดเจนในการเพิ่มเพดานหนี้ จะเป็นปัจจัยบวกต่อบรรยากาศลงทุนของตลาด
ภาพรวมกลยุทธ์: SET Index ยังมีภาพทางเทคนิคที่เป็นลบ ทำให้ยังมีความเสี่ยงซึมลงทดสอบ 1,518 และ 1,500 จุด ยังเน้น selective buy กลุ่มที่น่าจะเห็นการฟื้นตัวได้ชัดเจนในปี 2566 และยังมีการถือครองที่ต่ำ (Underowned) โดยเฉพาะสาธารณูปโภคและค้าปลีก และหลีกเลี่ยงหุ้นที่ผ่านช่วงที่ผลประกอบการดีที่สุดไปแล้ว (โดยเฉพาะที่ดีสุดไปแล้วจากช่วง WFH) สำหรับกลุ่มโรงแรมที่ปรับลดลงมามาก เรามองใกล้ฟื้นจากผลประกอบการที่จะออกมาดี และการท่องเที่ยวที่จะยังเป็นพระเอกผลักดันเศรษฐกิจในปีนี้
หุ้นแนะนำ: OR, CPALL*, ROJNA, SAMART*
แนวรับ: 1,500-1,518 / แนวต้าน : 1,538 จุด
สัดส่วนลงทุน: เงินสด 40% vs พอร์ตหุ้น 60%
ประเด็นการลงทุนที่น่าสนใจ
สหรัฐเผยตัวเลขเปิดรับสมัครงานต่ำสุดรอบเกือบ 2 ปี – การเปิดรับสมัครงานปรับตัวลงเป็นเดือนที่ 3 แตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 2 ปี และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ ตัวเลขการจ้างงานทรงตัวที่ระดับ 6.15 ล้านตำแหน่ง ส่วนตัวเลขการปลดออกจากงานพุ่งขึ้นสู่ระดับ 1.8 ล้านตำแหน่ง และตัวเลขการลาออกจากงานโดยสมัครใจลดลงสู่ระดับ 3.85 ล้านราย ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค.2564
สรท. หั่นคาดการณ์ส่งออกปี 66 แต่เชื่อไม่ติดลบ - คาดเติบโตระหว่าง 0-1% (ณ เดือนพ.ค. 66) รวมมูลค่า 286,000-290,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเดือนก่อนที่คาดการณ์ไว้ที่ 1-2% เนื่องจากไทยยังมีปัจจัยเสี่ยงที่เป็นอุปสรรค ได้แก่ เศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง ต้นทุนการผลิตที่สูง และปริมาณสินค้าคงคลังในประเทศคู่ที่อยู่ในระดับสูง
PTT ถูกกกพ.เรียกเงิน Shortfall กรณีส่งก๊าซอ่าวไทยไม่ครบ - กกพ. ได้ส่งหนังสือคำสั่งถึง PTT เพื่อขอให้คืนเงิน Shortfall หรือเงินที่ผู้ขายผิดสัญญาไม่สามารถส่งก๊าซให้ผู้ซื้อได้ตามกำหนดให้ส่งก๊าซในช่วงเวลาหนึ่งๆ ภายใต้ DCQ (Daily Contract Quantity) เป็นจำนวน 4,300 ล้านบาท จากการขาดส่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยช่วงปลายปี 64 ต่อเนื่องถึงต้นปี 65 ทั้งนี้ กกพ. อยู่ระหว่างรอหนังสือตอบกลับจาก PTT ซึ่ง PTT มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ได้
JMART อนุมัติซื้อหุ้นคืน - ภายในวงเงินไม่เกิน 400,000,000 บาท จำนวนหุ้นที่จะซื้อคืนไม่เกิน 16,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท หรือคิดเป็นจำนวนไม่เกินร้อยละ 1.10 ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด
ประเด็นติดตาม: 3 พ.ค. – TH CPI, US ADP Nonfarm Employment Change, US Non-Manufacturing PMI / 4 พ.ค. – US Initial Jobless Claims / 5 พ.ค. – US Nonfarm Payroll, Unemployment Rate
(* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ ซึ่งอาจมีคำแนะนำต่างกับพื้นฐาน หรือที่ไม่ได้อยู่ในการวิเคราะห์ของ UOBKH ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาที่เข้าซื้อ)








