วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตลาดกลับมาจับตานโยบายการเงินสหรัฐฯ (2 พ.ค. 66)

ติดตามการส่งสัญญาณของธนาคารกลางสหรัฐในการประชุม 3 พ.ค.นี้ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่ง อาทิ เงินเฟ้อ (PCE Deflator) และ ISM Manufacturing (เม.ย.ออกมา 47.1 สูงกว่าคาดการณ์ที่ 46.8 และสูงกว่า มี.ค.ที่ 46.3)

ทำให้ตลาดยังไม่มั่นใจกับระดับดอกเบี้ยที่น่าจะเป็นจุดสูงสุดของวัฎจักร (Terminal rate) ของการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ รอบนี้ โดยทำให้ความน่าจะเป็นของการขึ้นดอกเบี้ยในรอบการประชุม 14 มิ.ย. ขยับขึ้นมาแถว 27% (หรือดอกเบี้ยอาจขึ้นไปอีก 2 การประชุม) ดังนั้นนอกจากการขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในรอบนี้ ตลาดจะให้น้ำหนักกับการส่งสัญญาณทิศทางดอกเบี้ยในช่วงต่อไป ซึ่งการหยุดขึ้นดอกเบี้ย จะเป็นการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น และอาจหนุนการฟื้นตัวของสินทรัพย์เสี่ยง ซึ่งจะเป็นบวกกับความเคลื่อนไหวของหุ้นไทย

หุ้นไทยใกล้เข้าสู่ช่วงหยุดยาว ทำให้ต้องเน้นเลือกหุ้นที่มั่นใจต่อการฟื้นตัวในปีนี้ สัปดาห์นี้มีวันทำการเพียง 2 วัน และกลับมาซื้อขาย 8 พ.ค. ทำให้ต้องเลือกหุ้นที่รับความผันผวนระยะสั้นได้ โดยเรามีธีมการลงทุนหลัก คือ 1) เงินเฟ้อผ่านจุดสูงสุด บวกต่อ กลุ่มค้าปลีก 2) ดอกเบี้ยถึงจุดสูงสุด บวกต่อกลุ่มโรงไฟฟ้าและสื่อสาร 3) การย้ายฐานการผลิต บวกต่อกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม และ 4) ผลประกอบการแข็งแกร่ง หุ้นท่องเที่ยวและเปิดเมือง ปรับลดลงจนหลายตัวกลับมาน่าสนใจและกลับมาอยู่ในจุดซื้อ หุ้นที่เราชอบได้แก่ CPALL, MAKRO, BJC, GULF, BGRIM, ADVANC, WHA, AMATA, ROJANA, ERW, SPA, VRANDA, MAJOR, PTG, OR
 

ภาพรวมกลยุทธ์: ยังเน้นเน้น selective buy กลุ่มที่น่าจะเห็นการฟื้นตัวได้ชัดเจนในปี 2566 และยังมีการถือครองที่ต่ำ (Underowned) โดยเฉพาะสาธารณูปโภคและค้าปลีก และหลีกเลี่ยงหุ้นที่ผ่านช่วงที่ผลประกอบการดีที่สุดไปแล้ว (โดยเฉพาะที่ดีสุดไปแล้วจากช่วง WFH) สำหรับกลุ่มโรงแรมที่ปรับลดลงมามาก เรามองใกล้ฟื้นจากผลประกอบการที่จะออกมาดี และการท่องเที่ยวที่จะยังเป็นพระเอกผลักดันเศรษฐกิจในปีนี้

หุ้นแนะนำ: OR, CPALL*, AMATA, SAWAD*

แนวรับ: 1,520 / แนวต้าน : 1,543 จุด 

สัดส่วนลงทุน: เงินสด 40% vs พอร์ตหุ้น 60%

 

ประเด็นการลงทุนที่น่าสนใจ

สหรัฐเผยดัชนี PCE ชะลอตัวสู่ +4.2% ในเดือนมี.ค. – ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ทั่วไป เพิ่มขึ้น 4.2% yoy ในเดือนมี.ค. โดยชะลอตัวจากระดับ 5.1% ในเดือนก.พ. ส่วนดัชนี PCE พื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน และเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ เพิ่มขึ้น 4.6% yoy ในเดือนมี.ค. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 4.5% แต่ชะลอตัวจากระดับ 4.7% ในเดือนก.พ.

"เจพีมอร์แกน" ซื้อกิจการ "เฟิร์สท์ รีพับลิก แบงก์"- ความแข็งแกร่งทางการเงินและศักยภาพ ทำให้สามารถยื่นข้อเสนอซื้อในลักษณะที่ช่วยบรรเทาความเสียหายที่มีต่อบรรษัทรับประกันเงินฝากของรัฐบาลกลางสหรัฐ (FDIC) ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของเฟิร์สท์ รีพับลิก แบงก์ เจพีมอร์แกนได้เข้าครอบครองเงินฝาก 9.2 หมื่นล้านดอลลาร์ของเฟิร์สท์ รีพับลิก แบงก์ รวมถึงเงินกู้อีก 1.73 แสนล้านดอลลาร์ และหลักทรัพย์ 3 หมื่นล้านดอลลาร์
 

ที่ประชุมผู้ถือหุ้นกู้ STARK ลงมติยกเว้นเหตุผิดนัดส่งงบการเงินปี 65  - สำหรับหุ้นกู้ทั้ง 5 ชุด แต่ยกเว้นได้เฉพาะการเลื่อนการส่งงบการเงินปี 65 เท่านั้น เนื่องจากเห็นว่าการผิดเงื่อนไขของสัญญาไม่ใช่เป็นเหตุรุนแรง อาทิ การผิดนัดชำระดอกเบี้ย แอบขายสินทรัพย์ออกไป เป็นต้น จึงยังไม่ใช้สิทธิ Call Default หุ้นกู้ของ STARK ที่จะเรียกชำระชำระหุ้นกู้ทั้งจำนวนในทันที อาจจะภายใน 7 วัน 15 วัน หรือ 30 วัน

 

ประเด็นติดตาม: 2 พ.ค. – US Job Openings, EU CPI / 3 พ.ค. – TH CPI, US ADP Nonfarm Employment, US Non-Manufacturing PMI / 4 พ.ค. – US Initial Jobless Claims 

(* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ ซึ่งอาจมีคำแนะนำต่างกับพื้นฐาน หรือที่ไม่ได้อยู่ในการวิเคราะห์ของ UOBKH ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาที่เข้าซื้อ)