หลังจากที่ได้คุยกับผู้บริหารของ MTC เราพบว่าจนถึงขณะนี้ สัดส่วน NPL เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 3.1- 3.2% (จาก 2.9% เมื่อสิ้นปี 2565)
ในขณะเดียวกัน การเลือกตั้งทั่วไปอาจจะช่วยลดแรงกดดันของ NPL ในระยะสั้นลง โดยก่อนหน้านี้ บริษัทคาดเอาไว้ว่า NPL จะถึงจุดสูงสุดที่ 3.5% ในกลางปีนี้ และ credit cost จะสูงสุดที่ 4% การที่ NPL เพิ่มในอัตราที่ชะลอตัวลงจะช่วยลดแรงกดดันต่อ credit cost ลงด้วย ทั้งนี้ NPL ของ MTC เพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 2.3% ใน 3Q65 เป็น 2.9% ใน 4Q65 และทำให้ credit cost เพิ่มเป็น 4%ใน 4Q65 และ 2.5% ในปี 2565
สามารถเพิ่ม yield สินเชื่อเพื่อชดเชย credit cost ที่สูงขึ้นได้
MTC คิดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อต่ำกว่าบริษัทอื่นในกลุ่มอย่างมาก (สินเชื่อรถมอเตอร์ไซค์ที่ 16% และสินเชื่อจำนำทะเบียนรถที่ 18% ซึ่งต่ำกว่าเพดานดอกเบี้ยที่ 24%) ทั้งนี้ เพื่อบริหารจัดการ credit cost ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก MTC จึงได้ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินกู้บางส่วนขึ้นทำให้ yield เพิ่มขึ้น 40bps ใน 4Q65 เราคิดว่า MTC ยังมีช่องให้ปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ได้อีกเพื่อชดเชย credit cost ที่เพิ่มขึ้น เราใช้สมมติฐาน credit cost ใน 1Q66F ที่ 3.5% ในขณะที่คาดว่า yield จะทรงตัว
คาดว่ากำไรใน 1Q66 จะอยู่ที่ 1.3พันล้านบาท (+16% QoQ แต่ -5% YoY)
ประมาณการกำไรของเราสะท้อนอัตราการเติบโตของสินเชื่อที่คาดว่าจะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 23% YoY (จาก +31% YoY ในไตรมาสก่อนหน้า) และ yield สินเชื่อที่คาดว่าจะดีขึ้น 10bps และ credit cost ที่ยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 3.6% (ลดลงมาจาก 4% ใน 4Q65)
ปรับเพิ่มคำแนะนำเป็นซื้อ โดยยังคงประมาณการกำไรเอาไว้เท่าเดิม
ราคาหุ้น MTC ลดลงมาอย่างมากจนมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจ โดย forward PE ปี 2566/2567 อยู่ที่ 13.5x/11x ทำให้เราปรับเพิ่มคำแนะนำจากถือเป็นซื้อ ที่ระดับนี้ เรามองว่า MTC ยังเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในฐานะที่เป็นแหล่งเงินทุนฉุกเฉินสำหรับกลุ่มลูกค้าระดับล่าง และมีเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดกระจายไปทั่วประเทศ เราคิดว่าธุรกิจ non-bank ยังคงมีความจำเป็นสำหรับกลุ่มลูกค้าระดับล่างอยู่ สำหรับในระยะต่อไปเมื่อวัฏจักร NPL ถึงจุดสูงสุดแล้ว MTC จะมีโอกาสที่จะทำให้คชจ.สำรองฯ ลดลงได้
Risks
NPL และ credit cost เพิ่มขึ้น









