วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ติดตามการประชุมเฟด...การขึ้นหรือคงดอกเบี้ย บวกกับหุ้นมากกว่าปรับลด

ตลาดตอบรับปัจจัยลบไปมากแล้ว ขณะที่ไม่มีความเสี่ยงใหม่ที่อยู่นอกความรับรู้ บรรยากาศลงทุนในตลาดต่างประเทศเห็นการฟื้นตัวขึ้น หลังจากนักลงทุนตอบรับความเสี่ยงเกี่ยวกับภาคธนาคารในสหรัฐฯ และยุโรปไปมากแล้ว

ขณะที่ล่าสุด รมว.คลัง สหรัฐฯ ออกมายืนยันถึงการเพิ่มการคุ้มครองเงินฝากให้กับผู้ฝากเงินของธนาคารอื่นๆ (ซึ่งอาจเป็นการปรับเพิ่มยอดค้ำประกัน หรือค้ำประกันทั้งจำนวน) น่าจะช่วยหยุดภาวะวิตกกังวลของภาคธนาคารในระยะสั้นไปได้ ขณะที่ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการพบกันของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ของจีน กับประธานาธิบดีปูติน ของรัสเซีย หรือการที่สหรัฐฯ จะเพิ่มข้อจำกัดเกี่ยวกับบริษัทสหรัฐฯ ที่ทำการผลิตชิปในจีน แต่ไม่ถือเป็นความเสี่ยงใหม่ 

 

คาดตลาดตอบรับเชิงบวกไม่ว่าเฟดจะขึ้นหรือคงดอกเบี้ย ซึ่งจะดีกว่าการปรับลด การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯ (FOMC) ประชุมคืนนี้ ตลาดคาดเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ด้วยความน่าจะเป็น 86.4% (ขณะที่ตรึงดอกเบี้ยเท่าเดิมที่ 13.6%) ด้วยกลไกของการโยกย้ายเงินทุนระหว่างหุ้นกับตราสารหนี้ เรามองการขึ้นดอกเบี้ย หรือคงดอกเบี้ย จะบวกต่อตลาดมากกว่าปรับลด เนื่องจาก 1) การขึ้นดอกเบี้ย เป็นการรักษาเครดิตของเฟดในการสื่อสารกับตลาด 2) การขึ้นดอกเบี้ย เป็นการแสดงความเชื่อมั่นถึงความแข็งแกร่งของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธนาคาร 3) การลดดอกเบี้ย อาจสร้างความกังวลให้กับตลาดมากกว่าผลดีที่จะได้ และจะยิ่งเร่งให้เงินออกจากหุ้น เข้าตราสารหนี้ // ดังนั้นเราคาดเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย 0.25% และเน้นส่งสัญญาณ “ตรึงดอกเบี้ย” เป็นระยะเวลานานเพื่อคุมเงินเฟ้อ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าว จะช่วยให้ allocation ของเงินที่จะเข้าตลาดพันธบัตร มีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป และตลาดหุ้นรวมถึงสินทรัพย์เสี่ยงจะมีโอกาสฟื้นตัว
 

 

 

มองไกลใจสงบ กรอบการซื้อขายเชิงมูลค่าที่ 1,520-1,730 จุด เรายังคงมุมมองกรอบ valuation ของตลาดที่สื่อสารไปในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา และคาดหวังบรรยากาศลงทุนจะทยอยปรับดีขึ้น โดยมีธีมการลงทุนที่น่าสนใจ ได้แก่ 1) หุ้นท่องเที่ยวและเปิดเมือง 2) หุ้นได้ประโยชน์จากการบริโภคในประเทศ 3) หุ้นได้ประโยชน์จากต้นทุนลดลง 4) หุ้นได้ประโยชน์จากผลตอบแทนพันธบัตรสูงสุด 5) การย้ายฐานการผลิตมาไทย หุ้นที่เราชอบได้แก่ ERW, VRANDA, SPA, MAJOR, PTG, OR, CPALL, MAKRO, BJC, GULF, BGRIM, GUNKUL, ADVANC, WHA, AMATA, ROJNA เป็นต้น

 

ภาพรวมกลยุทธ์: ติดตามการส่งสัญญาณยืนยันไม่ลดดอกเบี้ยของเฟดในการประชุม 22 มี.ค.นี้ จะหนุนการฟื้นตัวของหุ้น ทยอยสะสมเน้น selective buy กลุ่มที่น่าจะเห็นการฟื้นตัวได้ชัดเจนในปี 2566 และยังมีการถือครองที่ต่ำ (Underowned) ได้แก่ และหุ้นที่มีปัจจัยบวกรายตัว โดยหุ้นที่เรามองสามารถทยอยสะสม ได้แก่ MAJOR, CPALL, MAKRO, BJC, PTTGC, IRPC, TIDLOR, AMANAH, MILL, TSTH, KSL, ROJNA, SAMART, SDC เป็นต้น

หุ้นแนะนำ: GUNKUL*, ROJNA*, BJC*, CPALL

แนวรับ: 1,565 / แนวต้าน : 1,587-1,600 จุด 

สัดส่วนลงทุน: เงินสด 50% vs พอร์ตหุ้น 50%

 

 

 


 

ประเด็นการลงทุนที่น่าสนใจ

PIMCO และ INVESCO ขาดทุนจากการตัดหนี้สูญหุ้นกู้ AT1 ของเครดิตสวิส – แปซิฟิก อินเวสต์เมนต์ แมเนจเมนต์ โค หรือพิมโค (Pacific Investment Management Co : PIMCO) และบริษัทอินเวสโก้ จำกัด (Invesco Ltd) อยู่ในกลุ่มผู้ถือตราสารทางการเงินที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่1 (Additional Tier 1 หรือ AT1) ของเครดิต สวิสมากที่สุด โดย AT1 ถูกตัดเป็นหนี้สูญหลังจากที่ยูบีเอส กรุ๊ป เอจี (UBS Group AG) ตกลงเข้าซื้อกิจการเครดิต สวิส

Opportunity day - 22 มี.ค. – BCPG, AIMIRT, CHOW, BYD, AURA, BTG / 23 มี.ค. – SPCG, SABUY, TSR, KJL, SALEE, HTC, GRAMMY / 24 มี.ค. – B-WORK, LEO, MICRO, TKS, SISB, PLUS, PDJ       

 

ประเด็นติดตาม: 22 มี.ค. - Fed Interest Rate Decision / 23 มี.ค. – New Home Sales, Building Permits / 24 มี.ค. - Core Durable Goods Orders / 28 มี.ค. - CB Consumer Confidence

(* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ ซึ่งอาจมีคำแนะนำต่างกับพื้นฐาน หรือที่ไม่ ได้อยู่ในการวิเคราะห์ของ UOBKH ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาที่เข้าซื้อ)