ราคาน้ำมันดิบปรับลด หลังได้รับแรงกดดันจากถ้อยแถลงของประธานเฟด ท่ามกลางอุปทานน้ำมันตึงตัว
ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 72-82 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวที่กรอบ 78-88 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (13 – 17 มี.ค. 66)
ราคาน้ำมันดิบได้รับแรงกระทบจากแถลงการณ์ของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ว่าเฟดอาจจำเป็นต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่าที่ตลาดคาด เพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ที่ระดับเป้าหมาย ขณะที่การประชุมสภาประชาชนแห่งชาติ (NPC) กำหนดเป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจจีนในปี 66 ที่ระดับ 5 % ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะอยู่ที่ราว 5 – 6 % อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากอุปทานที่ตึงตัว หลังประเทศในกลุ่มสมาชิก OPEC+ อันได้แก่ เวเนซุเอลาและคาซัคสถาน มีปริมาณการผลิตน้ำมันดิบที่ลดลง ขณะที่ตัวเลขการจราจรทางอากาศมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับตัวเลขการขับขี่ในจีนและอเมริกาเหนือที่อยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด – 19
ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้
- ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) แสดงความเห็นต่อคณะกรรมาธิการวุฒิสภาและคองเกรส ว่าเฟดมีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ก่อนหน้าที่ 0.25 % เพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ที่ระดับเป้าหมาย โดยนักลงทุนคาดเฟดอาจปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย 0.5 % สู่ 5.00 – 5.25 % ในการประชุมนโยบายการเงิน (FOMC) ครั้งถัดไปซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 21 – 22 มี.ค. 66 นอกจากนี้ ตลาดคาดว่าอัตราดอกเบี้ยเป้าหมาย (terminal rate) จะอยู่ที่ระดับ 5.50 – 5.75 % ในเดือน มิ.ย. 66 ขณะที่การแข็งค่าของสกุลเงินดอลล่าสหรัฐฯ ส่งผลให้นักลงทุนผู้ถือครองเงินสกุลอื่นมีความสนใจในการลงทุนในน้ำมันดิบลดลง
- ในการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติ (NPC) รัฐบาลจีนตั้งเป้าการเติบโตของเศรษฐกิจจีน ปี 66 ที่ระดับ 5 % ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะอยู่ที่ระหว่าง 5-6 % โดยนาย หลี่ เค่อเฉียง นายกฯ กล่าวว่า เศรษฐกิจจีนปีนี้ ยังคงเผชิญกับความท้าทายจากมาตรการกีดกันการค้าต่าง ๆ และปัญหาเงินเฟ้อของหลายประเทศทั่วโลกที่ยังคงอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ดี การเติบโตของเศรษฐกิจจีนปีนี้ถือว่ายังสูงกว่าปี 2565 ที่เติบโตระดับ 3 %
- อุปทานน้ำมันดิบของผู้ผลิตหลายประเทศยังไม่แน่นอน โดยล่าสุดเวเนซุเอลารายงานปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบ เดือน ก.พ. 66 ลดลง 8 % เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า มาอยู่ที่ระดับ 0.55 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดตั้งแต่เดือน ก.ค. 65 ขณะที่ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของคาซัคสถาน เดือน มี.ค. 66 อยู่ที่ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 1.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน หลังแหล่งผลิตน้ำมันดิบ Tengiz ซึ่งมีกำลังการผลิตราว 0.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ปิดซ่อมบำรุง
- Rystad เดือน มี.ค. 66 รายงานการจราจรในจีน (China Road Traffic) ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดเพียง 11 % ขณะที่การจราจรในสหรัฐฯ (US Road Traffic) เพิ่มขึ้นกันเช่นกันมาอยู่ที่ระดับต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดเพียง 3 % ขณะที่จำนวนเที่ยวบินทั่วโลกปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาด 9 %
- เศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ คือ ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน ก.พ. 66 ซึ่งตลาดคาดมีแนวโน้มปรับลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 6.4 % และตัวเลขยอดค้าปลีกเดือน ก.พ. 66 และตัวเลขเศรษฐกิจของจีน ได้แก่ ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรม ซึ่งตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.6 % จากการประกาศครั้งก่อนหน้าที่ 1.3 %
สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (6 – 10 มี.ค. 66)
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับลดลง 3.78 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 76.68 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เช่นเดียวกันกับราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ปรับลดลง 3.40 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 82.78 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบปิดเฉลี่ยอยู่ที่ 80.06 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หลังประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) แสดงความเห็นว่า FED มีความจำเป็นในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่า 0.25% ในการประชุมช่วงปลายเดือนนี้ เพื่อกดอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับเป้าหมายที่ 2% ทำให้ตลาดกังวลว่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ เผชิญภาวะถดถอย รวมถึงกระทบต่อปริมาณความต้องการใช้น้ำมัน อย่างไรก็ตาม ตลาดได้รับแรงสนับสนุนหลังสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) รายงานสต็อกน้ามันดิบคงคลังสหรัฐฯ สัปดาห์สิ้นสุด วันที่ 3 มี.ค. 66 ปรับลดลง 1.7 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 478.5 ล้านบาร์เรล ซึ่งสวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะปรับขึ้น 4 แสนบาร์เรล โดยเป็นการปรับตัวลดลงครั้งแรกในรอบ 10 สัปดาห์ที่ผ่านมา









