วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กลยุทธ์การลงทุนรายสัปดาห์ ปัจจัยโดยรวมยังไม่ดีนัก แต่ความเสี่ยงทางลงมีจำกัดแล้ว

คาดว่าจะแกว่งตัวช่วงแคบ หลัง risk-reward ของตลาดดูสมดุลกันมากขึ้น ในสัปดาห์ที่แล้ว (27 กุมภาพันธ์ – 3 มีนาคม) ตลาดหุ้นไทยยังปักหัวลงต่อ สอดคล้องกับมุมมองรายสัปดาห์ของเรา

โดยกระแสเงินทุนจากต่างชาติยังคงไหลออกต่อไปท่ามกลาง i) ความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับเงินเฟ้อของประเทศหลัก ๆ ที่ยังไม่ยอมกลับลงมา หลังจากที่เงินเฟ้อในยุโรปสูงเกินคาดในเดือนกุมภาพันธ์ และตัวชี้วัดของสหรัฐบางตัวชี้ว่าแรงกดดันทางด้านเงินเฟ้อของสหรัฐเพิ่มขึ้นเกินคาด ดังนั้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐจึงขยับเพิ่มขึ้นอีก และกดดันสินทรัพย์เสี่ยงในเอเชีย ii) กระแสการปรับลดประมาณการ EPS ปี 2566 ของบริษัทจดทะเบียนไทย หลังจากสิ้นสุดช่วงส่งงบ 4Q65 และงบของหลายบริษัทออกมาไม่ดี ทั้งนี้ ดังที่ระบุไว้ในรายงานฉบับก่อน ผลประกอบการ 4Q65 ของบริษัทที่ KGI ศึกษาอยู่ต่ำกว่าประมาณการ 33% ซึ่งถือเป็นไตรมาสที่แย่

ในสัปดาห์นี้ (7-10 มีนาคม) เราคาดว่าดัชนี SET น่าจะพักฐาน ซึ่งหลังจากที่เกิด correction มาสองสามสัปดาห์แล้ว เราคิดว่า risk และ reward ของดัชนี SET น่าจะสมดุลกันมากขึ้นแล้ว ในขณะเดียวกัน ยังมีความไม่แน่นอนจากแนวโน้มนโยบายการเงินของ Fed ก่อนถ้อยแถลงของนาย Powell ต่อสภา Congress และรายงานตัวเลขการจ้างงานรายเดือนของสหรัฐ ดังนั้น เราจึงมองว่า ดัชนี SET มี downside จำกัดใกล้ระดับ 1,600 จุด เมื่อคำนวณจาก earnings yield gap (EYG) และความคาดหมายว่าจะมีกระแสข่าวเกี่ยวกับการยุบสภาเพื่อเปิดทางให้มีการจัดเลือกตั้งอย่างคึกคักมากขึ้น สำหรับกลยุทธ์การซื้อขาย
หุ้นในช่วงหนี้ เรายังคงเน้น defensive ไปก่อน แต่ให้เตรียมพร้อมเพิ่ม risk appetite เมื่อเห็นสัญญาณที่ชัดเจนมากขึ้นจากปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคโลก

 

 

 

ติดตามถ้อยแถลงของประธาน Fed, ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐ และเงินเฟ้อของไทย

ปัจจัยภายนอก: ในสัปดาห์นี้ มีสองปัจจัยสำคัญจากสหรัฐที่จะส่งผลกระทบต่อตลาด ได้แก่ i) ถ้อยแถลงรอบครึ่งปีของนาย Jerome Powell ประธาน Fed ต่อสภา Congress ในวันที่ 7-8 มีนาคม โดยนาย Powell น่าจะใช้เวทีนี้เพื่อสื่อสารการประเมินนโยบายล่าสุดหลังจากที่ตัวเลขเศรษฐกิจในช่วงนี้ออกมาแข็งแกร่ง และเงินเฟ้อยังค้างอยู่ในระดับสูง ii) รายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนกุมภาพันธ์ในวันที่ 10 มีนาคม ซึ่งหากออกมาสูงเกินคาดจะส่งผลลบต่อภาวะสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกเพราะนักลงทุนอาจจะปรับความคาดหมายต่ออัตราดอกเบี้ย Fed Fund Rate อีกรอบ

ปัจจัยภายใน: นักลงทุนควรติดตาม i) ตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไป และเงินเฟ้อพื้นฐานเดือนกุมภาพันธ์ที่จะประกาศออกมาในวันที่ 7 มีนาคม ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์ของเรา และ consensus คาดว่าเฟ้อทั้งสองประเภทจะชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญจากเดือนมกราคม ii) การปรับประมาณการ EPS ปี 2566 ของบริษัทจดทะเบียนไทย เพราะหลายบริษัทมีกำหนดจัดประชุมนักวิเคราะห์ในสัปดาห์นี้หลังส่งงบ 4Q65

 

 

 

เน้น defensive ไปก่อน แต่เตรียมพร้อมกลับเข้าตลาดเมื่อกระแสเงินทุนไหลออกแผ่วลง

เช่นเดียวกับในสัปดาห์ที่แล้ว เราแนะนำให้นักลงทุนเน้น defensive ไปก่อน แต่ให้เตรียมพร้อมที่จะกลับเข้าตลาดเมื่อกระแสเงินทุนไหลออกแผ่วลง เรามองว่าหุ้นกลุ่มที่ตามปกติจะได้อานิสงส์จากการเลือกตั้ง อย่างเช่น ธนาคาร สื่อ และอสังหาริมทรัพย์ดูน่าจะสนใจที่จะเข้าลงทุน ในขณะที่กลุ่มท่องเที่ยวยังดูแข็งแกร่งมากที่สุดในแง่ปัจจัยพื้นฐานของผลประกอบการ ทั้งนี้ หุ้นที่เราเน้นในสัปดาห์นี้ได้แก่ BBL*, KTB*, MAJOR*, AP*, LH*, BDMS* และ ERW