ตลาดหุ้นไทยน่าจะแกว่งลงต่อ ตามแรงกดดันจากต่างชาติปรับพอร์ตขายสุทธิต่อเนื่อง ในสัปดาห์ที่แล้ว (20-24 กุมภาพันธ์) ตลาดหุ้นไทยยังคงลงต่อตามที่เราคาดไว้
เพราะปัจจัยทั้งภายในและภายนอกเป็นลบทั้งคู่ โดยในส่วนของปัจจัยภายนอก ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่ง และ
รายงานการประชุม FOMC ที่ค่อนข้าง hawkish ยังคงขับเคลื่อนให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งขึ้น และหนุนให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐขยับสูงขึ้น ในขณะที่ผลประกอบการงวด 4Q65 ของบริษัทจดทะเบียนไทยโดยรวมออกมาต่ำกว่าที่คาดไว้ ดังนั้น กระแสเงินทุนไหลออกจึงยังคงถ่วงหุ้น big caps ส่วนใหญ่เอาไว้ ทั้งนี้ แม้ว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับกรอบเวลาการจัดเลือกตั้งของไทย เพราะนายกประยุทธ์ส่งสัญญาณยุบสภาในช่วงต้นเดือนมีนาคม แต่ความคาดหวังทางบวกต่อปัจจัยการเมืองมีน้ำหนักน้อยกว่าปัจจัยลบทางด้านของเศรษฐกิจมหภาคที่กล่าวไปแล้วข้างต้น
ในสัปดาห์นี้ เรามองว่าดัชนี SET น่าจะลงต่อแบบ sideways โดยตลาดยังคงเป็นกังวลเกี่ยวกับจังหวะการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐ หลังจากที่ดัชนีเงินเฟ้อ core PCE เดือนมกราคม (ประกาศออกมาเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว) เร่งตัวขึ้นเป็น 4.7% YoY ซึ่งเหนือความคาดหมาย และสูงกว่าเดือนธันวาคม นอกจากนี้ ผลสำรวจทางเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างเช่น ดัชนี ISM ภาคการผลิต และบริการยังน่าจะฟื้นตัวได้ดีด้วยเช่นกัน ดังนั้น เราจึงคาดว่าค่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะยิ่งแข็งค่าขึ้นอีก ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อกระแสเงินทุนในหุ้นไทย สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ช่วงประกาศผลประกอบการ 4Q65 จะจบลงในวันพุธนี้แล้ว ซึ่งเราคาดว่าน่าจะมีการปรับลดประมาณการ EPS ลงอีก แม้จะไม่มากนักก็ตาม
ติดตามผลสำรวจ ISM สหรัฐ, ข้อมูลเศรษฐกิจรายเดือนไทยจาก ธปท. และการปรับกำไร บจ. หลังสิ้นการรายงานงบไตรมาส 4/2565
ปัจจัยภายนอก: สัปดาห์นี้ จะยังไม่มีการรายงานตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐ (จะออกสัปดาห์หน้า) ดังนั้นตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคสำคัญที่จะส่งอิทธิพลต่อตลาดจึงอาจจะเป็นตัวเลข ISM ภาคการผลิตและภาคบริการเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเมื่ออิงจาก consensus ผลสำรวจดังกล่าวอาจจะยังฟื้นตัวได้ดี ซึ่งจะส่งผลลบต่อตลาดในระยะสั้น เนื่องจากยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับการที่ Fed อาจจะขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนข้างหน้า
ปัจจัยภายในประเทศ: นักลงทุนควรติดตาม i) ตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคของไทยที่ ธปท. จะรายงานออกมาในวันอังคาร เรามองว่าข้อมูลในเดือนนี้น่าจะเป็นเช่นเดียวกับเดือนที่ผ่านๆ มา คือข้อมูลด้านการบริโภคภาคเอกชน และนักท่องเที่ยวต่างชาติน่าจะยังแข็งแกร่ง แต่ตัวชี้วัดทางด้านการส่งออก และภาคการการผลิตอาจจะยังค่อนข้างอ่อนแอ ทั้งนี้ นักลงทุนควรติดตามการปรับประมาณการ EPS ปี 2566 เพราะบริษัทจดทะเบียนจำนวนมากประกาศผลประกอบการ 4Q65 ออกมาต่ำกว่าที่คาด
แม้เราเผื่อการปรับลดกำไร บจ. ไว้บ้าง ยังพบว่าความเสี่ยงทางลงของดัชนีฯ อยู่ที่ประมาณ 1,600 ซึ่งไม่ลึกมากนัก จากปัจจุบัน
ถ้าหากเราใช้สมมติฐานว่า EPS ของบริษัทที่ KGI ศึกษาอยู่ในปี 2566 ถูกปรับลดลงอีก 2% ในสัปดาห์ต่อ ๆ ไป เพื่อสะท้อนถึงผลประกอบการงวด 4Q65 การวิเคราะห์ earnings yield gap (EYG) ของเราที่ใช้สมมติฐาน EYG ระยะยาวที่ 4.1% และอัตราผลตอบแทนจากพันธบัตรอายุ 10 ปีที่ 2.6% ยังคงชี้ว่าดัชนี SET มี downside อยู่ที่ประมาณ 1,600 ซึ่งไม่ได้ต่ำกว่าระดับปัจจุบันมากนัก เราแนะนำให้นักลงทุนคงรักษาท่าที defensive เอาไว้ก่อน แต่ให้เตรียมพร้อมกลับเข้ามาลงทุนในตลาดเมื่อกระแสเงินทุนไหลออกแผ่วลงแล้ว เรามองว่าหุ้นที่มักจะได้อานิสงส์จากการเลือกตั้ง อย่างเช่น ธนาคาร สื่อและ อสังหาริมทรัพย์ยังดูน่าสนใจเข้าลงทุน ในขณะที่กลุ่มท่องเที่ยวยังดูแข็งแกร่งที่สุดในเชิงปัจจัยพื้นฐาน โดยหุ้นที่น่าสนใจในสัปดาห์นี้ได้แก่ BBL*, KTB*, MAJOR*, AP*, LH*, BDMS* และ ERW









