สหรัฐฯ รายงานเงินเฟ้อชะลอตัวตามคาด โดยเงินเฟ้อ ธ.ค. ชะลอตัวเหลือ +6.5% YoY จาก พ.ย.ที่ +7.1% YoY ขณะที่หากเทียบเป็นรายเดือน จะชะลอตัวเหลือ -0.1% MoM จาก พ.ย. +0.1% MoM ซึ่งหากลงไปดูในองค์ประกอบของเงินเฟ้อ
ปัจจัยสำคัญที่ดึง เงินเฟ้อ ลงยังเป็นในส่วนของ ราคาพลังงาน (-4.5% MoM) ขณะที่เงินเฟ้อในส่วนของค่าบริการต่างๆยังคงปรับขึ้น (0.5% MoM) นำโดยค่าเช่าบ้าน (+0.8% MoM) เงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ชะลอตัวต่อเนื่องช่วยเสริมมุมมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดน่าจะใกล้ถึงจุดสูงสุดแล้ว โดยตลาดมีมุมมองเฟดน่าจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุม 1 ก.พ.66 นี้ ที่เพียง 0.25% ด้วยความน่าจะเป็น 92.7% การขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอัตราที่ชะลอเป็นบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง อย่างไรก็ตามนักลงทุนควรติดตามกระแสเงินทุนที่อาจไหลออกจากตลาดหุ้นเข้าพันธบัตร ซึ่งน่าจะชัดยิ่งขึ้นเมื่อเฟดหยุดขึ้นดอกเบี้ย
BCP เข้าซื้อ ESSO 65.99% สิ่งที่นักลงทุนควรรู้ ได้แก่
1) ราคาซื้อขายยังไม่เป็นที่สิ้นสุด ซึ่งเราคาดว่าจะอยู่ประมาณ 9 บาท หรือการซื้อขายในส่วนนี้ มีมูลค่า 2.1 หมื่นล้านบาท
2) BCP ไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุน
3) หากอิงจากคาดการณ์ผลการดำเนินงานปีนี้ การเข้าถือหุ้นใน ESSO จะช่วยทำให้กำไร BCP เพิ่มขึ้น 40%
4) ราคาเหมาะสมของ BCP มีโอกาสปรับขึ้นจาก 37 บาท ในปัจจุบัน ไปอยู่ที่แถว 50 บาท
5) BCP ไม่มีแผนเพิกถอนหุ้น ESSO ออกจากตลาดหุ้นแต่อย่างใด
6) หลังดีลเข้าซื้อหุ้นดังกล่าว BCP จะต้องทำ tender offer หุ้น ESSO ที่เหลือ แต่คาดนักลงทุนส่วนใหญ่จะไม่ขายหุ้น อย่างไรก็ตามหุ้น ESSO มีแนวโน้ม underperform จนกว่ากระบวนการทั้งหมดจะแล้วเสร็จ
7) คำแนะนำ แนะนำซื้อ BCP และสำหรับผู้ที่ถือ ESSO อาจเลือก switch มาเป็นหุ้น BCP ซึ่งจะมีโอกาสได้อัพไซด์และปัจจัยผลักดันราคาที่ดีกว่า
ประเด็นลงทุนที่น่าสนใจ
1) ฟื้นตัวจากเศรษฐกิจและเปิดเมือง BBL, SCB, MINT, SPA, VRANDA, TNR, KISS, CPN, CRC, CPALL, MAKRO, MAJOR
2) หุ้นได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจจีนฟื้นตัว (พลังงาน ปิโตรเคมี บรรจุภัณฑ์) ได้แก่ PTTGC, IRPC, SCGP, AJ, PTL, SCC, PTTEP, PTT
3) กลุ่มบริโภคและการย้ายฐานการผลิต ได้แก่ WHA, AMATA, ROJNA
4) การขายไฟพลังงานทดแทน 5200MW GULF, GUNKUL, BCPG, SSP, BGRIM, GPSC, EGCO
5) หุ้นที่น่าสนใจอื่นๆ STP, TNR, DMT, TVDH, KLINIQ, FLOYD, SORKON
6) กลุ่มน้ำตาล เข้า high season และปริมาณการผลิตไทยสูงสุดในรอบ 3 ปี ดีกับ KSL, KTIS, KBS, BRR
ภาพรวมกลยุทธ์: เงินเฟ้อที่ต่ำคาด ส่งผลให้ค่าเงินสหรัฐฯอ่อนค่าลงบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับลดลง คาดเป็นจิตวิทยาบวกต่อกลุ่มไฟแนนซ์ การเก็งกำไรระยะสั้นเน้นหุ้นที่ยัง Laggard และกลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์เกี่ยวกับฝั่งต้นทุนที่ลดลง จะมีโอกาสเคลื่อนไหวได้ดี ปัจจัยติดตามที่สำคัญในสัปดาห์หน้าคือผลประกอบการกลุ่มธนาคาร คาด BBL รายงานกำไรเด่นสุดในกลุ่ม //หุ้นแนะนำ: BCP, AMANAH*, VRANDA, BJC*
แนวรับ: 1,674 / แนวต้าน : 1,695-1,710 จุด สัดส่วน : เงินสด 50% : พอร์ตหุ้น 50%
ประเด็นการลงทุน
สหรัฐเผยดัชนี CPI +6.5% เดือนธ.ค. สอดคล้องคาดการณ์ – ดัชนี CPI ทั่วไป ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 6.5% ในเดือนธ.ค. yoy สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ และเป็นการปรับตัวขึ้นน้อยที่สุด yoy นับตั้งแต่เดือนต.ค.64
สหรัฐเผยตัวเลขผู้ขอสวัสดิการว่างงานต่ำกว่าคาด - ลดลง 1,000 ราย สู่ระดับ 205,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว และต่ำกว่าที่คาดการณ์ที่ระดับ 215,000 ราย
TSMC เผยกำไรพุ่ง 78% ใน Q4/65 สูงเหนือคาดการณ์ – บริษัทไต้หวัน เซมิคอนดักเตอร์ แมนูแฟกเจอริง (TSMC) เผยกำไรสุทธิของบริษัทเพิ่มขึ้น 78% สู่ระดับ 2.959 แสนล้านดอลลาร์ไต้หวัน (9.72 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ใน 4/65 จากระดับ 1.662 แสนล้านดอลลาร์ไต้หวันใน 4/64 จากแรงหนุนจากยอดขายชิปขั้นสูงที่แข็งแกร่ง
อินโดฯยอมรับกำลังเจรจาเทสลาตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ในประเทศ – เทสลาใกล้บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นในการตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ในอินโดนีเซีย โดยมีกำลังการผลิตรถยนต์ 1 ล้านคันต่อปี
ชื่อบ.ใหม่ควบ TRUE-DTAC ใช้ "ทรูฯ" ตามเดิม - ทั้ง 2 บริษัทจะดำเนินการควบรวมให้แล้วเสร็จในไตรมาส 1/66 สำหรับชื่อบริษัทที่ได้รับการเสนอในการจดทะเบียนบริษัทใหม่ที่ควบรวมคือ "บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น" โดยใช้ชื่อย่อ "TRUE" ในขณะที่แบรนด์ TRUE ยังเป็นที่รู้จักครอบคลุมถึงธุรกิจบริการบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต โทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก และบริการดิจิทัล
ประเด็นติดตาม: 13 ม.ค. – EU Industrial Production / 18 ม.ค. – EU CPI, US Retail Sales, US PPI / 19 ม.ค. – US Building Permits / 20 ม.ค. – US Existing Home Sales / 24 ม.ค. – US & EU Manufacturing PMI, Services PMI / 25 ม.ค. – TH Interest Rate Decision
(* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ ซึ่งอาจมีคำแนะนำต่างกับพื้นฐาน หรือที่ไม่ ได้อยู่ในการวิเคราะห์ของ UOBKH ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาที่เข้าซื้อ)









