วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ข้อมูลจ้างงานสหรัฐสูงกว่าคาด (10 ต.ค. 2565)

วันศุกร์ที่ผ่านมา ดัชนีเคลื่อนไหวในแดนลบตลอดช่วงการซื้อ-ขาย ปิด -10 จุด เป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นในภูมิภาค เนื่องจากตลาดกลับมากังวลแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ โดยมีแรงขายมากในหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์

ส่งผลให้ดัชนี SET Index ปิดตลาดที่ 1,579.66จุด -9.52 จุด -0.60% มูลค่าการซื้อขาย 50,536 ลบ.ต่างชาติ -3,087.21 ลบ. TFEX -18,496 สัญญา ตราสารหนี้ -1,650.81 ลบ.

 

ปัจจัยบวก

+ สัญญาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้น 4.19 ดอลลาร์ +4.7% ปิดที่ 92.64 ดอลลาร์/บาร์เรล และในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา สัญญาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้น 16.5% เนื่องจากตลาดยังคงขานรับกลุ่มโอเปคพลัส มีมติปรับลดก้าลังการผลิตครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 2 ปี
+ รัฐบาลฮ่องกงตัดสินใจผ่อนคลายมาตรการควบคุม โควิด-19 ด้วยการประกาศยกเลิกข้อกำหนดในการกักตัวผู้ที่เดินทางเข้าสู่ฮ่องกง โดยมีผลตั้งแต่เดือนก.ย.ที่ผ่านมา หลังจากคุมเข้มมาตรการควบคุมโควิด-19 นานถึง 3 ปี
+ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าจากนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพื่อลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิงและช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ผ่านมาตรการจูงใจทางภาษี ซึ่งปัจจุบันนี้ มีจำนวนรถยนต์ไฟฟ้า จ้านวน 2.84 แสนคัน
+ อธิบดีกรมการค้าภายใน ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการบริหารจัดการสมดุลน้ำมันปาล์ม เปิดเผยว่า ขณะนี้ราคาน้ำมันปาล์มดิบตลาดโลกเริ่มมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา เนื่องจากความต้องการใช้ด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้นหลังกิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ประกอบกับภูมิภาคตะวันตกเริ่มเข้าฤดูหนาว

 

ปัจจัยลบ

- ดัชนีดาวโจนส์ปิด ร่วงลง 630.15 จุด หรือ -2.11% หลังจากการเปิดเผยข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งของสหรัฐในเดือนก.ย. ทำให้นักลงทุนวิตกว่าเฟด จะเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างมากต่อไป และจะส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอย ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีดาวโจนส์ปิดบวก 1.99%
 

- สหรัฐเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 263,000 ตำแหน่งในเดือนก.ย. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 250,000 ตำแหน่ง แต่ต่ำกว่าระดับ 315,000 ตำแหน่งในเดือนส.ค. ส่วนอัตราการว่างงานลดลงสู่ระดับ 3.5% จากระดับ 3.7% ในเดือนส.ค. กดดัน FED ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
- รัฐบาลสหรัฐออกมาตรการคว่ำบาตรกลุ่มผู้ค้าอาวุธที่มีความเกี่ยวโยงกับรัฐบาลทหารเมียนมา เพื่อเป็นการลงโทษรัฐบาลเมียนมาที่ปราบปรามประชาชนอย่างโหดร้าย ภายหลังการทำรัฐประหารในเดือนก.พ. 2564
- อีโคโนมิสต์ อินเทลลิเจนซ์ ยูนิต ซึ่งเป็นหน่วยงานวิเคราะห์เศรษฐกิจระบุว่า สกุลเงินของเอเชียมีแนวโน้มจะอ่อนค่าลงอีก 1 ไตรมาสหลัง FED เดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
- สำนักข่าว RIA ของทางการรัสเซียรายงานว่า เกิดเหตุไฟไหม้รถบรรทุกถังน้ำมันบนสะพานเคิร์ชในไครเมีย ขณะที่สื่อของยูเครนก็รายงานเหตุระเบิดดังกล่าวเช่นกัน

 

แนวโน้มตลาดวันนี้

คาดดัชนีในวันนี้มีโอกาสปรับตัวลงต่อ โดยถูกกดดันจากข้อมูลจ้างงานสหรัฐแข็งแกร่งกว่าตลาดคาด ส่งผลให้นักลงทุนวิตกว่าเฟดจะเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ราคาน้้ามันดิบ WTI ที่ดีดตัวขึ้นแรงช่วยพยุงหุ้นกลุ่มพลังงานคาดกรอบดัชนีในวันนี้ที่ 1,565-1585 จุด

 

กลยุทธ์การลงทุน

• หุ้นซ่อมแซมหลังน้้าท่วม : GLOBAL DOHOME HMPRO TOA DPAINT COTTO DCC TASCO
• ศบค. มีมติยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน : ERW CENTEL VRANDA ASAP SPA
• ตัวเลขส่งออกเดือน ส.ค. เติบโต : BRR KSL TFG GFPT ASIAN JUBILE
• หุ้นเด่น IAA : ADVANC AOT BBL KBANK

 

 

หุ้นรายงานพิเศษ  

                                                         TACC “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 8.75 บาท
                                                     แนวโน้มผลประกอบการ 2H65 จะเร่งขึ้น HoH

ข้อมูลจ้างงานสหรัฐสูงกว่าคาด (10 ต.ค. 2565)

•งวด 2Q65 กำไร 68 ลบ. +25%YoY +14%QoQ มีรายได้เท่ากับ 385 ลบ. +9.4%YoY +14%QoQ เร่งตัวขึ้นจากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง โรงเรียนและหน่วยงานต่างๆ กลับมาเปิดทำการได้ตามปกติ ประกอบกับการเติบโตพร้อมกับการขยายสาขา 7-11 ทั้งในประเทศและกัมพูชา โดย YTD ขยายแล้ว 299 และ 23 สาขา ตามลำดับ ขณะที่ %GPM ปรับลงมาที่ 36.77% (2Q64 = 38.88%, 1Q65 = 38.96%) จากราคาวัตถุดิบที่เร่งขึ้นตามเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม %SG&A ปรับลงมาที่ 15.6% (2Q64 = 19.9%, 1Q65 = 16.8%) จากการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ดีขึ้นประกอบกับการประหยัด โดยรายได้และกำไร 1H65 เท่ากับ 722 ลบ. +6.7%YoY และ 129 ลบ. +27.6%YoY ตามลำดับ

•แนวโน้มทั้งปี 65 ผู้บริหารคงเป้ารายได้เติบโต 10% สู่ราว 1,475 ลบ. โดยคาดแนวโน้ม 2H65 จะโตดี HoH จากการเปิดเรียนและกลับมาทำงานที่ออฟฟิศ แม้ Q3 เป็นช่วงฤดูฝน แต่คาดจะได้รับผลกระทบจำกัด เนื่องจากยอดใช้งาน Delivery ที่เร่งขึ้น ขณะที่ช่วง Q4 จะเป็น High Season ของปี นอกจากนี้ แนวโน้มราคาวัตถุดิบบางรายการเริ่มปรับลงมาแล้ว ทำให้คาด %GPM มีโอกาสพลิกฟื้นขึ้น

ความเห็น เรามีมุมมองบวกต่อแนวโน้มผลประกอบการ 2H65 โดยกำไร 1H65 คิดเป็น 55% ของประมาณการทั้งปีที่ 234 ลบ. (อยู่ในระหว่างพิจารณาปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรปี 65) ปัจจุบันราคาหุ้นซื้อขายที่ PE เพียง 17x ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 3 ปีที่ 25x และราคาหุ้นมีอัพไซต์ 25% เราจึงคงคำแนะนำ “ซื้อ”

 

หุ้นมีข่าว

(+/-) SAWAD ( Bloomberg Consensus 61.00 บาท) ชี้คุมเพดานดอกเบี้ยเช่าซื้อทำให้เจ้าเล็กทุนน้อยโดนกดดัน ดีลเลอร์อาจหยุดปล่อยกู้เอง SAWAD ทุนหนารอด ชูเป็นโอกาสคว้าลูกค้าเพิ่ม 5.5 ล้านราย มั่นใจปรับกลยุทธ์ลดค่าใช้จ่ายดำเนินงาน และตั้งสำรองลดลง ชดเชยดอกเบี้ยที่หายไปราว 7% หนุนกำไรโตน่าพอใจ (ที่มา ทันหุ้น)

(+) THCOM ( Bloomberg Consensus 9.22 บาท) ปลดล็อกเชิงบวก หลังอนุญาโตตุลาการให้ดาวเทียมไทยคม 7 และไทยคม 8 ไม่ใช่สัมปทาน ไม่ต้องโอนสินทรัพย์ให้กระทรวงดิจิทัล โบรกมองมูลค่าระยะยาวกำลังจะมาจากการชนะประมูลใบอนุญาตวงโคจรดาวเทียมปลายปี 2565 ประเมินกำไรปีนี้เด่น 278 ล้านบาท ปีหน้าโตต่อ (ที่มา ทันหุ้น)

(+) BCH (Bloomberg consensus 24.00 บาท) ปรับเพิ่มรายได้รวมปีนี้ขึ้นเป็น 19,000 ล้านบาท จากเดิมคาดไว้ 17,000 ล้านบาท หลังผู้ป่วยภาคปกติ-ต่างชาติฟื้นตัว บวกกับผู้ป่วยโควิด-19 ยังสูง และผู้ป่วยประกันสังคมแน่น พร้อมเผยอยู่ระหว่างศึกษาลงทุนโรงพยาบาลใหม่ในเขต EEC เพิ่ม 3 แห่ง คาดใช้เงินลงทุน 1,000 ล้านบาท ต่อ 100 เตียง ส่วนไตรมาส 3/65 คาดมีบุ๊กตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญฯ วัคซีนโมเดอร์นา แต่คาดไตรมาส 4/65 กลับมาสดใส รับผู้ป่วยไทย-ต่างชาติแน่น (ที่มา ข่าวหุ้น)

(+) SCN (Bloomberg consensus 3.10 บาท) วางเป้ารายได้ปีหน้าเติบโต 20% จากปีนี้ เหตุเริ่มบุ๊กกำไรธุรกิจซ่อมบำรุงรถเมล์ NGV ของขสมก.ที่ครบกำหนดสัญญา 5 ปีแรก 100 คันในปีหน้า ขณะที่ธุรกิจกัญชงเริ่มออกดอกผล ส่วนยอดขาย iCNG-NGV ยังเพิ่มขึ้น พร้อมลุ้นปิด 2 ดีล M&A (ที่มา ข่าวหุ้น)