วันพฤหัสบดี ที่ 5 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 5 พ.ย.69 ‘แข็งค่า’ โอกาสสงครามตะวันออกกลางคลี่คลาย

ค่าเงินบาทวันนี้ 5 พ.ย.69 เปิดตลาด “แข็งค่า“ ที่ระดับ 33.59 บาทต่อดอลลาร์ “กรุงไทย” ชี้โอกาสสงครามคลี่คลาย ราคาทองรีบาวด์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ 33.40-33.65 บาทต่อดอลลาร์

KEY POINTS

  • ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยที่ระดับ 33.59 บาทต่อดอลลาร์ จากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 33.64 บาทต่อดอลลาร์
  • ปัจจัยหลักที่ทำให้เงินบาทแข็งค่ามาจากความหวังว่าสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางอาจคลี่คลายลง หลังผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ อาจนำไปสู่การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
  • สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงแรง ในขณะที่ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น
  • นักวิเคราะห์มองว่าเงินบาทยังมีความเสี่ยงผันผวนสูง โดยอาจแข็งค่าทดสอบแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ แต่ก็เสี่ยงอ่อนค่าเร็วและแรงหากสถานการณ์กลับมารุนแรงขึ้น

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.59 บาทต่อดอลลาร์  “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.64 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ 33.40-33.65 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แกว่งตัวในกรอบ 33.57-33.66 บาทต่อดอลลาร์ หนุนโดยความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และโอกาสที่สงครามในตะวันออกกลางจะทยอยคลี่คลายลงได้ หลังพรรค Democrats สามารถครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ด้วยจำนวนที่นั่งในสภามากกว่าที่ตลาดคาด ซึ่งภาพดังกล่าวได้ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงแรง

ขณะเดียวกันได้หนุนการทยอยปรับตัวสูงขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) จนทะลุโซนแนวต้านเชิงเทคนิคัลระยะสั้น (ทำให้ราคาทองคำพลิกกลับมาอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น) 

อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังเงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น ตามอานิสงส์ของภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด โดยเฉพาะยอดการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP เดือนตุลาคม ที่เพิ่มขึ้นราว 8.6 หมื่นราย ดีกว่าที่ตลาดมองไว้ 6.7 หมื่นราย

แนวโน้มค่าเงินบาท

Krungthai Global Markets มองเงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options

ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า เงินบาทอาจได้รับอานิสงส์บ้าง จากความหวังต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจคลี่คลายลงได้ หลังผลการเลือกตั้ง Midterms สหรัฐฯ อาจทำให้ประธานาธิบดี Donald Trump กลับมาพิจารณาการแผนปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านใหม่อีกครั้ง และอาจเลือกเน้นเดินหน้าเจรจากับฝั่งอิหร่านเพิ่มเติม (ขณะที่ ยังคงมีการปิดล้อมทางทะเล และตรึงกำลังในพื้นที่ตะวันออกกลางอยู่) ทำให้ เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้นทดสอบหรือทะลุโซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ อย่างไรก็ดี แม้การตอบสนองของผู้เล่นในตลาดต่อผลการเลือกตั้ง Midterms สหรัฐฯ จะทำให้ ภาพการประเมินเงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นของเรามีความเป็นไปได้พอควร ทว่า เราขอเน้นย้ำว่า ผู้เล่นในตลาดไม่ควรประมาทและควรระวังความเสี่ยงที่เงินบาทอาจพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้ “เร็ว แรง” ในระยะสั้น หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาทวีความรุนแรงขึ้น โดยในภาพดังกล่าว เงินบาทอาจกลับมาอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้าน 33.85 บาทต่อดอลลาร์ ได้อีกครั้ง และหากอ่อนค่าทะลุระดับดังกล่าวได้ อาจเห็นการอ่อนค่าทะลุโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก ซึ่งเราประเมินว่า ภาพดังกล่าวอาจเกิดขึ้น หากอิหร่านเลือกโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานทั่วตะวันออกกลาง จนทำให้ ราคาน้ำมันดิบพุ่งกลับมาแถวโซน 120-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะเดียวกัน ราคาทองคำอาจดิ่งลงหนัก (ทุกๆ การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบราว +10% อาจกดดันให้ ราคาทองคำปรับตัวลงกว่า -4%)

ในระยะกลาง-ยาว เราคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในการประชุมเดือนธันวาคม ก่อนที่จะคงดอกเบี้ยจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2027 ก่อนที่จะทยอยลดดอกเบี้ยลง ทำให้ เงินบาทยังมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง เนื่องจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ยังคงมากกว่าที่เราประเมินไว้พอควร กอปรกับ เงินบาทจะเริ่มได้รับอานิสงส์จากช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ และไตรมาส 1 ของปีหน้า ทั้งนี้ ความเสี่ยงที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วและมากกว่าที่เราประเมินไว้ ได้เพิ่มสูงขึ้น หลังราคาพลังงานเสี่ยงที่จะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาทวีความร้อนแรงขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด

ในเชิงเทคนิคัล เงินบาทยังคงมีโซนแนวต้านแถว 33.75-33.85 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากเงินบาทอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าวจะเปิดความเสี่ยงอ่อนค่าลงทดสอบโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก ขณะที่โซนแนวรับจะอยู่ในช่วง 33.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยจะมีโซนแนวรับถัดไปในช่วง 33.30 บาทต่อดอลลาร์ นอกจากนี้ หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทได้กลับสู่แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ทั้งใน Time Frame รายวัน และรายสัปดาห์ จนกว่าเงินบาทจะกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ และ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ตามลำดับ

มุมมองการลงทุนทั่วโลก

▪ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ – ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นแรง ตอบรับผลการเลือกตั้ง Midterms ของสหรัฐฯ หลังพรรค Democrats กลับมาครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส โดยภาพดังกล่าวทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงมีความหวังต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจคลี่คลายลงได้ ซึ่งแม้จะหนุนบรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวม แต่กลับกดดันบรรดาหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มอุตสาหกรรมทหารและการบิน ส่วนบรรดาหุ้นกุล่ม AI/Semiconductor ต่างปรับตัวผสมผสาน จากความกังวลผลกระทบของผลการเลือกตั้งต่อแนวโน้มการลงทุนใน AI โดยเฉพาะในส่วนของ Data Center ส่งผลให้โดยรวม ดัชนี Dowjones พุ่งขึ้น +3.0% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +1.6% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite พุ่งขึ้น +1.4%  

▪ ตลาดหุ้นยุโรป – ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พุ่งขึ้น+1.8% ตอบรับความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน หลังตลาดรับรู้ผลการเลือกตั้ง Midterms สหรัฐฯ ทว่าประเด็นดังกล่าว ได้กดดันให้ ราคาหุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวลงแรง อาทิ BP -3.0% ตามการปรับตัวลงหนักของราคาน้ำมันดิบ ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด อาทิ Novo Nordisk +5.6%  

▪ ตลาดบอนด์ – บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวผันผวน แต่โดยรวมเป็นการปรับตัวลง สู่โซน 4.87% แม้จะมีจังหวะปรับตัวขึ้นบ้าง ตามภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวมและรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ดีกว่าคาด ทว่า ความหวังต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจคลี่คลายลงได้ โดยเฉพาะหลังพรรค Democrats คว้าชัยชนะในการเลือกตั้ง Midterms จนสามารถครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสได้สำเร็จ ซึ่งทำให้ ราคาพลังงานปรับตัวลงแรง ส่งผลให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวลดลง ทั้งนี้ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีอยู่และเสี่ยงทวีความรุนแรงได้ ทำให้เรามองว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีความเสี่ยงที่จะเคลื่อนไหวผันผวนสูงในระยะสั้น โดยบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจปรับตัวสูงขึ้นได้ไม่ยาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาร้อนแรงขึ้นชัดเจน แต่เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาด ควรใช้จังหวะบอนด์ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้น ในการทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ หรือเน้นกลยุทธ์ Buy on Dip เท่านั้น

▪ ตลาดค่าเงิน – เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น ท่ามกลางภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าคาด อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดต่างมีความหวังว่าชัยชนะของพรรค Democrats ในการเลือกตั้ง Midterms อาจทำให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางทยอยคลี่คลายลงได้ ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 101.5 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 101.1-101.6 จุด)

▪ ทองคำ – ความหวังว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลง จากผลการเลือกตั้ง Midterms สหรัฐฯ ได้ช่วยหนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) ทยอยปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ทว่า การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำได้ถูกชะลอลงบ้าง ตามภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ทั้งนี้ ล่าสุด ราคาทองคำสามารถปรับตัวขึ้นสู่โซน 4,070ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง และพลิกกลับมาอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น หากประเมินโดยกลยุทธ์ Trend-Following ใน Time Frame รายวัน 

▪ สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) และยอด Challenger Job Cuts ที่จะช่วยสะท้อนภาพตลาดแรงงานสหรัฐฯ ได้เพิ่มเติม พร้อมรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประเมินทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของ FED 

▪ ฝั่งยุโรป ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ ผลการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) โดยบรรดานักวิเคราะห์และเรา ต่างคาดว่า BOE อาจมีมติ “ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย” +25bps สู่ระดับ 4.00% เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ หลังอัตราเงินเฟ้อเสี่ยงปรับตัวสูงขึ้นทดสอบ/ทะลุระดับ 4% และอาจอยู่ในระดับสูงได้นานกว่าที่ BOE ประเมินไว้ก่อนหน้า จากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ตามปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งนี้ บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า BOE อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีกราว 3-4 ครั้ง ในปีหน้า ขณะที่เรามองว่า BOE อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกเพียง 1 ครั้ง ในการประชุมเดือนกุมภาพันธ์ ปีหน้า 

▪ ส่วนในฝั่งเอเชียแปซิฟิก บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) อาจยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 2.75%  ส่วนในฝั่งไทย เรามองว่า อัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนตุลาคม อาจเร่งสูงขึ้นสู่ระดับ 3.31% (+0.37%m/m) ตามราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและผลของสภาพอากาศที่แปรปรวนต่อราคาอาหารสด รวมถึงราคาอาหารสำเร็จรูป 

▪ และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึง รอติดตามสถานการณ์การเมืองยุโรป อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน