ธปท.จ่อคุมเข้มสินเชื่อ BNPL ออกเฮียริ่ง สินเชื่อ บังคับขอไลเซนส์เฉพาะ กำหนดเพดานวงเงิน 2 หมื่นบาท ต้นทุนสินเชื่อไม่เกิน 15% ต่อปี หวังสกัดหนี้เกินตัว ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทยห่วงเกณฑ์จำกัดวงเงินเฉพาะผู้ให้บริการในกลุ่มธุรกิจเดียวกัน ยังเปิดช่องผู้บริโภคก่อหนี้ซ้ำซ้อนข้ามแพลตฟอร์ม
สินเชื่อซื้อก่อนจ่ายทีหลัง(Buy Now, Pay Later หรือBNPL)กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกในการจับจ่าย แต่การเข้าถึงสินเชื่อที่ง่ายขึ้นก็มาพร้อมความเสี่ยงจากการสะสมหนี้หลายรายการ ที่อาจทำให้ผู้บริโภครับมือกับการผ่อนชำระไม่ไหวในอนาคต
ก่อนหน้านี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาส่งสัญญาณคุมเข้ม BNPL อย่างจริงจัง หลังเติบโตอย่างรวดเร็วผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล จนล่าสุดกระทรวงการคลังและธปท.เปิดรับฟังความคิดเห็น (เฮียริ่ง) ต่อร่างหลักเกณฑ์กำกับดูแล ตั้งแต่วันที่ 16 ต.ค. เป็นต้นมาถึง 15 พ.ย. 2569 นี้
โดยสาระสำคัญของเกณฑ์ใหม่ คือผู้ประกอบธุรกิจต้องได้รับใบอนุญาตสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับสำหรับ BNPL
โดยเฉพาะ ไม่สามารถใช้ใบอนุญาตสินเชื่อประเภทอื่นแทนได้ และต้องเป็นสมาชิกพร้อมนำส่งข้อมูลเครดิตแก่ NCB
และด้านผู้กู้ต้องมีอายุอย่างน้อย 20 ปี และผ่านการประเมินความสามารถในการชำระหนี้ โดยกำหนดวงเงินรวมไม่เกิน 20,000 บาทต่อรายภายในกลุ่มธุรกิจเดียวกัน และระยะเวลาชำระคืนไม่เกิน 6 เดือนต่อธุรกรรม
ส่วนต้นทุนสินเชื่อ ทั้งดอกเบี้ย เบี้ยปรับ ค่าปรับ ค่าบริการ ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง ต้องรวมกันไม่เกิน 15% ต่อปี โดยนับรวมค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บผ่านพันธมิตรทางธุรกิจและส่วนเพิ่มของราคาสินค้าจากการผ่อนชำระด้วย
นอกจากนี้ ห้ามเปลี่ยนวงเงินเป็นเงินสดหรือใช้สินเชื่อ BNPL เพื่อซื้อสินค้าที่ผิดกฎหมาย และต้องมีกลไกป้องกันการนำบัตรเครดิตหรือสินเชื่อประเภทอื่นมาชำระหนี้ BNPL พร้อมเปิดเผยต้นทุนและภาระหนี้อย่างชัดเจน รวมถึงติดตามทวงถามหนี้อย่างเป็นธรรม
ล่าสุด ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า BNPL กำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นในตลาดสินเชื่อรายย่อยอย่างมีนัยสำคัญ โดยข้อมูลธปท.ระบุว่า จำนวนบัญชีเพิ่มจากประมาณ 620,000 บัญชีในปี 2564 เป็น 6.3 ล้านบัญชีในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 10 เท่าภายใน 4 ปี
เฉพาะปี 2568 จำนวนบัญชี BNPL เติบโต 28.3% สูงกว่าบัญชีสินเชื่อส่วนบุคคลไม่มีหลักประกันที่เติบโต 3.9% และบัญชีบัตรเครดิตที่เติบโต 1.3% ขณะที่มูลค่าการใช้สินเชื่อเพิ่มจาก 6,834 ล้านบาทในปี 2564 เป็น 40,713 ล้านบาทในปี 2568 หรือเกือบ 6 เท่า
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า จุดเด่นของ BNPL คือการเชื่อมสินเชื่อเข้ากับขั้นตอนการซื้อสินค้าและบริการโดยตรง ช่วยเพิ่มความสะดวกและเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อรูปแบบเดิมสามารถใช้บริการได้
อย่างไรก็ตาม ความสะดวกดังกล่าวอาจทำให้ผู้บริโภคให้น้ำหนักกับยอดผ่อนชำระต่อรายการมากกว่าภาระหนี้รวม จนนำไปสู่การสะสมหนี้เกินความสามารถในการชำระคืน
ทั้งนี้ตั้งข้อสังเกตว่า แนวทางกำกับ BNPL มีความเข้มงวดในบางมิติมากกว่าสินเชื่อรายย่อยประเภทอื่น โดยเฉพาะการกำหนดเพดานต้นทุนสินเชื่อรวมไม่เกิน 15% ต่อปี และการจำกัดวัตถุประสงค์การใช้เงิน
เมื่อเทียบกับสินเชื่อรายย่อยประเภทอื่น เพดานดังกล่าวต่ำกว่าอัตราของบัตรเครดิตที่ 16% สินเชื่อส่วนบุคคลไม่มีหลักประกัน 25% สินเชื่อส่วนบุคคลที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน 24% และนาโนไฟแนนซ์ 33%
แนวทางดังกล่าวสะท้อนการให้ความสำคัญกับการป้องกันการก่อหนี้เพื่อการบริโภคเกินความจำเป็น โดยเฉพาะสินเชื่อที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็วผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล
อย่างไรก็ตาม การกำหนดเพดานวงเงิน 20,000 บาทยังมีข้อจำกัด เพราะครอบคลุมเฉพาะผู้ให้บริการภายในกลุ่มธุรกิจเดียวกัน ไม่สามารถจำกัดการก่อหนี้จากผู้ให้บริการต่างกลุ่มได้ทั้งหมด ผู้บริโภคจึงยังอาจสะสมภาระหนี้จากหลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน ทำให้การรายงานข้อมูลเครดิตและการประเมินภาระหนี้รวมมีความสำคัญอย่างยิ่ง
อีกประเด็นที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยให้ความสำคัญ คือผลกระทบต่อผู้ประกอบธุรกิจจากเพดานดอกเบี้ยรวมค่าใช้จ่ายที่ 15% ต่อปี ซึ่งอาจลดความยืดหยุ่นในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับต้นทุนและความเสี่ยงของลูกหนี้
ผู้ให้บริการยังต้องรับภาระต้นทุนเงินทุน ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และความเสี่ยงด้านเครดิต จึงอาจต้องปรับรูปแบบรายได้ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารต้นทุน หรือคัดกรองผู้กู้เข้มงวดขึ้น เพื่อรักษาความสามารถในการดำเนินธุรกิจ
ผลที่ตามมาอาจกระทบต่อโอกาสเข้าถึงสินเชื่อของผู้บริโภคบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงสูง หรือมีข้อมูลทางการเงินจำกัด ซึ่งอาจผ่านเกณฑ์พิจารณาสินเชื่อได้ยากขึ้น





