ตลาดเงิน-ลงทุน เกาะติดเฟดเปลี่ยนเกมคุมดอกเบี้ยยุคใหม่ กังวลพิษ AI เขย่าตลาดโลก-ไร้กรอบชี้นำล่วงหน้า “บล.ฟินันเซีย” เตือน หลังประชุม IMF รับความผันผวน ฉุดดอลลาร์-บอนด์ยีลด์ร่วง หากความเสี่ยงจำกัด บาทอ่อนระยะสั้น 34 บาท “กรุงไทย” ชี้ตะวันออกกลางยังตึงเครียด เฟดชะลอขึ้นดอกเบี้ย ลุ้นทองคำรีบาวนด์ 4,500 ดอลลาร์ ลุ้น “บาทแข็ง” สิ้นปี 32.50 บาท รับไฮซีซั่นท่องเที่ยว “กรุงศรี” ย้ำดอลลาร์พักฐานจับตาเฟด การเมืองสหรัฐ
KEY POINTS
- ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปลี่ยนแนวทางการพิจารณาดอกเบี้ย โดยไม่ได้ยึดแค่เงินเฟ้อ แต่ให้น้ำหนักกับปัจจัยอื่น เช่น ผลกระทบของ AI และการลงทุน ทำให้ทิศทางนโยบายผันผวนมากขึ้น
- นักวิเคราะห์คาดว่าเฟดจะ “คงอัตราดอกเบี้ย” ในการประชุมเดือนตุลาคม แต่ยังมีความเป็นไปได้ 50% ที่จะกลับมาขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วงปลายปี
- ผู้เชี่ยวชาญหลายสำนักประเมินว่า แม้เงินบาทอาจผันผวนในระยะสั้น แต่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นในช่วงปลายปี โดยคาดการณ์ว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.50-33.05 บาทต่อดอลลาร์
หลังจากการปาฐกถาของ เควิน วอร์ช ประธาน ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ล่าสุดในงานประชุมประจำปี IMF-World Bank 2026 ณ กรุงเทพฯ ปิดฉากลงพร้อมกับระบุว่า AI คือ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา และจะเป็นประโยชน์มหาศาลต่อเศรษฐกิจสหรัฐ ในระยะยาว โดยแรงกระแทกจะส่งผลกระทบฝั่งอุปสงค์ก่อนอุปทาน ซึ่งจะเปลี่ยนวิธีดำเนินนโยบายการเงินไปอย่างพื้นฐาน แม้ผลกระทบต่อตลาดแรงงานจะยังคงเป็นปริศนา
โดยประธานเฟด มองว่า สหรัฐกำลังอยู่ในช่วงการลงทุนครั้งใหญ่ที่มีแรงขับเคลื่อนมากกว่าเรื่อง AI พร้อมเห็นการเติบโตเชิงโครงสร้างที่แข็งแกร่ง ขณะที่เศรษฐกิจโลกมีความทนทานกว่าคาด การที่ธนาคารกลางทั่วโลกใช้นโยบายคุมเข้มพร้อมกันจึงเป็นปัจจัยบวก ส่วนทิศทางนโยบายของเฟดนั้น มีการถอนความผ่อนคลายออกไปบางส่วนตั้งแต่เดือนก.ย. ที่ผ่านมา แต่ไม่ได้ให้สัญญาณชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ยในรอบถัดไป
ฟาก “ตลาดเงิน” และ “การลงทุน” ของไทยให้มุมมองต่อทิศทาง “ค่าเงินบาท” จนถึงสิ้นปีนี้
“ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์” ประธานเจ้าหน้าที่ผลิตภัณฑ์ หัวหน้าฝ่ายบริหารการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันเซีย ไซรัส เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า สิ่งที่ตลาดต้องรู้ให้ทันคือ เฟดยุคนี้ไม่ได้ยึดเงินเฟ้อเป็นตัวตัดสินเพียงตัวเดียวอีกแล้ว แต่น้ำหนักกระจายไปที่ผลิตภาพ การลงทุน และผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงาน เมื่อตัวแปรเพิ่มขึ้น โอกาสที่คณะกรรมการ FOMC จะมีความเห็นขัดแย้งกันจึงสูงตามไปด้วย
เมื่อเฟดไม่มีการให้แนวทางล่วงหน้าชัดเจน ตลาดจึงมีโอกาสก้าวขึ้นมาเป็นฝ่ายชี้นำนโยบายมากขึ้น ราคาสินทรัพย์จะกลายเป็นกระจกสะท้อนสัญญาณกลับไปยังเฟด ส่งผลให้ความผันผวนทั้งก่อนและหลังการประชุมพุ่งสูงขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้
อย่างไรก็ดี มุมมองดอกเบี้ยระยะสั้น ประเมินว่าโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในการประชุมเดือนต.ค. นี้ ขณะที่ โอกาสกลับมาขึ้นดอกเบี้ยช่วงปลายปีนี้มองไว้ที่ 50 : 50 และผลกระทบต่อประเทศไทย คาดว่ากระแส AI ถือเป็นปัจจัยบวกทางอ้อม ช่วยชะลอเงินเฟ้อและลดแรงกดดันไม่ให้เฟดต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยแรง หากตลาดไม่เกิดภาวะฟองสบู่แตกจนรุนแรงเกินควบคุม
ทางด้านความเสี่ยงและทิศทางบาท มองว่า หากเกิดภาวะฟองสบู่แตกจนสร้างความผันผวนรุนแรง และผลักดันให้ดอกเบี้ยสหรัฐขยับสูงขึ้น จะกลายเป็นแรงกดดันค่าเงินบาท
อย่างไรก็ดี แม้ความผันผวนจากตลาดต่างประเทศหากสถานการณ์จำกัด อาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าแตะระดับสูงสุดบริเวณ 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ก่อนที่เงินบาทจะมีโอกาสทยอยแข็งค่ากลับมา ปิดสิ้นปีบริเวณ 32.50 บาทต่อดอลลาร์
สอดคล้องกับ “พูน พานิชพิบูลย์” นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ถ้อยแถลงของประธานเฟด ล่าสุด ทำให้ผู้เล่นในตลาดมั่นใจมากขึ้นว่า เฟดจะไม่เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรุนแรง ทว่าปัจจัยขับเคลื่อนตลาดในระยะสั้นกลับถูกแทนที่ด้วย “ความกังวลต่อแนวโน้มการลงทุนใน AI” ที่เผชิญแรงเทขายอย่างหนักทั่วโลก โดยเฉพาะในฝั่งสหรัฐ
แรงขายดังกล่าวส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง พร้อมกับการปรับตัวลดลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (10-year Treasury Yield) หนุนให้เงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง อย่างไรก็ดี การแข็งค่าของเงินบาทยังคงเป็นไปอย่างจำกัด ตราบใดที่สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงร้อนแรง
สำหรับ ทิศทางค่าเงินบาท ในระยะข้างหน้า ประเมินว่าหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ลุกลามรุนแรงถึงขั้นโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทั่วภูมิภาค และเปิดช่องให้คู่ขัดแย้งหวนกลับมาเจรจา ราคาพลังงานมีแนวโน้มทยอยปรับตัวลดลง ซึ่งจะช่วยลดความจำเป็นที่เฟดต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมในปี 2570 หลังจากที่อาจปรับขึ้นอีก 1 ครั้งในการประชุมเดือนธ.ค. นี้
ปัจจัยดังกล่าวจะกดดันให้เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ทยอยย่อตัวลง ซึ่งจะเป็นแรงหนุนสำคัญให้ ราคาทองคำมีโอกาสรีบาวด์ขึ้นใกล้โซน 4,400-4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในช่วงปลายปี ประกอบกับปัจจัยฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) จะช่วยผลักดันให้เงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นสู่โซน 32.55-33.05 บาทต่อดอลลาร์ ณ สิ้นปีนี้
“รุ่ง สงวนเรือง” ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวางแผนโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มีมุมมองว่า นโยบายประธานเฟดยังไม่ส่งสัญญาณชัดเจน แต่สะท้อนมุมมองเรื่องเงินเฟ้อ การลงทุน AI และเศรษฐกิจโลกที่โตดีเกินคาด โดยตลาดคาดว่าเฟด จะคงดอกเบี้ยในเดือน ต.ค. และ อาจขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค. นี้
เราประเมินกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ 33.25-33.65 บาทต่อดอลลาร์ และแนวโน้มทยอยฟื้นตัวแข็งค่าเล็กน้อย ในไตรมาส 4 ปีนี้ กรอบ 32.75-34.00 บาทต่อดอลลาร์
โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนตลาดต้องติดตาม ทั้งดอลลาร์อยู่ในช่วงพักฐานจากแรงขายหุ้นเทคโนโลยี/AI และการโยกเงินเข้าพันธบัตร ขณะที่บอนด์ยีลด์สหรัฐ อาจลดความร้อนแรงขึ้นหากพรรครีพับลิกันของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ได้รับเสียงสนับสนุนน้อยลงในการเลือกตั้งกลางเทอม พ.ย. 2569
นอกจากนี้ ปัจจัยภูมิภาคและปัจจัยกดดัน โดยเงินหยวนที่แข็งค่าช่วยพยุงสกุลเงินเอเชีย แต่ตลาดเผชิญแรงกดดันจากบอนด์ยีลด์ที่ยังสูง, ต้นทุนพลังงาน และการประท้วงในยุโรปที่ช่วยจำกัดแรงขายดอลลาร์





