วันอังคาร ที่ 20 ตุลาคม 2569

Login
Login

เกาะติด‘เฟด’เปลี่ยนเกมคุม‘ดอกเบี้ย’ ‘กูรู’ลุ้นบาทแข็งปลายปีแตะ 32.50 บาท 

ตลาดเงิน-ลงทุน เกาะติดเฟดเปลี่ยนเกมคุมดอกเบี้ยยุคใหม่ กังวลพิษ AI เขย่าตลาดโลก-ไร้กรอบชี้นำล่วงหน้า “บล.ฟินันเซีย” เตือน หลังประชุม IMF รับความผันผวน ฉุดดอลลาร์-บอนด์ยีลด์ร่วง หากความเสี่ยงจำกัด บาทอ่อนระยะสั้น 34 บาท “กรุงไทย” ชี้ตะวันออกกลางยังตึงเครียด เฟดชะลอขึ้นดอกเบี้ย ลุ้นทองคำรีบาวนด์ 4,500 ดอลลาร์ ลุ้น “บาทแข็ง” สิ้นปี 32.50 บาท รับไฮซีซั่นท่องเที่ยว “กรุงศรี” ย้ำดอลลาร์พักฐานจับตาเฟด การเมืองสหรัฐ

KEY POINTS

  • ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปลี่ยนแนวทางการพิจารณาดอกเบี้ย โดยไม่ได้ยึดแค่เงินเฟ้อ แต่ให้น้ำหนักกับปัจจัยอื่น เช่น ผลกระทบของ AI และการลงทุน ทำให้ทิศทางนโยบายผันผวนมากขึ้น
  • นักวิเคราะห์คาดว่าเฟดจะ “คงอัตราดอกเบี้ย” ในการประชุมเดือนตุลาคม แต่ยังมีความเป็นไปได้ 50% ที่จะกลับมาขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วงปลายปี
  • ผู้เชี่ยวชาญหลายสำนักประเมินว่า แม้เงินบาทอาจผันผวนในระยะสั้น แต่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นในช่วงปลายปี โดยคาดการณ์ว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.50-33.05 บาทต่อดอลลาร์

หลังจากการปาฐกถาของ เควิน วอร์ช ประธาน ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ล่าสุดในงานประชุมประจำปี IMF-World Bank 2026 ณ กรุงเทพฯ ปิดฉากลงพร้อมกับระบุว่า AI คือ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา และจะเป็นประโยชน์มหาศาลต่อเศรษฐกิจสหรัฐ ในระยะยาว โดยแรงกระแทกจะส่งผลกระทบฝั่งอุปสงค์ก่อนอุปทาน ซึ่งจะเปลี่ยนวิธีดำเนินนโยบายการเงินไปอย่างพื้นฐาน แม้ผลกระทบต่อตลาดแรงงานจะยังคงเป็นปริศนา

โดยประธานเฟด มองว่า สหรัฐกำลังอยู่ในช่วงการลงทุนครั้งใหญ่ที่มีแรงขับเคลื่อนมากกว่าเรื่อง AI พร้อมเห็นการเติบโตเชิงโครงสร้างที่แข็งแกร่ง ขณะที่เศรษฐกิจโลกมีความทนทานกว่าคาด การที่ธนาคารกลางทั่วโลกใช้นโยบายคุมเข้มพร้อมกันจึงเป็นปัจจัยบวก ส่วนทิศทางนโยบายของเฟดนั้น มีการถอนความผ่อนคลายออกไปบางส่วนตั้งแต่เดือนก.ย. ที่ผ่านมา แต่ไม่ได้ให้สัญญาณชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ยในรอบถัดไป

เกาะติด‘เฟด’เปลี่ยนเกมคุม‘ดอกเบี้ย’  ‘กูรู’ลุ้นบาทแข็งปลายปีแตะ 32.50 บาท 

ฟาก “ตลาดเงิน” และ “การลงทุน” ของไทยให้มุมมองต่อทิศทาง “ค่าเงินบาท” จนถึงสิ้นปีนี้ 

“ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์” ประธานเจ้าหน้าที่ผลิตภัณฑ์ หัวหน้าฝ่ายบริหารการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันเซีย ไซรัส เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า สิ่งที่ตลาดต้องรู้ให้ทันคือ เฟดยุคนี้ไม่ได้ยึดเงินเฟ้อเป็นตัวตัดสินเพียงตัวเดียวอีกแล้ว แต่น้ำหนักกระจายไปที่ผลิตภาพ การลงทุน และผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงาน เมื่อตัวแปรเพิ่มขึ้น โอกาสที่คณะกรรมการ FOMC จะมีความเห็นขัดแย้งกันจึงสูงตามไปด้วย

เมื่อเฟดไม่มีการให้แนวทางล่วงหน้าชัดเจน ตลาดจึงมีโอกาสก้าวขึ้นมาเป็นฝ่ายชี้นำนโยบายมากขึ้น ราคาสินทรัพย์จะกลายเป็นกระจกสะท้อนสัญญาณกลับไปยังเฟด ส่งผลให้ความผันผวนทั้งก่อนและหลังการประชุมพุ่งสูงขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ดี มุมมองดอกเบี้ยระยะสั้น ประเมินว่าโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในการประชุมเดือนต.ค. นี้ ขณะที่ โอกาสกลับมาขึ้นดอกเบี้ยช่วงปลายปีนี้มองไว้ที่ 50 : 50 และผลกระทบต่อประเทศไทย คาดว่ากระแส AI ถือเป็นปัจจัยบวกทางอ้อม ช่วยชะลอเงินเฟ้อและลดแรงกดดันไม่ให้เฟดต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยแรง หากตลาดไม่เกิดภาวะฟองสบู่แตกจนรุนแรงเกินควบคุม

ทางด้านความเสี่ยงและทิศทางบาท มองว่า หากเกิดภาวะฟองสบู่แตกจนสร้างความผันผวนรุนแรง และผลักดันให้ดอกเบี้ยสหรัฐขยับสูงขึ้น จะกลายเป็นแรงกดดันค่าเงินบาท

อย่างไรก็ดี แม้ความผันผวนจากตลาดต่างประเทศหากสถานการณ์จำกัด อาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าแตะระดับสูงสุดบริเวณ 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ก่อนที่เงินบาทจะมีโอกาสทยอยแข็งค่ากลับมา ปิดสิ้นปีบริเวณ 32.50 บาทต่อดอลลาร์

เกาะติด‘เฟด’เปลี่ยนเกมคุม‘ดอกเบี้ย’  ‘กูรู’ลุ้นบาทแข็งปลายปีแตะ 32.50 บาท 

สอดคล้องกับ “พูน พานิชพิบูลย์” นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ถ้อยแถลงของประธานเฟด ล่าสุด ทำให้ผู้เล่นในตลาดมั่นใจมากขึ้นว่า เฟดจะไม่เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรุนแรง ทว่าปัจจัยขับเคลื่อนตลาดในระยะสั้นกลับถูกแทนที่ด้วย “ความกังวลต่อแนวโน้มการลงทุนใน AI” ที่เผชิญแรงเทขายอย่างหนักทั่วโลก โดยเฉพาะในฝั่งสหรัฐ

แรงขายดังกล่าวส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง พร้อมกับการปรับตัวลดลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (10-year Treasury Yield) หนุนให้เงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง อย่างไรก็ดี การแข็งค่าของเงินบาทยังคงเป็นไปอย่างจำกัด ตราบใดที่สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงร้อนแรง

สำหรับ ทิศทางค่าเงินบาท ในระยะข้างหน้า ประเมินว่าหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ลุกลามรุนแรงถึงขั้นโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทั่วภูมิภาค และเปิดช่องให้คู่ขัดแย้งหวนกลับมาเจรจา ราคาพลังงานมีแนวโน้มทยอยปรับตัวลดลง ซึ่งจะช่วยลดความจำเป็นที่เฟดต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมในปี 2570 หลังจากที่อาจปรับขึ้นอีก 1 ครั้งในการประชุมเดือนธ.ค. นี้

ปัจจัยดังกล่าวจะกดดันให้เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ทยอยย่อตัวลง ซึ่งจะเป็นแรงหนุนสำคัญให้ ราคาทองคำมีโอกาสรีบาวด์ขึ้นใกล้โซน 4,400-4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในช่วงปลายปี ประกอบกับปัจจัยฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) จะช่วยผลักดันให้เงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นสู่โซน 32.55-33.05 บาทต่อดอลลาร์ ณ สิ้นปีนี้

“รุ่ง สงวนเรือง” ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวางแผนโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มีมุมมองว่า นโยบายประธานเฟดยังไม่ส่งสัญญาณชัดเจน แต่สะท้อนมุมมองเรื่องเงินเฟ้อ การลงทุน AI และเศรษฐกิจโลกที่โตดีเกินคาด โดยตลาดคาดว่าเฟด จะคงดอกเบี้ยในเดือน ต.ค. และ อาจขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค. นี้

เราประเมินกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ 33.25-33.65 บาทต่อดอลลาร์ และแนวโน้มทยอยฟื้นตัวแข็งค่าเล็กน้อย ในไตรมาส 4 ปีนี้ กรอบ 32.75-34.00 บาทต่อดอลลาร์

โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนตลาดต้องติดตาม ทั้งดอลลาร์อยู่ในช่วงพักฐานจากแรงขายหุ้นเทคโนโลยี/AI และการโยกเงินเข้าพันธบัตร ขณะที่บอนด์ยีลด์สหรัฐ อาจลดความร้อนแรงขึ้นหากพรรครีพับลิกันของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ได้รับเสียงสนับสนุนน้อยลงในการเลือกตั้งกลางเทอม พ.ย. 2569

นอกจากนี้ ปัจจัยภูมิภาคและปัจจัยกดดัน โดยเงินหยวนที่แข็งค่าช่วยพยุงสกุลเงินเอเชีย แต่ตลาดเผชิญแรงกดดันจากบอนด์ยีลด์ที่ยังสูง, ต้นทุนพลังงาน และการประท้วงในยุโรปที่ช่วยจำกัดแรงขายดอลลาร์