วันพฤหัสบดี ที่ 15 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘ทรงพล’ หวังเวที IMF-World Bank เข็นเศรษฐกิจไทยพ้นจุดต่ำสุด เร่งใช้ AI ปลดล็อกสินเชื่อ SME

“ทรงพล”ออมสิน มองการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings เป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย ท่ามกลางเศรษฐกิจที่เติบโตช้าลงจากอดีต ชี้ไทยต้องใช้จุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และความพร้อมในการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ

KEY POINTS

  • 'ทรงพล' หวังเวทีประชุม IMF-World Bank เป็นโอกาสสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้พ้นจากจุดต่ำสุด เหมือนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 35 ปีก่อน
  • เร่งนำเทคโนโลยี AI และข้อมูลทางเลือก มาใช้ในการพิจารณาสินเชื่อ
  • ปลดล็อกให้ผู้ประกอบการรายย่อย ที่ไม่มีหลักประกันสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น
  • ล่าสุดธนาคารออมสินได้สนับสนุน SME ผ่านสินเชื่อ Soft Loan ไปแล้วกว่า 1 แสนล้านบาท เพื่อปรับเปลี่ยนธุรกิจและเป็นทางรอดในยุคใหม่

“ทรงพล ชีวปัญญาโรจน์” ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ให้สัมภาษณ์พิเศษกรุงเทพธุรกิจในงานประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings ว่าเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย ท่ามกลางเศรษฐกิจที่เติบโตช้าลงจากอดีต

  • จากความทรงจำเมื่อ 35 ปีก่อน สู่โอกาสครั้งใหม่ของประเทศไทย

การที่ประเทศไทยกลับมาเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings อีกครั้งในรอบ 35 ปี เป็นโอกาสที่ทำให้เห็นทั้งความเปลี่ยนแปลงของประเทศและความท้าทายทางเศรษฐกิจที่แตกต่างจากอดีต

โดยหากย้อนความทรงจำถึงการประชุมครั้งแรกว่า ในเวลานั้นตนยังเป็นเด็กน้อย และมีโอกาสเข้าร่วมรับสมัครนิสิตนักศึกษาเข้ามาทำงานในช่วงการจัดงานประมาณ 10 วัน โดยรู้สึกตื่นเต้นกับบรรยากาศและความกระตือรือร้นในการดำเนินงาน

เมื่อผ่านไป 35 ปี การกลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้งทำให้เห็นพลังของการจัดงานในลักษณะนี้อีกครั้งเช่นกัน

สิ่งที่แตกต่างอย่างชัดเจนคือบริบททางเศรษฐกิจ ในช่วงการจัดงานครั้งก่อน เศรษฐกิจไทยเติบโตประมาณ 7-8% ขณะที่ปัจจุบันอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 2%

แม้ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจจะแตกต่างจากอดีต แต่ทรงพลมองว่าการประชุมครั้งนี้สามารถสร้างแรงกระตุ้นได้หลายด้าน โดยย้อนกลับไปในครั้งก่อน หลังจากประเทศไทยจัดการประชุม IMF-World Bank เศรษฐกิจไทยก็ปรับตัวดีขึ้น และก่อนการจัดงานยังมีการก่อสร้างศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ขึ้นมาเพื่อรองรับการประชุมด้วย

สำหรับการประชุมครั้งนี้ มองว่ามีโอกาสที่จะสร้างผลเชิงบวกต่อประเทศไทยในลักษณะเดียวกัน โดยหวังว่าจะเห็นทิศทางที่ดีขึ้นเหมือนเมื่อ 35 ปีก่อน

ความสำคัญของการประชุมจึงอยู่ที่การใช้โอกาสจากการเป็นเจ้าภาพให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศ ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่แตกต่างจากอดีต และการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเศรษฐกิจโลก

  • 35 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีความพร้อมด้านเทคโนโลยี

หากเปรียบเทียบประเทศไทยในช่วงทศวรรษ 1980-1990 กับปัจจุบัน จะเห็นว่าปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

ในอดีต ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน หรือ Supply Chain ในหลายมิติ มีการย้ายฐานการลงทุนจากญี่ปุ่นเข้ามา และมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ประเทศไทยในปัจจุบันมีความพร้อมด้านเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น จากการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตลอด 35 ปีที่ผ่านมา ทั้งถนน ระบบไฟฟ้า และเทคโนโลยีต่าง ๆ

ทรงพลมองว่า หากผู้ที่เคยเดินทางมาไทยเมื่อ 35 ปีก่อนกลับมาในวันนี้ จะเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน จากอดีตที่ยังไม่มีรถไฟฟ้า ปัจจุบันประเทศไทยมีระบบรถไฟฟ้า และมีความพร้อมด้านเทคโนโลยีมากกว่าเดิมมาก

ความพร้อมดังกล่าวเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สามารถนำมาต่อยอดได้ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีมาใช้ในราคาที่ถูกลง ทั้งในภาคธุรกิจทั่วไปและภาคธนาคารพาณิชย์ ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการดำเนินงาน

การประชุม IMF-World Bank ครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งดีๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีเป็นองค์ประกอบสำคัญ

อย่างไรก็ตาม บริบทของประเทศไทยในปัจจุบันแตกต่างจากอดีต ไม่ได้มีเพียงเรื่องการเป็นฐานการผลิตที่อาศัยต้นทุนแรงงาน แต่ต้องมองถึงการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้วย

  • ใช้เวทีระดับโลกสร้างความเชื่อมั่น

อีกประเด็นที่ให้ความสำคัญคือการสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย โดยระบุว่าผู้เข้าร่วมประชุมมากกว่า 70% เคยเดินทางมาประเทศไทยแล้ว บางคนเคยมาในช่วงเรียนจบใหม่ ๆ ในลักษณะนักท่องเที่ยวแบ็กแพ็กเกอร์ ขณะที่บางคนไม่ได้กลับมาไทยเป็นเวลาประมาณ 10 ปี

การกลับมาประเทศไทยในครั้งนี้จึงทำให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของกรุงเทพฯ และประเทศในช่วงเวลาที่ผ่านมา

การประชุมครั้งนี้ช่วยยืนยันความมั่นใจและ Reconfirm ความเป็นพันธมิตรของคู่ค้าต่าง ๆ ในโลกได้เป็นอย่างดี

การที่ผู้เข้าร่วมประชุมได้เห็นพัฒนาการของประเทศไทยจึงเป็นโอกาสให้ประเทศแสดงความพร้อมในด้านต่าง ๆ และตอกย้ำความสัมพันธ์กับพันธมิตรระหว่างประเทศ

ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรทำให้ประเทศไทยต้องพิจารณาทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับบริบทใหม่ด้วย

ปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนประชากรลดลง มีผู้สูงอายุมากขึ้น แต่ผู้สูงอายุมีอายุยืนยาวขึ้น สถานการณ์ดังกล่าวแตกต่างจากอดีตที่ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและใช้แรงงานต้นทุนต่ำเพื่อส่งออก

เมื่อบริบททางประชากรเปลี่ยนไป ประเทศไทยจึงต้องมองหาโอกาสจากความพร้อมที่มีอยู่ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีมาใช้ และการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งด้านการค้าระหว่างประเทศ การผลิต และการบริการ

การใช้จุดแข็งของประเทศไทยในปัจจุบันจะช่วยสนับสนุนให้เกิดการลงทุนมากขึ้น และทำให้สามารถใช้ทรัพยากรภายในประเทศได้อย่างเหมาะสม

  • ออมสินปล่อย Soft Loan กว่าแสนล้านบาท หนุน SME ปรับธุรกิจ

ในด้านบทบาทของธนาคารออมสินต่อการสนับสนุนผู้ประกอบการ ทรงพลระบุว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีมีราคาถูกลงมาก ขณะที่ธนาคารออมสินมีแพ็กเกจช่วยเหลือ SME หลายรูปแบบ โดยเฉพาะสินเชื่อ Soft Loan ที่สนับสนุนการปรับเปลี่ยนธุรกิจ หรือ Transformation การฟื้นฟูกิจการ และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบด้านพลังงาน

ธนาคารได้อนุมัติสินเชื่อในส่วนนี้ไปแล้วกว่า 100,000 ล้านบาท โดยเป็นเงินก้อนใหม่ที่ไม่เคยมีในตลาด

การสนับสนุนดังกล่าวมีความสำคัญต่อผู้ประกอบการที่ต้องการปรับตัวให้เข้ากับบริบทเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องพิจารณารูปแบบการดำเนินงานใหม่เพื่อให้สามารถแข่งขันได้

สำหรับผู้ประกอบการที่ยังเข้าไม่ถึงเงินทุน มองว่ามีหลายปัจจัยเกี่ยวข้อง ทั้งประเภทอุตสาหกรรมและช่องทางการเข้าถึงธนาคาร

ในช่วงที่ธนาคารบางแห่งมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ ธนาคารเฉพาะกิจอย่างธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรยังมีบทบาทในการสนับสนุนและเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อย หรือคนตัวเล็ก เข้าถึงแหล่งเงินทุน

นอกจากนี้ ธนาคารออมสินยังมีโครงการร่วมกับหน่วยงานระหว่างประเทศ เช่น IMF, World Bank, IFC และ ADB เพื่อสนับสนุนสินเชื่อสำหรับการปรับเปลี่ยนธุรกิจ

สำหรับการรับมือกับความท้าทายในปี 2569-2571 ผู้ประกอบการอาจต้องปรับตำแหน่งการดำเนินธุรกิจ หรือ Repositioning ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ทั้งในมิติอุตสาหกรรมและผลกระทบที่ได้รับ

การนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยลดต้นทุนในระยะยาว โดยธนาคารพาณิชย์และธนาคารเฉพาะกิจพร้อมให้การสนับสนุน

นอกจากนี้ สถานการณ์ระหว่างประเทศยังเป็นอีกปัจจัยที่ต้องพิจารณา โดยในบางภูมิภาค เช่น ตะวันออกกลาง มีเหตุการณ์ทิ้งระเบิด ขณะที่ประเทศไทยมีความสงบ ทำให้หลายประเทศหันมาพิจารณาการลงทุนและการดำเนินงานในภูมิภาคอาเซียนเพิ่มขึ้น

  • AI -Data เปิดทางให้คนตัวเล็กเข้าถึงสินเชื่อ

อีกประเด็นสำคัญที่มองว่า เป็นผลของ AI และการนำข้อมูลมาใช้ในภาคธนาคาร ซึ่งมีส่วนช่วยเปลี่ยนแนวทางการพิจารณาสินเชื่อและเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงเงินทุน

ในอดีต การพิจารณาสินเชื่อมีข้อจำกัดด้านข้อมูล ธนาคารจึงมักต้องสอบถามถึงหลักประกันและวัตถุประสงค์ในการใช้เงิน ขณะที่ข้อมูลที่ใช้ประกอบการประเมินความน่าเชื่อถือของลูกค้ายังมีไม่มากนัก

ปัจจุบัน AI และความพร้อมของข้อมูลช่วยให้ธนาคารเข้าใจลูกค้าได้มากขึ้น และลดความจำเป็นในการสอบถามข้อมูลจากลูกค้าในบางส่วน

สำหรับธนาคารออมสิน มีการอนุมัติสินเชื่อโดยใช้ข้อมูลทางเลือก หรือ Alternative Data เพิ่มขึ้น โดยพิจารณาข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการค้าขาย คู่ค้า และปริมาณการค้า โดยไม่จำเป็นต้องขอหลักประกันในรูปแบบเดิม

ตัวอย่างหนึ่งคือโครงการ Thai Plus หรือโครงการที่เกี่ยวข้องกับนกกระซิบและถุงเงิน ซึ่งนำข้อมูลมาใช้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อ

ทรงพล กล่าวต่อว่า โครงการดังกล่าวมีผู้ยื่นขอสินเชื่อประมาณ 3,000-4,000 กว่าราย และมีอัตราการอนุมัติสูงกว่า 80% โดยธนาคารไม่จำเป็นต้องขอข้อมูลเพิ่มเติมจากลูกค้า เนื่องจากข้อมูลที่มีอยู่มีความน่าเชื่อถือมาก

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการใช้ข้อมูลเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยที่อาจมีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านวิธีการประเมินแบบเดิม

สิ่งสำคัญของ AI คือการนำข้อมูลไปใช้อย่างถูกต้อง และ AI ไม่สามารถทดแทนคนได้ในทุกเรื่อง

ขณะเดียวกัน คนสามารถได้รับการฝึกอบรมให้ใช้ AI เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ หรือ Efficiency ในการทำงานได้

การนำเทคโนโลยีมาใช้จึงมีเป้าหมายมากกว่าการลดขั้นตอนการทำงาน แต่ยังเกี่ยวข้องกับการเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนในต้นทุนที่ถูกลง และช่วยให้ผู้คนสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องใช้แรงงานมากเท่าเดิม

  • แก้โจทย์เศรษฐกิจต้องร่วมมือทั้งระบบ

ทั้งนี้มองว่า การเปลี่ยนแปลงเรื่องการเข้าถึงเงินทุนเกิดขึ้นแล้ว โดยในปีนี้ธนาคารออมสินอนุมัติสินเชื่อวงเงินรวมกว่า 100,000 ล้านบาทให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยในอัตราดอกเบี้ยต่ำ

การดำเนินงานดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งกระทรวงการคลัง ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารแห่งประเทศไทย และธนาคารเฉพาะกิจ

ในประเด็นการวัดผลเชิงมูลค่าทางเศรษฐกิจและ GDP ความท้าทายจากหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง โดยมองว่ามีหลายสาเหตุที่เกี่ยวข้อง เช่น รายได้ที่ยังเท่าเดิมแต่ GDP ต่ำลง หรือภาวะที่ราคาสินค้าแพงขึ้นจนทำให้ประชาชนไม่สามารถชำระคืนได้ตามปกติ

อย่างไรก็ตาม มองว่าหากปัญหาได้รับการจัดการอย่างไตร่ตรอง สถานการณ์จะดีขึ้นได้ภายในระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี และเมื่อเปรียบเทียบกับช่วง 2 ปีก่อน ประเทศไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดทางเศรษฐกิจมาแล้ว

ในระยะนี้จึงเป็นโอกาสในการสร้างรายได้ให้มากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับวินัยทางการเงิน การมุ่งเน้นในสิ่งที่ทำ การปรับปรุงประสิทธิภาพการลงทุน และการใช้พลังงานให้เหมาะสม

ด้านตลาดแรงงานไทยว่า ประเทศไทยไม่ได้มีอัตราการว่างงานสูง และยังมีการจ้างแรงงานต่างด้าวจำนวนมาก

ในมุมของเขา การปรับขึ้นเงินเดือนให้แก่พนักงานควบคู่กับการนำเทคโนโลยีมาใช้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้

ซึ่งการดำเนินการในด้านต่างๆเหล่านี้ภายในระยะเวลา 1-3 ปี จะส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยในอนาคต