ผู้ว่าฯ ธปท. ‘สวนกระแสตลาด’ ที่คาดไทยพักดอกเบี้ยยาว ย้ำดอกเบี้ยขยับได้ ‘ทั้งขึ้นและลง’ ตามเงินเฟ้อ ค่าเงินบาท และเศรษฐกิจ พร้อมเตือนการตรึงดอกเบี้ยต่ำไว้นานเกินไปมีต้นทุน และอาจลดพื้นที่รับมือวิกฤติในอนาคต
วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) “สวนกระแสคาดการณ์ของตลาด” ที่มองว่า ธปท. จะ “พักดอกเบี้ยยาว” โดยย้ำว่า ผู้กำหนดนโยบายไม่ได้ผูกมัดว่าจะตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม และการขยับครั้งต่อไปสามารถเกิดขึ้นได้ “ทั้งขึ้น และลง”
“ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องพักดอกเบี้ยไปอีกนาน ผมเองก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างนั้นหรือไม่” วิทัย กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวต่างประเทศครั้งแรกนับตั้งแต่รับตำแหน่ง พร้อมย้ำว่า การตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะยังคงขึ้นอยู่กับข้อมูลทางเศรษฐกิจ
ท่าทีดังกล่าวสวนทางกับตลาดที่คาดว่า ธปท.จะตรึงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% เป็นเวลานาน หลัง กนง. มีมติคงดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกัน โดยนักเศรษฐศาสตร์ของ Standard Chartered และ Maybank Securities คาดว่า ดอกเบี้ยจะอยู่ระดับเดิมไปจนถึงสิ้นปี 2027
วิทัย ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีเหตุผลมากพอที่จะสนับสนุนทั้งการขึ้นหรือลดดอกเบี้ย โดยการตัดสินใจครั้งต่อไปจะขึ้นอยู่กับ “เงินเฟ้อ ค่าเงินบาท และแนวโน้มเศรษฐกิจ”
หากเงินเฟ้อกดลงยากกว่าคาด หรือเงินบาทอ่อนค่ารุนแรงพร้อมสกุลเงินเอเชียอื่น ธปท. อาจพิจารณา “ขึ้นดอกเบี้ย” แต่หากเกิดแรงกระแทกทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ เช่น เหตุการณ์ลักษณะ “มินิโควิด” ก็อาจกลับมา “ลดดอกเบี้ย” ได้
“มันไปได้ทั้งสองทาง เราจะตัดสินใจให้ดีที่สุดจากข้อมูลในขณะนั้น และแนวโน้มข้างหน้า” วิทัย กล่าว
วิทัยเสริมต่อว่า การลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอาจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้จำกัด เพราะภาวะการเงินผ่อนคลายมากอยู่แล้ว อีกทั้งการคงดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานานยังลดผลตอบแทนผู้ฝากเงิน เสี่ยงทำให้เงินทุนถูกจัดสรรผิดทิศทาง และลดพื้นที่ดำเนินนโยบายสำหรับรับมือวิกฤติในอนาคต
ด้านค่าเงินบาท วิทัย ระบุว่า ธปท. บริหารตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อลดความผันผวน ไม่ใช่บิดเบือนค่าเงินเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้า โดยสามารถทั้งซื้อดอลลาร์เมื่อบาทแข็งเร็วเกินไป และขายดอลลาร์เมื่อบาทอ่อนแรงเกินไป
เงินบาทอ่อนค่าราว 4% เทียบดอลลาร์ตั้งแต่ต้นปี แต่ยังแข็งแกร่งกว่ารูเปียห์อินโดนีเซีย และรูปีอินเดียที่อ่อนเกือบ 6% ขณะที่เดือนนี้เงินบาทกลับมาแข็งค่าราว 2% ทำผลงานดีเป็น “อันดับ 3” ของเอเชีย
วิทัย ระบุว่า ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวจากหลายปัจจัย ทั้งพื้นฐานเศรษฐกิจ เงินดอลลาร์ การเก็งกำไร และกระแสเงินทุน โดยแม้การขายทองคำจะมีส่วนหนุนเงินบาท แต่การแข็งค่ารอบล่าสุดมีปัจจัยหลักมาจากการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์สหรัฐ
อ้างอิง: bloomberg
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





