วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

ธปท. ‘ไม่การันตี’ พักดอกเบี้ยยาว ชี้ครั้งหน้า ‘ขึ้นหรือลง’ ได้

ผู้ว่าฯ ธปท. ‘สวนกระแสตลาด’ ที่คาดไทยพักดอกเบี้ยยาว ย้ำดอกเบี้ยขยับได้ ‘ทั้งขึ้นและลง’ ตามเงินเฟ้อ ค่าเงินบาท และเศรษฐกิจ พร้อมเตือนการตรึงดอกเบี้ยต่ำไว้นานเกินไปมีต้นทุน และอาจลดพื้นที่รับมือวิกฤติในอนาคต

วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) “สวนกระแสคาดการณ์ของตลาด” ที่มองว่า ธปท. จะ “พักดอกเบี้ยยาว” โดยย้ำว่า ผู้กำหนดนโยบายไม่ได้ผูกมัดว่าจะตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม และการขยับครั้งต่อไปสามารถเกิดขึ้นได้ “ทั้งขึ้น และลง”

“ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องพักดอกเบี้ยไปอีกนาน ผมเองก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างนั้นหรือไม่” วิทัย กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวต่างประเทศครั้งแรกนับตั้งแต่รับตำแหน่ง พร้อมย้ำว่า การตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะยังคงขึ้นอยู่กับข้อมูลทางเศรษฐกิจ 

ท่าทีดังกล่าวสวนทางกับตลาดที่คาดว่า ธปท.จะตรึงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% เป็นเวลานาน หลัง กนง. มีมติคงดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกัน โดยนักเศรษฐศาสตร์ของ Standard Chartered และ Maybank Securities คาดว่า ดอกเบี้ยจะอยู่ระดับเดิมไปจนถึงสิ้นปี 2027

วิทัย ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีเหตุผลมากพอที่จะสนับสนุนทั้งการขึ้นหรือลดดอกเบี้ย โดยการตัดสินใจครั้งต่อไปจะขึ้นอยู่กับ “เงินเฟ้อ ค่าเงินบาท และแนวโน้มเศรษฐกิจ”

หากเงินเฟ้อกดลงยากกว่าคาด หรือเงินบาทอ่อนค่ารุนแรงพร้อมสกุลเงินเอเชียอื่น ธปท. อาจพิจารณา “ขึ้นดอกเบี้ย” แต่หากเกิดแรงกระแทกทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ เช่น เหตุการณ์ลักษณะ “มินิโควิด” ก็อาจกลับมา “ลดดอกเบี้ย” ได้

“มันไปได้ทั้งสองทาง เราจะตัดสินใจให้ดีที่สุดจากข้อมูลในขณะนั้น และแนวโน้มข้างหน้า” วิทัย กล่าว

วิทัยเสริมต่อว่า การลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอาจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้จำกัด เพราะภาวะการเงินผ่อนคลายมากอยู่แล้ว อีกทั้งการคงดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานานยังลดผลตอบแทนผู้ฝากเงิน เสี่ยงทำให้เงินทุนถูกจัดสรรผิดทิศทาง และลดพื้นที่ดำเนินนโยบายสำหรับรับมือวิกฤติในอนาคต

ด้านค่าเงินบาท วิทัย ระบุว่า ธปท. บริหารตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อลดความผันผวน ไม่ใช่บิดเบือนค่าเงินเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้า โดยสามารถทั้งซื้อดอลลาร์เมื่อบาทแข็งเร็วเกินไป และขายดอลลาร์เมื่อบาทอ่อนแรงเกินไป

เงินบาทอ่อนค่าราว 4% เทียบดอลลาร์ตั้งแต่ต้นปี แต่ยังแข็งแกร่งกว่ารูเปียห์อินโดนีเซีย และรูปีอินเดียที่อ่อนเกือบ 6% ขณะที่เดือนนี้เงินบาทกลับมาแข็งค่าราว 2% ทำผลงานดีเป็น “อันดับ 3” ของเอเชีย

วิทัย ระบุว่า ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวจากหลายปัจจัย ทั้งพื้นฐานเศรษฐกิจ เงินดอลลาร์ การเก็งกำไร และกระแสเงินทุน โดยแม้การขายทองคำจะมีส่วนหนุนเงินบาท แต่การแข็งค่ารอบล่าสุดมีปัจจัยหลักมาจากการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์สหรัฐ
 

 

 

 

อ้างอิง: bloomberg

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์