วันพุธ ที่ 19 สิงหาคม 2569

Login
Login

ธปท.ชี้ ‘หนี้เสียใหม่-รายใหญ่’ พุ่ง ธุรกิจกระอักต้นทุน กำลังซื้อซบ

สถานการณ์หนี้เสีย “ระบบธนาคารพาณิชย์ไทย” เป็นประเด็นต้องติดตามใกล้ชิด แม้ภาพรวมคุณภาพสินเชื่อไตรมาส 2 ยังไม่สะท้อนการเร่งตัวรุนแรง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า “หนี้เสียรายใหม่” มีภาพการไหลเพิ่มขึ้นสะท้อนความเปราะบางภาคธุรกิจ

นายสุโชติ เปี่ยมชล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตรวจสอบแบบจำลอง และวิเคราะห์ความเสี่ยงสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ระบบธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 2 ปี 2569 มีความมั่นคง มีเงินกองทุน และสภาพคล่องสูง แม้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวไม่เท่ากัน (K-shaped Recovery) โดยเอสเอ็มอีและครัวเรือนบางส่วนเผชิญปัญหารายได้ ต้นทุน และกำลังซื้อ

ขณะที่ “หนี้เสีย” หรือ NPL อยู่ที่ 2.82% ลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนที่ 2.85% ซึ่งหากพิจารณาเพียง NPL อาจไม่เพียงพอที่จะสะท้อนสถานการณ์หนี้ทั้งหมด เพราะช่วงที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์บริหารจัดการหนี้เสียต่อเนื่องทั้งการขายหนี้ การตัดหนี้สูญ และการปรับโครงสร้างหนี้จำนวนมาก

โดยเฉพาะสินเชื่อเอสเอ็มอีและสินเชื่อที่อยู่อาศัย เป็นกลุ่มที่ขายหนี้เสียค่อนข้างมากทำให้ NPL ที่อยู่ในระบบธนาคารลดลง แต่การประเมินคุณภาพสินเชื่อ ธปท.ต้องติดตามว่าลูกหนี้ที่ยังอยู่ในระบบกำลังมีความสามารถชำระหนี้ดีขึ้นจริงหรือไม่

  • จับตา “หนี้เสียใหม่” พุ่ง

ธปท.ให้ความสำคัญมากขึ้นกับ “การไหลของหนี้” (Migration Rate) โดยเฉพาะการติดตามว่าลูกหนี้ที่เริ่มมีความเสี่ยงหรืออยู่ Stage 2 จะไหลสู่ Stage 3 ซึ่งเป็น NPL มากน้อยเพียงใด รวมถึงการเกิด “หนี้เสียใหม่” จากลูกหนี้ที่ไม่เคยเป็น NPL มาก่อน

การเพิ่มขึ้นของ New Entry คือสินเชื่อที่เพิ่งเป็น NPL ครั้งแรก และ Re-Entry สินเชื่อที่เคยเป็นหนี้เสียมาแล้วอย่างน้อย 1 ครั้ง และกลับมาเป็นหนี้เสียอีกครั้งสะท้อนลูกหนี้ที่เดิมอาจเปราะบางอยู่แล้ว เมื่อเผชิญแรงกระทบเศรษฐกิจเพิ่มมีโอกาสเป็น NPL มากขึ้น

ทั้งนี้ ไตรมาส 2 พบการไหลเป็นหนี้เสียโดยรวม หรือมีอัตราเสื่อมของคุณภาพหนี้ (Migration) รวม 1.1 แสนล้านบาท แบ่งเป็น New NPL หรือหนี้เสียใหม่ 5.2 หมื่นล้านบาท และ Re-entry NPL หรือหนี้ที่เคยผ่านการปรับโครงสร้างแล้วกลับมาเป็นหนี้เสียอีกอยู่ระดับใกล้เคียงกันที่ 5.2 หมื่นล้านบาท

รวมทั้งทำให้ ธปท.ติดตามทั้งลูกหนี้ที่เพิ่งเข้าสู่สถานะหนี้เสียเป็นครั้งแรก และลูกหนี้ที่เคยได้รับการช่วยเหลือหรือปรับโครงสร้างหนี้มาแล้ว แต่ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืนใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่ม New Entry ที่มีความสำคัญเพราะไม่เคยเป็น NPL

แต่เมื่อรับแรงกระแทกจากภาวะเศรษฐกิจก็เปลี่ยนเป็นหนี้เสีย
ทั้งนี้ กลุ่มที่ต้องจับตาเป็นพิเศษยังเป็นธุรกิจที่มีความเปราะบางจากโครงสร้างต้นทุนและกำลังซื้อ ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ การก่อสร้าง และโรงแรม รวมถึงธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแข่งขันที่รุนแรง

ลูกหนี้บางส่วนอ่อนแอสะสมตั้งแต่โควิด-19 และฟื้นตัวไม่เต็มที่ เมื่อเผชิญแรงกระทบเพิ่มจากเศรษฐกิจ ต้นทุน และความขัดแย้งในต่างประเทศ จึงมีโอกาสสะดุดในการชำระหนี้ได้ง่ายกว่ากลุ่มที่ฐานะการเงินแข็งแรง

  • หนี้รายใหญ่เพิ่ม แต่เป็นปัจจัยเฉพาะตัว

สำหรับหนี้เสียในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ไตรมาส 2 พบเพิ่มขึ้น โดย NPL อยู่ที่ 1.40% เพิ่มจากไตรมาสก่อนหน้าที่อยู่เพียง 1.34% ซึ่งการเพิ่มขึ้นของ NPL กลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็น “ปัจจัยเฉพาะตัว” ของลูกหนี้แต่ละราย

ธปท.มองว่าธุรกิจที่กลายเป็น NPL ในกลุ่มรายใหญ่ไม่สะท้อนธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งระบบมีปัญหา แต่เป็นกรณีบริษัทบางแห่งที่อ่อนแอสะสมมานาน เมื่อเผชิญแรงกระแทกทางเศรษฐกิจจึงไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้ ดังนั้น ไม่มองสถานการณ์ดังกล่าวเป็นความเสี่ยงระดับน่ากังวล เนื่องจากธนาคารพาณิชย์รับรู้ความเสี่ยงและตั้งสำรองแล้ว

ลักษณะ NPL กลุ่มธุรกิจรายใหญ่ต่างจากกลุ่มลูกหนี้เปราะบาง โดยหนี้เสียรายใหญ่ที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยเฉพาะแต่ละบริษัท ขณะที่ลูกหนี้เอสเอ็มอีและรายย่อยต้องติดตามมิติความเปราะบางที่เกิดขึ้นวงกว้างกว่า

 

ด้านสินเชื่อธุรกิจโดยรวม พบความต้องการเงินทุนหมุนเวียนยังมี โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องรับมือต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบระดับสูง แม้ราคาบางส่วนเริ่มปรับลด โดยสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ขยายตัว 6.6%
SME หดตัวต่อเนื่อง 16 ไตรมาส

เหล่านี้สวนทางเอสเอ็มอี ที่สินเชื่อหดต่อเนื่องไตรมาสที่ 16 หรือ 4 ปี โดยไตรมาส 2 หดตัว 4.6% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุสำคัญมาจากกังวลความเสี่ยงเครดิต ทำให้ธนาคารพาณิชย์ระวังการปล่อยสินเชื่อขึ้น

ซึ่งสะท้อนปัญหา 2 ด้าน คือ ความต้องการสินเชื่อเอสเอ็มอีบางกลุ่มไม่กลับมาเต็มที่ อีกด้านธนาคารประเมินความเสี่ยงลูกหนี้บางกลุ่มได้ยากจึงขยายสินเชื่อได้ไม่มาก
ทั้งนี้เริ่มเห็นสัญญาณบางอย่างดีขึ้น โดยการคืนหนี้เอสเอ็มอีชะลอลง ขณะเดียวกันความต้องการใช้เงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้น ทั้งจากการใช้วงเงินเดิมและขอวงเงินใหม่ แต่ปริมาณการใช้วงเงินยังไม่มากพอชดเชยยอดการคืนหนี้ ทำให้ภาพรวมสินเชื่อเอสเอ็มอียังหดตัว

สำหรับกลุ่มธุรกิจต้องจับตา ได้แก่ การก่อสร้างที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนวัสดุและวัตถุดิบเพิ่มขึ้น ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ชะลอจากกำลังซื้อฟื้นไม่เต็มที่ หรือภาคการค้าเผชิญการแข่งขันรุนแรง ขณะที่ธุรกิจโรงแรมบางส่วนยังเปราะบาง

  • ขายหนี้-ตัดหนี้สูญ ช่วยกดตัวเลข NPL

อีกกลไกหนึ่งที่ทำให้ตัวเลข NPL ในระบบไม่เร่งตัวขึ้นคือ การบริหารจัดการธนาคารพาณิชย์ที่ขายหนี้เสียต่อเนื่อง รวมถึงตัดหนี้สูญ โดยพอร์ตที่เห็นการขายหนี้ออกไปมาก ได้แก่ สินเชื่อเอสเอ็มอีและสินเชื่อที่อยู่อาศัย

แต่มุม ธปท.การขายหนี้ไม่ทำให้ปัญหาลูกหนี้หายไป เพียงแต่เปลี่ยนผู้บริหารหนี้ ดังนั้นต้องมองทั้งระบบไม่เฉพาะ NPL ธนาคารพาณิชย์
อีกเครื่องมือสำคัญที่ป้องกันลูกหนี้ไหลสู่ NPL คือการปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกอยู่ที่ 4.9 แสนล้านบาท ขณะที่การปรับโครงสร้างหนี้สำหรับลูกหนี้ที่เป็น NPL แล้ว หรือ TDR อยู่ที่ 7.2 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ ธปท.เตรียมมาตรการเพิ่มไว้ล่วงหน้าเพื่อนำมาใช้หากสถานการณ์เลวร้ายกว่าที่ประเมิน โดยบางมาตรการต้องใช้เวลาเตรียมอย่างน้อย 3 เดือน โดยแนวคิดหนึ่งเป็นการปรับโครงสร้างหนี้ให้ยืดหยุ่นขึ้น

เช่น การลดค่างวดลงช่วงแรก 20% หรือการทำ Step-up ซึ่งให้ลูกหนี้ผ่อนระดับต่ำก่อน แล้วค่อยเพิ่มขึ้นตามความสามารถการชำระหนี้ที่คาดว่าฟื้นตัว

  • กสิกรไทย” ติดโผกลุ่มเสี่ยง

Bloomberg Intelligence เปิดรายชื่อ “10 บริษัทในเอเชียแปซิฟิกที่ต้องจับตามอง” ทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ ในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 โดยมี “ธนาคารกสิกรไทย” เป็นบริษัทจากไทยรายเดียวในโผซึ่งติดกลุ่มมุมมองเชิงลบ ท่ามกลางแรงกดดันหนี้ครัวเรือน และลูกค้าธุรกิจเอสเอ็มอีที่เผชิญความยากลำบาก

รายงานดังกล่าวต่อยอดจากซีรีส์บทความ “Companies to Watch” โดย Bloomberg Intelligence คัดเลือกบริษัทจากกลุ่ม Focus Ideas ที่นักวิเคราะห์เชื่อมั่นสูง พร้อมระบุปัจจัยสำคัญที่อาจมีผลต่อผลประกอบการช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้าทั้งทางบวกและลบ

บลูมเบิร์ก อินเทลลิเจนซ์ ประเมิน “ธนาคารกสิกรไทย” ซึ่งเป็นธนาคารใหญ่อันดับ 2 ของไทยว่า ปี 2026 อาจเป็นปีที่ยากลำบากกว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์ไว้

โดยให้มุมมองเชิงลบต่อบริษัท เนื่องจาก “หนี้ครัวเรือน” ที่อยู่ในระดับสูงและแรงกดดันต่อธุรกิจเอสเอ็มอีกำลังคุกคามการเติบโต และอาจทำให้ธนาคารต้องตั้งกันสำรองความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับหนี้เสีย

ขณะเดียวกันการลดอัตราดอกเบี้ยหลายครั้งของ ธปท.สร้างแรงกดดันต่อรายได้ดอกเบี้ยธนาคาร ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงและการส่งออกที่รับผลกระทบมาตรการภาษียังเป็นปัจจัยลบเพิ่มต่อเศรษฐกิจและคุณภาพสินเชื่อ

โดยต้องจับตาผลกระทบมาตรการภาษีสหรัฐต่อไทย และหากสหรัฐขึ้นภาษีเพิ่มเติม อาจเพิ่มความตึงตัวทางการเงินให้ผู้กู้ และทำให้ต้นทุนธนาคารยังอยู่ระดับสูง