ปัญหาธุรกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม หรือ ‘เอสเอ็มอี’ กลายเป็นหนึ่งในจุดเปราะบางสำคัญของเศรษฐกิจไทย เมื่อสัญญาณจากทั้งภาคการเงิน และภาคธุรกิจสะท้อนไปในทิศทางเดียวกัน ตั้งแต่หนี้เสียที่อยู่ในระดับสูง สินเชื่อหดตัวต่อเนื่อง ความสามารถทำกำไรลดลง ไปจนถึงจำนวนโรงงานปิดที่เริ่มมากกว่าโรงงานเปิด ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่ยังสามารถขยายสินเชื่อและลงทุนได้
สอดคล้อง นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวก่อนหน้านี้ว่า “ตัวหนึ่งที่สะท้อนความอ่อนแอ” ในระบบเศรษฐกิจไทยคือ ปัญหา “หนี้เสีย” โดย NPL ของระบบโดยรวมกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น เพิ่มจาก 2.85% มาอยู่ที่ 2.97% ในเดือนพ.ค.2569 และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หากเศรษฐกิจยังคงเติบโตต่ำ
จุดที่น่ากังวลมากที่สุดคือ การกระจายตัวหนี้เสียที่ต่างกันมากระหว่างธุรกิจแต่ละขนาด โดย NPL ของ SME อยู่ที่ 9.5% ขณะที่ลูกค้ารายใหญ่มี NPL เพียง 1.5% ความต่างดังกล่าวสะท้อนทั้ง “ปัญหาความเหลื่อมล้ำ” และ “ขีดความสามารถแข่งขัน” ที่ลดลงของธุรกิจขนาดเล็กความเสี่ยง SME เมื่อเทียบธุรกิจรายใหญ่
สะท้อนความต่างด้านอำนาจต่อรอง ธุรกิจขนาดใหญ่มี Bargaining Power มากกว่า สามารถปรับตัวรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ดีกว่า ขณะที่ SME มีข้อจำกัดมากกว่า และได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจรุนแรง
ซึ่ง SME เป็นแหล่งจ้างงานหลักของประเทศ หากสินเชื่อ SME ยังคงติดลบ จะยิ่งซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำแบบ K-Shaped ให้รุนแรงขึ้น เพราะหากธุรกิจประสบปัญหาหนี้เสีย และไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้ ย่อมกระทบการจ้างงาน รายได้ประชาชน และบริโภคภายในประเทศ
- แก้ปัญหา SME ถือเป็น ‘วาระแห่งชาติ’
นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB กล่าวว่า ปัญหาที่น่ากังวลที่สุดขณะนี้ คือ สถานการณ์ SME ไทยที่กำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างรุนแรง
การแก้ไขปัญหา SME จึงถือเป็น “วาระแห่งชาติ” ที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งผลักดัน เนื่องจาก SME เป็นกลุ่มที่ก่อให้เกิดการจ้างงานจำนวนมากในระบบเศรษฐกิจ
ปัจจุบัน เอสเอ็มอีไทยจำนวนมากเสมือนคนไข้ที่มีอาการป่วยซับซ้อน หากข้อมูลเหล่านี้ไม่เชื่อมโยงกัน หมอจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ สิ่งสำคัญจึงเป็นการมีข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน หรือ Data Connectivity
โดยเฉพาะกลุ่มเศรษฐกิจนอกระบบ หรือ Informal Economy ต้องถูกดึงเข้ามาในระบบ เพื่อให้เห็นปัญหาที่แท้จริง และได้รับการช่วยเหลือที่เหมาะสม
ปัญหา SME วันนี้ไม่จำกัดอยู่แค่เรื่องขาดแคลนเงินทุน แต่ปัญหา คือ “ทักษะเชิงการผลิต” เพราะ SME กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงช่องทางการขาย ต้นทุนผลิตที่สูงขึ้น การจัดหาวัตถุดิบ รวมถึงการเข้าถึงตลาดส่งออกที่เปลี่ยนจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
“การอยู่รอดไม่จำเป็นต้องเรื่องเงินอย่างเดียว” ธนาคารกรุงไทย และภาคธนาคารกำลังทำงานร่วมภาครัฐ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อช่วยการปรับโครงสร้างธุรกิจ
เป้าหมายสำคัญคือ เร่งทำให้ธุรกิจที่เป็น “K-Shape ขาล่าง” กลับมาเป็นขาบนให้ได้ หรืออย่างน้อยต้องประคองให้มีเสถียรภาพนานพอที่จะปรับตัว การช่วยเหลือต้อง “ให้ยาตรงจุด” ตามอาการแต่ละกลุ่มธุรกิจ
- “ขัตติยา” เตือน รง. ปิดมากกว่าเปิด-ธุรกิจเปราะบาง
นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK กล่าวก่อนหน้านี้ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยปัจจุบันน่าห่วงหลายมิติ หนึ่งในนั้นคือ การเปิด และปิดโรงงานอุตสาหกรรมในไทย ซึ่งสะท้อนความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยได้บางส่วน
จากสถิติในอดีตไทยมักมีจำนวนโรงงานเปิดใหม่สูงกว่าโรงงานที่ปิดตัวลงชัดเจน แต่ปัจจุบันตัวเลขเริ่มขยับเข้ามาใกล้เคียงกันมากขึ้น และเมื่อมองเป็นรายไตรมาสกลับเห็นแนวโน้มปิดโรงงานที่เริ่มมากกว่าการเปิดใหม่
ดังนั้น โจทย์ภาคธุรกิจระยะข้างหน้าไม่ได้มีเพียงประคองธุรกิจให้รอด แต่เป็นการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรวดเร็ว สิ่งที่น่ากังวล จึงไม่ได้อยู่เพียงสถานการณ์เศรษฐกิจที่โตช้าหรือแรงกดดันด้านต้นทุน
แต่คือ การที่ธุรกิจไม่สามารถปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลง เพราะหากยังดำเนินธุรกิจด้วยรูปแบบเดิม หรือ “ยังใช้ท่าเดิม” ความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจะเพิ่มขึ้น
- รง.ปิดแซงเปิดครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส
ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC กล่าวว่า การเปิด และปิดโรงงานในไทยเริ่มส่งสัญญาณน่ากังวล ทั้งจำนวนโรงงานเปิดใหม่ลดลง และจำนวนโรงงานปิดที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบปีก่อน
- ไตรมาส 1 ปี 2569 มีโรงงานเปิดใหม่เพียง 148 แห่ง ลดลงถึง 61.6% เทียบกับปีก่อน ขณะที่มีโรงงานปิด 163 แห่ง เพิ่มขึ้น 16.4% ส่งผลให้จำนวนโรงงานปิดมากกว่าเปิดครั้งแรกรอบ 10 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2566
เมื่อพิจารณารายอุตสาหกรรม พบว่าโรงงานในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์พลาสติก อาหาร โลหะ เครื่องจักรกล ผลิตภัณฑ์จากพืช ผลิตภัณฑ์ยาง และผลิตภัณฑ์จากไม้ ปิดกิจการเพิ่มขึ้นจากปีก่อน โดยเฉพาะโรงงานขนาดเล็กที่จ้างงานไม่เกิน 50 คน
สะท้อนขีดความสามารถแข่งขันที่ลดลงของผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมดั้งเดิม โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดเล็กที่เผชิญทั้งความต้องการสินค้าที่ลดลง และการแข่งขันจากสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ
ขณะที่ โรงงานขนาดกลาง และขนาดใหญ่ยังขยายลงทุนมากในไตรมาส 1 ปี 2569 เมื่อเทียบปีก่อน สะท้อนภาพเศรษฐกิจแบบ K-Shape ชัดเจนขึ้น ขณะที่ธุรกิจขนาดเล็ก และอุตสาหกรรมดั้งเดิมบางส่วนเผชิญแรงกดดันความสามารถแข่งขันมากขึ้น
ข้อมูลด้านสินเชื่อยิ่งสะท้อนความแตกต่างดังกล่าวไตรมาส 1 ปี 2569 สินเชื่อ SME หดตัว 4.0% เทียบปีก่อน หดตัวติดต่อกัน 15 ไตรมาส ขณะที่สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ขยายตัว 2.7%
ด้านคุณภาพสินเชื่อ NPL ของ SME อยู่ที่ 9.16% เทียบกับเพียง 1.34% ในธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่สินเชื่อ Stage 2 ของ SME อยู่ที่ 15.78% เมื่อรวมสินเชื่อ Stage 2 และ Stage 3 แล้ว มีสัดส่วนเกือบ 1 ใน 4 ของสินเชื่อ SME ทั้งหมด และยังไม่รวมสินเชื่อที่ได้รับการปรับโครงสร้างหนี้ไปก่อนหน้า
ทั้งนี้ ความสามารถทำกำไร ธุรกิจ MSME มี Net profit margin เพียง 0.9% ปี 2568 ลดลงจาก 1.2% ในปี 2567 ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่มี Net profit margin เพิ่มขึ้นเป็น 5.3% จาก 5.0%
- บริษัทผีดิบ Zombie firms ยังสูง
อีกข้อมูลที่สะท้อนความอ่อนแอของ SME คือ สัดส่วนบริษัทผีดิบ หรือ Zombie firms ซึ่งแม้ลดลงจากจุดสูงสุด 7.3% ปี 2564 มาอยู่ที่ 5.6% ในปี 2568 แต่ยังสูงกว่าระดับก่อนโควิด และยังกระจุกในกลุ่ม SME มีสัดส่วน 5.8% เทียบกับ 3.2% ในธุรกิจขนาดใหญ่ หรือเกือบ 2 เท่า
SCB EIC มองว่า ปัญหา SME ไม่ได้เกิดจากการเข้าถึงสินเชื่อเพียงด้านเดียว แต่เชื่อมโยงความสามารถแข่งขัน รายได้ และความสามารถทำกำไรที่อ่อนแอลง หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ความต่างระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่กับ SME มีแนวโน้มกว้างขึ้น และอาจทำให้การเติบโตแบบ K-Shape ของเศรษฐกิจไทยชัดเจนขึ้นอีก
ดังนั้น การช่วยเหลือ SME ควรแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างแบ่งแนวทางตามศักยภาพธุรกิจ ตั้งแต่ดัน SME ที่มีศักยภาพเข้าสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง การ Transform ธุรกิจที่ยังอยู่รอดได้แต่มีต้นทุนสูง การ Consolidate เพื่อสร้าง Economies of Scale ไปจนถึงการ Exit สำหรับธุรกิจที่ขาดศักยภาพหรืออยู่ใน Sunset Sector
- SMEถูกบีบจากทุนใหญ่-แรงงานทักษะต่ำ
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ปัญหาSME ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะยอดสินเชื่อ SME ซึ่งหดตัวต่อเนื่องเกือบ 5 ปี
SME ยังถูกกดดันอย่างหนักจากธุรกิจขนาดใหญ่ และธุรกิจต่างประเทศที่นำสินค้าเข้ามาแข่งขัน ขณะที่ผู้ประกอบการ SME จำนวนมากปรับตัวเข้ากับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่และเทคโนโลยีได้ยาก
อีกปัญหาคือ ทักษะแรงงาน แรงงานไทยมีทักษะภาษาอังกฤษ และเทคโนโลยีที่ยังไม่สามารถทัดเทียมประเทศคู่แข่งในอาเซียน เช่น เวียดนาม มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ส่งผลต่อความสามารถแข่งขัน และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ
นอกจากนี้ เจ้าของธุรกิจ SME ส่วนใหญ่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย มีความไม่แน่นอนว่าคนรุ่นใหม่จะยอมรับช่วงต่อธุรกิจหรือไม่ หากไม่มีแรงจูงใจเพียงพอในการปรับตัวหรือสานต่อธุรกิจ หากปล่อยให้สถานการณ์ SME แย่ลงต่อเนื่องจะส่งผลให้ยอดขายและกำลังซื้อคนระดับกลาง และระดับล่างอ่อนแอลง และจะย้อนกลับมากระทบการบริโภคภาคเอกชน ทำให้ไม่สามารถเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เต็มที่ในอนาคต
การแก้ปัญหา SME ระยะยาวต้องมองไกลกว่าเรื่องการช่วยเหลือทางการเงิน ต้องยกระดับประสิทธิภาพการผลิต สร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่เข้ามาสานต่อธุรกิจ และอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
- สินเชื่อหด-หนี้สูง เลิกกิจการพุ่ง
ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ปัจจุบันภาพรวมสินเชื่อ SME ช่วง 5 เดือนแรกปีนี้ยังคงหดตัวติดลบที่ 5.1% ติดลบต่อเนื่องยาวนาน 15 ไตรมาส และคาดสิ้นปีนี้สินเชื่อน่าจะยังติดลบที่ 4.5%
ด้านคุณภาพหนี้ พบหนี้เสียเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 9.44% ณ ไตรมาสแรกปีนี้จาก 9.12% เมื่อสิ้นปีที่แล้ว ขณะที่ตัวเลข SM เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 16.15% จาก 15.81% ช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา สะท้อนว่าคุณภาพสินเชื่อ SME แย่ลงเรื่อยๆ
หากดูสถิติจดทะเบียน และเลิกกิจการจากข้อมูลนิติบุคคล SME ช่วง 7 เดือนแรกปีนี้ พบว่า การจัดตั้งใหม่มี 52,264 ราย เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 51,462 ราย ขณะที่การเลิกกิจการมี 9,152 รายเพิ่มสูงขึ้นมา เมื่อเทียบปีที่แล้วที่ 8,083 ราย
จำนวนที่เลิกกิจการกว่า 55% มาจากภาคบริการ รองลงมาคือ ภาคการค้า 3,059 ราย ตามด้วยภาคผลิต และเกษตรกรรม แม้ว่าจำนวนจัดตั้งใหม่ยังมากกว่าเลิกกิจการ แต่ช่องว่างระหว่างตั้งใหม่ และเลิกเริ่มน้อยลงสะท้อนความยากลำบากประคองกิจการในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน
- สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย หนุนวาระแห่งชาติ
ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย สนับสนุนให้ภาครัฐกำหนดให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSME) เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อยกระดับการดูแลผู้ประกอบการรายย่อยทุกมิติ และดันการปฏิรูปเชิงโครงสร้างต่อเนื่อง
โดยเสนอสมุดปกน้ำเงินที่รวมข้อเสนอผู้ประกอบการทั่วประเทศ 5 วาระเร่งด่วน ได้แก่
1.เปิดตลาด สร้างโอกาสการค้า เร่งขยายตลาดทั้งใน และต่างประเทศ เพิ่มโอกาสให้ MSME เข้าถึงจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และสร้างระบบที่ช่วยให้ผู้ประกอบการรายเล็กแข่งได้มากขึ้น
2.ปลดล็อกการเข้าถึงแหล่งทุน พัฒนากลไกสินเชื่อ และเครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสม ลดข้อจำกัดหลักประกัน และเงื่อนไขกู้เงิน เพิ่มโอกาสการลงทุน ขยายธุรกิจ
3.เร่งใช้ AI และนวัตกรรมเพิ่มขีดแข่งขัน ดันการประยุกต์ใช้ AI ดิจิทัล และนวัตกรรมเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และยกระดับความสามารถแข่งขันผู้ประกอบการ
4.ปฏิรูปกฎหมาย และกติกาธุรกิจ ปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ และขั้นตอนราชการให้โปร่งใส ลดภาระการดำเนินธุรกิจ สร้างสนามแข่งขันที่เป็นธรรมสำหรับผู้ประกอบการทุกขนาด
5.เตรียมพร้อมสู่เศรษฐกิจอนาคต สนับสนุนการปรับตัวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อสร้างการเติบโตยั่งยืนระยะยาว
ดร.ณพพงศ์ กล่าวว่า ผู้ประกอบการรายเล็กต้องการระบบเศรษฐกิจที่เปิดโอกาสให้เข้าถึงตลาด แหล่งทุน เทคโนโลยี และแข่งขันภายใต้กติกาที่เป็นธรรม
“MSME ไม่ใช่เพียงธุรกิจส่วนใหญ่แต่เป็นฐานสำคัญการจ้างงาน การสร้างรายได้ และการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ทุกชุมชน หากรัฐบาลผลักดัน MSME Plus เป็นวาระแห่งชาติ จะช่วยผู้ประกอบการรายเล็กอยู่รอด เติบโต และแข่งขันได้ในเศรษฐกิจยุคใหม่ พร้อมยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้เป็นเครื่องยนต์สำคัญของประเทศ”
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์



