เลื่อน “ไทยเที่ยวไทยพลัส” หวังช่วยรองรับท่องเที่ยวช่วงโลว์ซีซันปีหน้า รับกระทบจำกัด “บล.ทิสโก้” ชี้หนุนรายได้และจำนวนนักท่องเที่ยวสม่ำเสมอ-ช่วยลดผันผวนตามฤดูกาล “บล.พาย” มองย้ายไปช่วงมี.ค.-เม.ย. ช่วยกระตุ้นการเดินทางหลังปีใหม่ได้ดีกว่า “บล.เอเซีย พลัส” คาดเก็บงบไว้ใช้โลว์ซีซันจะช่วยหนุนโรงแรมที่มีฐานในไทยฟื้นตัวของ “รายได้-กำไร” จากฐานต่ำได้
KEY POINTS
- นักวิเคราะห์มองการเลื่อนโครงการ “ไทยเที่ยวไทย” ไปเป็น เม.ย. 70 ส่งผลกระทบต่อกลุ่มท่องเที่ยวจำกัดในระดับ Neutral ถึงค่อนข้างดี เนื่องจากช่วงปลายปีเป็น High Season ที่มีความต้องการท่องเที่ยวสูงอยู่แล้ว
- การย้ายโครงการไปใช้ในช่วง Low Season จะช่วยให้รายได้และจำนวนนักท่องเที่ยวมีความสม่ำเสมอมากขึ้น และช่วยลดความผันผวนตามฤดูกาล
- บล.พาย ชี้ว่าการย้ายไปช่วง มี.ค.-เม.ย. จะช่วยกระตุ้นการเดินทางและใช้จ่ายหลังเทศกาลปีใหม่ได้ดีกว่า และเพื่อไม่ให้มาตรการซ้อนทับกับโครงการอื่น
- บล.เอเซีย พลัส คาดว่าการเก็บงบไว้ใช้ช่วงโลว์ซีซัน จะช่วยหนุนให้โรงแรมที่มีฐานธุรกิจในไทยสามารถฟื้นตัวของ “รายได้-กำไร” จากฐานที่ต่ำได้อย่างเด่นชัด
การท่องเที่ยวไทยยังเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ โดยในช่วงปลายปีเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว ขณะที่ภาครัฐเตรียมปรับช่วงเวลาของมาตรการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” จากเดิมที่วางไว้ในช่วงปลายปี 2569 ไปเป็นประมาณเดือนเม.ย. 2570 เพื่อให้สอดคล้องกับจังหวะการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายในแต่ละช่วงของปี ด้านนักวิเคราะห์ประเมินผลต่อกลุ่มท่องเที่ยวในทิศทางใกล้เคียงกัน โดยมองว่าการเลื่อนมาตรการไม่ได้กระทบผลประกอบการ ขณะที่ช่วงปลายปียังมีปัจจัยหนุนจากการเข้าสู่ High Season ก่อนที่มาตรการจะเข้ามาช่วยกระตุ้นในช่วง Low Season ปีหน้า
นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า การที่รัฐบาลเลื่อนโครงการ “ไทยเที่ยวไทย” จากเดิมที่จะดำเนินการในเดือนตุลาคม 2569 ไปเป็นเม.ย. 2570 มองจะส่งผลกระทบต่อรายได้ของกลุ่มท่องเที่ยวไม่มากนัก โดยประเมินผลกระทบในระดับ Neutral ถึงค่อนข้างดี เนื่องจากการเลื่อนโครงการไปใช้ในปีหน้าจะช่วยรองรับการท่องเที่ยวในช่วง Low Season ทำให้รายได้และจำนวนนักท่องเที่ยวมีความสม่ำเสมอมากขึ้น และช่วยลดความผันผวนตามฤดูกาล
สำหรับแนวโน้มการลงทุนในช่วงที่เหลือของปี ยังคงมุมมอง Positive ต่อกลุ่มท่องเที่ยว โดยช่วงปลายปีจะมีอีเวนต์และกิจกรรมต่างๆ ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ตามธรรมชาติอยู่แล้ว ดังนั้น การเลื่อนโครงการของรัฐบาลออกไปจึงเปรียบเสมือนการ “เก็บกระสุน” ไว้ใช้สนับสนุนและกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงเวลาที่มีความจำเป็นมากกว่า โดยเฉพาะช่วง Low Season ในปีหน้า
ด้านหุ้นเด่นได้แก่ ในกลุ่มโรงแรม ยังเลือก ERW เป็นหนึ่งในหุ้น Top Pick หลักของกลุ่ม ขณะที่ SHR และ S เป็นอีกหนึ่ง Top Pick ที่น่าสนใจ มีลักษณะเป็นหุ้น Turnaround ขณะที่ราคาหุ้นปัจจุบันอยู่ในระดับที่ถูก และมี Valuation ต่ำกว่า ERW ส่วน CENTEL เป็นอีกหนึ่งหุ้นในกลุ่มโรงแรมที่ติดตาม
นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บล.พาย เปิดเผยว่า รัฐบาลได้ต่ออายุมาตรการ “ไทยช่วยไทย” ถึงเดือนพ.ย. จึงเลื่อน “ไทยเที่ยวไทย” เพื่อไม่ให้มาตรการซ้อนทับกัน ขณะที่ไตรมาส 4 เป็น High Season ที่มีความต้องการท่องเที่ยวอยู่แล้ว การย้ายโครงการไปเดือนมีนาคม-เมษายน ซึ่งเป็นช่วงโลว์ซีซัน จึงช่วยกระตุ้นการเดินทาง และใช้จ่ายหลังเทศกาลปีใหม่ได้มากกว่าโดยมองผลกระทบต่อผลประกอบการกลุ่มท่องเที่ยวเป็น Neutral เนื่องจากการมีหรือไม่มีมาตรการในไตรมาส 3-4 ไม่ได้สร้างความแตกต่าง
ขณะที่ ปัจจัยที่เข้ามาช่วยหนุนกลุ่มท่องเที่ยวในระยะถัดไปคือ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง ซึ่งช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนของธุรกิจโรงแรมและท่องเที่ยว หลังจากก่อนหน้านี้ต้องเผชิญกับต้นทุนพลังงานในระดับสูง หากราคาน้ำมันปรับตัวลงต่อเนื่อง ยังมีโอกาสทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินลดลงตาม ซึ่งจะช่วยกระตุ้นทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เดินทางเข้าประเทศไทย รวมถึงการเดินทางท่องเที่ยวของคนในประเทศ ส่งผลดีต่อรายได้และผลประกอบการของกลุ่มท่องเที่ยว
ด้านกลยุทธ์ลงทุนยังมีมุมมองที่ดีต่อหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว โดยมองเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากปัจจัยฤดูกาล หรือ Seasonal Trend แต่แนะนำให้เลือกหุ้นที่ราคาปรับตัวขึ้นมาน้อยกว่าหุ้นอื่นในกลุ่ม หรือหุ้นที่มีลักษณะ Laggard เพื่อเปิดโอกาสรับการฟื้นตัวราคาหุ้น
สำหรับ หุ้นเด่นแนะนำ MINT เนื่องจากราคาหุ้นยังปรับตัวขึ้นมาไม่มาก ขณะที่แนวโน้มผลประกอบการและกำไรยังเติบโตได้ดีในระดับมากกว่า 10% เมื่อเทียบกับหุ้นอื่นในกลุ่ม เช่น CENTEL และ AWC ที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างมากแล้ว ทำให้ MINT ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการเติบโตของกำไรและโอกาสในการฟื้นตัวของราคาหุ้น
นายภาสกร หวังวิวัฒน์เจริญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า การเลื่อนโครงการเป็นการจัดสรรงบประมาณให้เหมาะกับช่วงเวลา เพราะช่วงไฮซีซันมีความต้องการท่องเที่ยวอยู่แล้ว จึงเก็บงบไว้กระตุ้นช่วงโลว์ซีซันเพื่อเพิ่มประสิทธิผลทางเศรษฐกิจ โดยโรงแรมที่มีฐานธุรกิจในไทย เช่น ERW และ CENTEL จะได้ประโยชน์ เนื่องจากไตรมาส 2-3 เป็นช่วงฐานกำไรต่ำ ทำให้มาตรการกระตุ้นช่วยหนุนรายได้และกำไรเด่นชัดกว่าการใช้ในช่วงไฮซีซัน
ขณะที่ แนวโน้มการท่องเที่ยวในช่วงที่เหลือของปี โดยเฉพาะไตรมาส 4 จะเริ่มเข้าสู่ช่วงไฮซีซันเต็มตัว โดยเดือนต.ค. มีปัจจัยหนุนจากนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางในช่วงวันหยุดยาว Golden Week ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. และคาบเกี่ยวกับเทศกาลไหว้พระจันทร์ โดยหากมีการลาหยุดเพิ่มเติมอาจทำให้เกิดช่วงวันหยุดยาวได้ถึง 13 วัน
นอกจากนี้ ยังมีการจัดประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF-World Bank Annual Meetings ระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค. ซึ่งจะช่วยเพิ่มความต้องการเข้าพักในกลุ่มโรงแรม ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป จะเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการ โดยมีแรงหนุนสำคัญจากนักท่องเที่ยวยุโรปที่เริ่มเดินทางเข้าประเทศไทยเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ภาพรวมการท่องเที่ยวในช่วงปลายปีมีปัจจัยสนับสนุนต่อเนื่อง
ด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำเน้นสะสมหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวที่มีโครงสร้างรายได้จากประเทศไทยเป็นหลัก โดยหุ้นเด่น ได้แก่ CENTEL, AOT และ ERW ซึ่งคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและการเข้าสู่ช่วงไฮซีซันในช่วงปลายปี





