เปิดเส้นทาง “หนี้เสีย” สู่ “คดีความ” พบลูกหนี้ 1.1 ล้านคน 1.85 ล้านบัญชี มูลหนี้ 5.8 แสนล้านบาท อยู่ระหว่างกระบวนการทางกฎหมาย สะท้อนวิกฤติหนี้ครัวเรือนที่ไม่ได้จบเพียงการเป็น NPL แต่กำลังยกระดับสู่ขั้นตอนฟ้องร้องและบังคับคดี ขณะที่กลุ่มหนี้ไม่เกินแสนบาท พบ 4.1 แสนคนกว่า 5 แสนบัญชี เข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายแล้ว
ภายใต้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังเป็นหนึ่งใน “แรงกดดันสำคัญ” ต่อ “เศรษฐกิจไทย” และจากฐานข้อมูล “เครดิตบูโร” ยังสะท้อนภาพความเปราะบางของลูกหนี้ในระบบการเงินไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มที่มีหนี้เสีย หรือ NPLs ซึ่งไม่ได้มีเพียงตัวเลข “ยอดหนี้” เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงจำนวนประชาชน และจำนวนบัญชีสินเชื่อที่กำลังเผชิญปัญหาทางการเงิน
“สุรพล โอภาสเสถียร” ผู้ช่วยผู้บริหาร บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หรือ เครดิตบูโร ให้ข้อมูลเกี่ยวลูกหนี้ที่ปรากฏในฐานข้อมูลสถิติเครดิตบูโร เป็นข้อมูลล่าสุด ณ เดือนพ.ค.2569 ช่วยให้เห็นภาพลูกหนี้แต่ละกลุ่มได้ชัดเจนมากขึ้น
โดยพบว่า กลุ่มแรก คือ คนที่มีหนี้เสียรวมกันทุกบัญชี ตั้งแต่ 100,000 บาทลงมา มีจำนวน 3.1 ล้านคน รวม 4.3 ล้านบัญชี คิดเป็นยอดหนี้รวม 105,000 ล้านบาท หรือมียอดหนี้เสียคงค้างของกลุ่มนี้อยู่ที่ 1.05 แสนล้านบาท
กลุ่มที่สอง เป็นภาพรวมของ คนที่มีหนี้เสียทั้งหมดในระบบหนี้ครัวเรือน เฉพาะส่วนที่อยู่ในฐานข้อมูลเครดิตบูโร โดยไม่รวมหนี้ที่เครดิตบูโรไม่ได้เก็บข้อมูล เช่น หนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ หนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. รวมถึงหนี้ค้างชำระค่าโทรศัพท์และค่าอินเทอร์เน็ต กลุ่มนี้มีถึง 5.1 ล้านคน รวม 9.5 ล้านบัญชี คิดเป็นยอดหนี้สูงถึง 1.3 ล้านล้านบาท
- จาก “หนี้เสีย” สู่ “คดีความ”
นอกจากจำนวนคนและจำนวนบัญชีที่เป็นหนี้เสียแล้ว อีกข้อมูลสำคัญจากฐานข้อมูลเครดิตบูโร ที่พบว่า ไม่เพียงเฉพาะการค้างชำระหนี้จนลามไปสู่การเป็น “หนี้เสีย” แต่ยังมีอีกกลุ่มที่ก้าวข้ามคำนี้ไปแล้วไปสู่จุดที่ “อันตรายกว่า” นั่นคือการกำลังเข้าสู่ “กระบวนการทางกฎหมาย”
เพราะทางกฎหมาย เมื่อบัญชีสินเชื่อใดก็ตาม หากเจ้าหนี้ยื่นฟ้องเพื่อเรียกให้ชำระหนี้ และศาลมีคำสั่งรับฟ้องแล้ว จากนั้นดำเนินการต่อสู้คดีจนมีคำพิพากษา และเข้าสู่ขั้นตอนการบังคับคดี บัญชีสินเชื่อเหล่านั้นจะมีรหัสสถานะ หรือ Account Status กำกับไว้ในบัญชีภายใต้ รหัส Code 30
สุรพล กล่าวต่อว่า กระบวนการดังกล่าวเป็นเส้นทางที่เริ่มต้นจากการเป็นหนี้เสีย ก่อนพัฒนาไปสู่กระบวนการทางกฎหมาย และเมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้วจึงเข้าสู่ขั้นตอนการบังคับคดี ซึ่งกระบวนการอาจมีระยะเวลานานถึง 10 ปี
ข้อมูล ณ สิ้นเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา พบว่า กลุ่มคนที่มีหนี้รวมกัน 100,000 บาทลงมา มีลูกหนี้จำนวน 410,000 คน มีบัญชีสินเชื่อมากกว่า 500,000 บัญชี และมียอดหนี้รวมประมาณ 21,000 ล้านบาท หรือ 2.1 หมื่นล้านบาท ที่อยู่ระหว่างกระบวนการทางกฎหมายจนกว่าจะบังคับคดีเสร็จสิ้น
ตัวเลขนี้ถือว่าไม่ใช่จำนวนเล็กน้อย เพราะหากเทียบกันในเชิงสัดส่วนกลุ่มนี้จะอยู่ที่ประมาณ 13% ของจำนวนคนที่มีหนี้เสียไม่เกิน 100,000 บาท
กล่าวอีกนัยหนึ่ง จากลูกหนี้หนี้เสียไม่เกินแสนบาททุกๆ 100 คน มีประมาณ 13 คนที่อยู่ในกลุ่มที่บัญชีสินเชื่อเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายตามข้อมูลที่มีรหัสสถานะดังกล่าว
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนประเด็นที่ต้องจับตา เพราะแม้ยอดหนี้ต่อรายจะไม่สูงมาก แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายแล้ว ปัญหาจะไม่ได้จบเพียงแค่การค้างชำระหรือการถูกจัดชั้นเป็น NPLs อีกต่อไป แต่กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ขั้นตอนที่มีผลทางกฎหมายอย่างเข้มข้นต่อเนื่องหลังจากนี้
สำหรับลูกหนี้ การเข้าสู่กระบวนการดังกล่าว หมายถึงการต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของชีวิตทางการเงินในระยะยาว ขณะที่เจ้าหนี้ต้องใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อเรียกร้องสิทธิในการชำระหนี้
“การเป็นลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดีไม่ใช่เรื่องสนุก เพราะเกี่ยวข้องทั้งกับ “กำลังใจ กำลังกาย” และชีวิตของคนที่กำลังเผชิญกับปัญหา”
- 1.85 ล้านบัญชีกำลังเข้าสู่กระบวนการกฎหมาย
ไม่เพียงเท่านั้น หากดูในภาพใหญ่ของลูกหนี้ที่เข้าสู่ขั้นตอนทางกฎหมาย จะพบว่า ตัวเลขมีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันมีลูกหนี้จำนวน 1.1 ล้านคน มีบัญชีสินเชื่อประมาณ 1.85 ล้านบัญชี มียอดหนี้รวมประมาณ 580,000 ล้านบาท หรือ 5.8 แสนล้านบาท ที่อยู่ในสถานะดังกล่าว
ลูกหนี้กลุ่มนี้ไม่ได้เพิ่งเข้าสู่ปัญหา แต่เป็นกลุ่มที่ “ผ่านการเป็นหนี้เสีย หรือ NPLs มาก่อน” ก่อนที่สถานการณ์จะพัฒนามาถึงขั้นตอนการขึ้นโรงขึ้นศาล และเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย
เหล่านี้จึงเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อน “ความเสี่ยงปลายทาง” ของปัญหาหนี้ครัวเรือน จากจุดเริ่มต้นที่ลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามเงื่อนไข สถานะบัญชีเปลี่ยนเป็นหนี้เสีย จากนั้นหากไม่สามารถแก้ปัญหาได้ กระบวนการอาจพัฒนาไปสู่การฟ้องร้อง และเมื่อมีคำพิพากษาแล้วจึงเข้าสู่ขั้นตอนการบังคับคดี
เส้นทางดังกล่าวจึงไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่เป็นกระบวนการต่อเนื่อง ที่สะท้อนว่าปัญหาหนี้ของลูกหนี้กลุ่มหนึ่งได้ยกระดับจากปัญหาทางการเงินไปสู่ปัญหาทางกฎหมายแล้ว และเมื่อมาจนมาถึงจุดที่ “ขึ้นโรงขึ้นศาล” และจากนี้ชีวิตของพวกเขาจึงขึ้นอยู่กับคำพิพากษาไปอีกยาวนาน
“นักบิด” กับต้นทุนของการไม่ชำระหนี้
ช่วงที่ปัญหาหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงมากขึ้นคือ “นักบิด” ที่เลือกไม่ชำระหนี้ แม้จะมีความสามารถหรือมีเจตนาที่จะไม่ชำระ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะการเบี้ยวหนี้เป็นเรื่องที่ไม่มีต้นทุน ในระบบการเงิน เงินที่นำมาปล่อยสินเชื่อมีที่มาจากเงินฝากของผู้ฝากเงินที่สุจริต
หากลูกหนี้ตั้งใจไม่ชำระหนี้ ความเสียหายจึงไม่ได้เกิดขึ้นกับเจ้าหนี้เพียงฝ่ายเดียว แต่เชื่อมโยงไปยังความเชื่อมั่นและกลไกของระบบการเงินด้วย
“ฝากถึงท่านที่คิดจะเป็น ‘นักบิด’ จะเบี้ยวหนี้ คิดให้มากคิดก่อนลงมือทำ เวลามีคดีความมันกระทบคนรอบตัวเราไปหมด”
สุดท้ายแล้วมองว่า เพราะเมื่อบัญชีเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้องและบังคับคดีแล้ว ทางเลือกการจัดการหนี้ย่อมมีข้อจำกัดมากขึ้น ขณะที่ ผลกระทบต่อชีวิตลูกหนี้และครอบครัวอาจยืดเยื้อออกไปอีกหลายปี
ในมุมลูกหนี้ที่มีปัญหาจริง การ “เงียบ” หรือปล่อยให้หนี้เดินต่อไปโดยไม่ติดต่อเจ้าหนี้ จึงอาจไม่ใช่ทางออก ดังนั้นหากมีปัญหา ลูกหนี้ควรพูดคุยกับเจ้าหนี้ หาคนกลางเข้ามาช่วย หรือหากเกี่ยวข้องกับสถาบันการเงินก็สามารถติดต่อผู้กำกับดูแลผ่านช่องทาง 1213 เพื่อขอคำแนะนำและหาทางออก
หลักคิดสำคัญ คือ หากยังมีช่องทางเจรจา การปรับโครงสร้างหนี้ หรือการหาทางออกร่วมกัน ก็ควรดำเนินการก่อนปัญหาจะพัฒนาไปสู่ขั้นตอนทางกฎหมาย
เหล่านี้คือภาพของปัญหาหนี้ที่ไม่ได้วัดกันเพียง “กี่บาท” แต่ต้องมองไปถึงว่า มีกี่คนที่กำลังแบกภาระ กี่บัญชีที่กำลังมีปัญหา และมีกี่ครอบครัวที่กำลังเผชิญผลกระทบจากหนี้ที่เดินทางมาถึงขั้นตอนทางกฎหมายแล้ว
เพราะเมื่อหนี้กลายเป็นคดีความ ต้นทุนที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้หยุดอยู่ที่ตัวเงิน แต่รวมถึงเวลา กำลังใจ กำลังกาย ความสัมพันธ์ในครอบครัว และคุณภาพชีวิตของคนที่อยู่ในกระบวนการทั้งหมดด้วยที่อาจพังไปด้วย



