กระแสดราม่าสินเชื่อดิจิทัล “กู้ง่าย-เบี้ยวหนี้” จากธนาคารไร้สาขา ลามเป็นโจทย์ใหญ่ระบบการเงินไทย “วิทัย” เตือนหนี้หลักพันอาจพาหลุดวงจรการเงินยาว “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” กางสถิติชี้กลุ่มรายได้ต่ำ 3 หมื่นบาท เริ่มค้างชำระหนี้พุ่ง จับตา “คลิกซ์” ยกการ์ดดึงข้อมูลเครดิตบูโรสแกนความเสี่ยง
การเปิดให้บริการสินเชื่อผ่าน “ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา” กำลังเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนของ “ระบบการเงินไทย” เพราะนอกจากจะนำ “เทคโนโลยี” เข้ามาเพิ่มความสะดวกในการให้บริการแล้ว ยังถูกคาดหวังว่าจะช่วย “เปิดประตูให้ประชาชน” ที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบสามารถเข้าถึง “แหล่งเงินทุน” ได้มากขึ้น
คำถามนี้กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงในโลกโซเชียลมีเดีย หลังมีผู้ใช้งานบางส่วนเผยแพร่ภาพหน้าจอการสมัครสินเชื่อดิจิทัลที่ได้รับอนุมัติจาก “ธนาคารคลิกซ์” (CLICX) ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) พร้อมแสดงความดีใจที่เข้าถึงเงินกู้ได้ ขณะที่บางความคิดเห็นกลับพูดถึงการ “บิดหนี้” หรือไม่ชำระคืน ที่ทำให้เกิดกระแสความกังวลทั้งโซเชียล
อีกด้านหนึ่ง มี “ผู้กู้” บางกลุ่มสะท้อนสินเชื่อดิจิทัลเป็นช่องทางที่ช่วยต่อลมหายใจในวันที่ไม่มีเงิน ไม่มีสภาพคล่อง หรือไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อจากธนาคารแบบเดิมได้
หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของ Virtual Bank คือ การขยายการเข้าถึงบริการทางการเงิน โดยเฉพาะกลุ่มที่ธนาคารแบบดั้งเดิมอาจประเมินความเสี่ยงได้ยาก เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่มีประวัติทางการเงิน เช่น พ่อค้า แม่ค้าออนไลน์ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ คนทำงานฟรีแลนซ์ ฯลฯ สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น
หากนำเงินกู้ไปใช้ในทางที่เหมาะสม สินเชื่อสามารถเป็นเครื่องมือสร้างโอกาสได้ ตั้งแต่การเป็นทุนหมุนเวียน ซื้อวัตถุดิบ ลงทุนประกอบอาชีพ ขยายกิจการ หรือใช้บริหารสภาพคล่องในช่วงที่รายได้สะดุด แต่ในอีกด้านหนึ่ง การมีสินเชื่อในระบบยังช่วยลดการพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ ซึ่งมีต้นทุนสูง และมีความเสี่ยงมากกว่า
“กู้ได้ง่าย” ไม่เท่ากับ “ไม่ต้องใช้คืน” คือ กระแสดราม่าที่ออกมาเร็วๆ นี้ “กู้แล้วบิด” จึงสะท้อนปัญหาที่ใหญ่กว่าความคิดเห็นในโลกออนไลน์ เพราะอาจสะท้อนช่องว่างด้าน Financial Literacy หรือ ความรู้ทางการเงินของประชาชน ผู้กู้บางรายอาจไม่เข้าใจว่าเงินที่ได้รับจากธนาคารเป็น “สินเชื่อ” ไม่ใช่เงินให้เปล่า
การอนุมัติสินเชื่อหมายถึงธนาคารให้เงินกู้ภายใต้เงื่อนไขที่ผู้กู้ตกลงว่าจะชำระคืนทั้งเงินต้น และดอกเบี้ยตามกำหนด ดังนั้น วันที่เงินถูกโอนเข้าบัญชี ไม่ใช่วันที่ภาระสิ้นสุด แต่เป็นวันที่ความรับผิดชอบของผู้กู้เริ่มต้น
การไม่ชำระหนี้จึงไม่ได้หมายถึงเพียงธนาคารไม่ได้รับเงินคืน
แต่ยังส่งผลต่อประวัติการชำระหนี้ และความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อในอนาคต จาก “บิดหนี้” จึงอาจนำมาสู่ความเสี่ยงกระทบชีวิตการเงิน สำหรับผู้ที่ตั้งใจไม่ชำระหนี้ ผลกระทบไม่ได้จบเพียงการถูกติดตามทวงถาม เมื่อมีการผิดนัดชำระหนี้ ประวัติการชำระเงินย่อมได้รับผลกระทบ
และหากปล่อยให้ค้างชำระต่อเนื่อง ผู้กู้อาจเข้าสู่กระบวนการติดตามหนี้ ไปสู่การฟ้องร้อง และกระบวนการบังคับคดีตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และในกรณีที่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย อาจมีผลต่อทรัพย์สินของลูกหนี้ ผลกระทบจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่หนี้ก้อนนั้น ที่อาจกระทบต่อชีวิตคนกู้ หรือชีวิตของทั้งครอบครัวต้องพังไปด้วยเพราะพฤติกรรม “การเบี้ยวหนี้”ครั้งนี้
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า จากดราม่าที่เกิดขึ้นจากการปล่อยสินเชื่อออนไลน์ในข้ามวัน ที่อาจนำไปสู่พฤติกรรม “เบี้ยวหนี้” ถือเป็นความเสี่ยงอย่างมาก
โดยเฉพาะต่อ “ผู้กู้” เพราะหากมีพฤติกรรมจงใจเบี้ยวหนี้ ไม่ชำระคืน ผู้กู้อาจไม่สามารถเข้าสู่ระบบการเงินได้ หรืออาจต้องใช้ระยะเวลาอีกหลายปีกว่าจะกลับมาขอกู้ผ่านระบบได้อีกครั้ง
- “ผู้กู้อาจไม่สามารถเข้าสู่ระบบการเงินได้อีกหลายปี แม้จำนวนเงินไม่มากไม่กี่พันบาท ถึง 20,000 บาท แต่มุมของความเสียหายที่มีอาจยาวนาน”
จากดราม่าครั้งนี้ พบว่า Clicx มีการปรับโดยการหันไปใช้ข้อมูลเครดิตจากเครดิตบูโรมาพิจารณาร่วมกับข้อมูลอื่นๆ หรือ Alternative data ด้วยเพื่อลดความเสี่ยงจากการปล่อยกู้ในอนาคต
ในมุมของ “กาญจนา โชคไพศาลศิลป์” ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า หากดูพฤติกรรมการผิดนัดชำระหนี้ของคนไทย พบว่าสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท ในสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน (Personal Loan) ซึ่งเป็นกลุ่มที่สะท้อนความเปราะบางทางการเงินของครัวเรือนได้ชัดเจนที่สุด
จากการติดตามพอร์ตสินเชื่อส่วนบุคคล พบว่าตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPLในกลุ่มนี้แม้นิ่ง และทรงตัว ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ต่างๆ ที่ทางการได้ผลักดันให้สถาบันการเงินดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
ไม่เพียงเท่านั้นพบว่าสถาบันการเงินเองได้มีการจัดการหนี้ในเชิงรุก โดยในไตรมาสที่ 1 และไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมามีการตัดขายหนี้เสีย และการตัดหนี้สูญออกไปเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ตัวเลข NPL ในไม่ขยับสูงขึ้นมากนัก
แต่หากดูไส้ในพบว่า ลูกหนี้ที่เริ่มมีปัญหาการชำระหนี้ในกลุ่ม Stage 2 ที่พบสัญญาณที่น่ากังวลขึ้น หากเปรียบเทียบกลุ่ม Stage 2 ของสินเชื่อส่วนบุคคลเป็น “เค้กหนึ่งก้อน” พบว่ากลุ่มมีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทลงไป พบว่ามีสัดส่วนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็น 15% จากสิ้นปีที่อยู่เพียง 14.6% แม้ไม่มาก แต่
เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าสัดส่วนของคนที่มีรายได้ไม่สูงเริ่มเข้ามาอยู่ในกลุ่มที่มีปัญหาการชำระหนี้มากขึ้น เมื่อเทียบกับภาพรวมของลูกหนี้ Stage 2 ทั้งหมดในพอร์ตสินเชื่อส่วนบุคคล
ท้ายที่สุด สินเชื่อมีสองด้านเสมอ หากใช้ถูกทางสินเชื่อคือ “บันได” ที่ช่วยให้คนก้าวไปสู่โอกาสใหม่ แต่หากใช้โดยขาดความรู้ ขาดวินัย หรือไม่มีความสามารถในการชำระคืน สินเชื่อก็อาจกลายเป็น “กับดัก” ที่ฉุดชีวิตทางการเงินให้ถอยหลังได้
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์



