“ทีเอสดี” แจงปมแฮกเกอร์เจาะระบบ TSD Investor Portal ทำข้อมูลรั่วไหล 2 แสนราย จากบัญชีหุ้นทั้งหมดกว่า 5 ล้านราย ลามถึงข้อมูลส่วนบุคคล-บัญชีหุ้น-แบงก์ ยันข้อมูลพอร์ตหุ้น-รหัสผ่าน ไม่ได้รับผลกระทบ เร่งปิดทุกช่องโหว่ ใช้ “เอไอ” ผนึกแบงก์ ยกระดับความปลอดภัยขั้นสูงสุด ด้าน “ตำรวจไซเบอร์” เร่งตรวจสอบเส้นทางไล่ล่าโจรทั้งคนไทยและต่างชาติ พร้อมเตือนนักลงทุนระวังมิจฉาชีพ “หลอกซ้ำซ้อนจากวิกฤติ”
KEY POINTS
- ข้อมูลนักลงทุนประมาณ 200,000 รายรั่วไหลจากช่องโหว่ของระบบ TSD Investor Portal
- ข้อมูลที่หลุดออกไปครอบคลุมทั้งข้อมูลส่วนบุคคล เลขบัตรประชาชน เลขบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ และเลขบัญชีธนาคาร
- ทางการเตือนให้ระวังมิจฉาชีพนำข้อมูลที่รั่วไหลไปใช้สร้างความน่าเชื่อถือเพื่อหลอกลวงซ้ำซ้อน (Spear Phishing)
- TSD ยืนยันว่าข้อมูลพอร์ตการถือครองหลักทรัพย์และระบบการซื้อขายไม่ได้รับผลกระทบ และได้ปิดช่องโหว่พร้อมยกระดับความปลอดภัยแล้ว
จากกรณีการตรวจพบการเข้าถึง “ข้อมูลผู้ถือหุ้น” โดยมิชอบในระบบของ บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TSD) ที่ระบบ TSD Investor Portal ถูกโจมตีทางไซเบอร์ สร้างความกังกลให้กับนักลงทุน หลังข้อมูลของนักลงทุน 200,000 รายรั่วไหล ทั้งข้อมูลส่วนบุคคล เลขบัญชีธนาคาร จากช่องโหว่ในหน้า “User Profile” แม้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จะยืนยันว่าพอร์ตหุ้นและระบบซื้อขายจะไม่ได้รับผลกระทบก็ตาม
ล่าสุด TSD พร้อมด้วยกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ได้ร่วมกันแถลงความคืบหน้าการสอบสวนและมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในตลาดทุนไทย
นางสาวพิชยา ชมชัยยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ TSD ยอมรับการรั่วไหลข้อมูลที่สำคัญมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรก รวมถึงข้อมูลบัญชีธนาคารของผู้ลงทุน แต่ยืนยันว่า ข้อมูลพอร์ตการถือครองหลักทรัพย์และรายการธุรกรรมยังมีความปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจำกัดอยู่ในส่วนของระบบ TSD Investor Portal ซึ่งเป็นบริการผ่านเว็บเบสที่เปิดใช้มานานกว่า 5 ปี โดยจากการตรวจสอบพบว่ามี ข้อมูลรั่วไหลออกไปประมาณ 200,000 ราย จากบัญชีผู้ถือหุ้น ทั้งหมด กว่า 5 ล้านราย TSD ยืนยันว่าข้อมูลสำคัญในการทำธุรกรรมหลักทรัพย์ยังไม่ได้รับผลกระทบ
สำหรับมาตรการเยียวยา TSD ยืนยันว่า หากพบความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงจากเหตุการณ์นี้ ทางบริษัทจะพิจารณาข้อเท็จจริงและดำเนินการดูแลอย่างเหมาะสมต่อไป
ขอบเขตข้อมูลที่ได้รับผลกระทบ
จากการประสานงานเชิงลึกร่วมกับกองบังคับการตรวจสอบและวิเคราะห์อาชญากรรมทางเทคโนโลยี ภายหลังการเข้าแจ้งความเมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2569 พบว่า ข้อมูลที่รั่วไหลมีรายละเอียดมากกว่าที่ประเมินไว้ในเบื้องต้น ข้อมูลที่หลุดออกไปประกอบด้วย
๐ ข้อมูลพื้นฐาน ชื่อ-นามสกุล, วันเดือนปีเกิด, เลขบัตรประชาชน, ที่อยู่, เบอร์โทรศัพท์ และอีเมล์
๐ ข้อมูลการลงทุน ชื่อบริษัทหลักทรัพย์ และเลขที่บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์
๐ ข้อมูลทางการเงิน (ตรวจพบเพิ่มเติม) ชื่อธนาคาร และเลขที่บัญชีธนาคาร
อย่างไรก็ตาม TSD ยืนยันว่า “ไม่พบข้อมูลการถือครองหลักทรัพย์ หรือข้อมูลการทำธุรกรรมรั่วไหลออกไปแต่อย่างใด”
นางสาวพิชยา กล่าวว่า ขณะนี้ TSD ได้ส่งอีเมล์ และ SMS แจ้งเตือนรอบที่สองไปยังผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อแจ้งถึงข้อมูลบัญชีธนาคารที่รั่วไหลเพิ่มเติม พร้อมย้ำเตือนให้ผู้ลงทุนระมัดระวังมิจฉาชีพที่อาจแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ TSD ทั้งนี้ ได้มีการประสานงานกับกลุ่มธนาคารพาณิชย์ (แบงก์) และบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เพื่อร่วมเฝ้าระวังความเสี่ยงแล้ว
อย่างไรก็ตาม หากตรวจสอบพบว่ามีผู้ได้รับผลกระทบและเกิดความเสียหายจริงจากเหตุการณ์นี้ ทาง TSD จะพิจารณาข้อเท็จจริงและดำเนินการดูแลให้อย่างเหมาะสม
“จากข้อมูลล่าสุดในวันนี้ ไม่พบความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการทำธุรกรรมลงทุนหรือความเสียหายในบัญชีใดๆ และยังไม่พบการนำข้อมูลไปใช้ในทางมิชอบ”
เร่งปิดทุกช่องโหว่ผนึกแบงก์ยกระดับป้องกันขั้นสูงสุด
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในฐานะประธานกรรมการ บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TSD) ออกแถลงการณ์สร้างความเชื่อมั่นต่อผู้ถือหุ้นและนักลงทุน หลังเกิดกรณีข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล
โดยระบุชัดเจนว่าข้อมูลที่หลุดออกไป “ยังไม่สามารถนำไปใช้ทำธุรกรรมทางการเงินได้” พร้อมขอความร่วมมือสื่อมวลชนช่วยสื่อสารให้ประชาชนมีสติและอย่าหลงเชื่อกลโกง
ในนามของ TSD ต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้ เรายืนยันว่าเราจะพยายามทำอย่างดีที่สุดในการสื่อสารและประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อระมัดระวังความเสี่ยง
“ผมเข้าใจถึงความตระหนกและกังวลของเจ้าของข้อมูลทุกคนในเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลครั้งนี้ และทราบดีว่า ทุกคนมีคำถามว่าเมื่อได้รับแจ้งแล้วต้องทำอย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่าตระหนก เพราะข้อมูลที่หลุดไปนั้นยังไม่สามารถนำไปใช้ทำธุรกรรมทางการเงินใด ๆ ได้ทันที”
ทั้งนี้ เร่งแก้ปัญหา โดย TSD ได้ดำเนินการปิดช่องทางการเข้าถึงที่ผิดปกติในทุกระบบงานอย่างเบ็ดเสร็จแล้ว พร้อมทั้งส่งรายชื่อผู้ที่ได้รับผลกระทบไปยังบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) และธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง เพื่อให้หน่วยงานเหล่านี้ยกระดับการเฝ้าระวังและปกป้องบัญชีของผู้ที่อยู่ในรายชื่อเป็นกรณีพิเศษ
โดยยืนยันว่าโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของประเทศไทยมีมาตรฐานความปลอดภัยสูงและมีการป้องกันหลายระดับ ทำให้การโจรกรรมเพื่อทำธุรกรรมทางการเงินทำได้ยาก
จากการตรวจสอบล่าสุด ยังไม่พบรายงานความเสียหายทางการเงิน หรือการทำธุรกรรมที่ไม่เหมาะสมซึ่งเกี่ยวเนื่องกับข้อมูลที่รั่วไหลในครั้งนี้
การยกระดับระบบเพื่อป้องกันในอนาคต
นายถิรพันธุ์ สรรพกิจ ในฐานะ IT ที่ดูแลระบบ TSD กล่าวเสริมถึงการยกระดับความปลอดภัยในด้านการแก้ไขปัญหา TSD ได้ดำเนินการแก้ไขโค้ดที่มีปัญหาในทันที และนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการสแกนระบบเพื่อหาความเสี่ยงเพิ่มเติม
“เราได้มีการเอา AI มาสแกนโค้ดทั้งหมดของระบบก่อนที่จะให้ Suggest ในเรื่องของการแก้ไข ซึ่งส่วนนี้ได้ทำแล้ว รวมถึงการปรับปรุงระบบการยืนยันตัวตนให้เข้มข้นขึ้น”
นอกจากนี้ โครงสร้างระบบได้แยกส่วนหน้าบ้าน (Front-end) และหลังบ้าน (Back-end) ไว้อย่างชัดเจน โดยระบบหลังบ้านที่ใช้ในการจับคู่ซื้อขาย (Matching) จะไม่มีการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตสาธารณะ ทำให้มั่นใจได้ว่าความเสียหายจะไม่ลุกลามไปยังพอร์ตการลงทุน
สำหรับ ผู้ลงทุนที่มีข้อสงสัย สามารถติดต่อ SET Contact Center ได้ตลอดช่วงวันหยุด ซึ่งมีการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่รองรับทั้งทางโทรศัพท์และอีเมล์เพื่อตอบข้อสอบถามอย่างเร่งด่วน
นอกจากนี้ ยังมีการยืนยันว่า แอปพลิเคชัน “WiSSET” (วิเศษ) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ เนื่องจากมีการออกแบบระบบแยกออกจากกันอย่างชัดเจน
ตำรวจไซเบอร์เตือนภัย “การหลอกซ้ำซ้อนจากวิกฤต”
พ.ต.ท.พากฤต กฤตยพงษ์ สารวัตรกลุ่มงานรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ กองบังคับการตรวจสอบและวิเคราะห์อาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ตอท.) กล่าวว่า ปัจจุบันอยู่ระหว่างการสืบสวนเชิงลึกร่วมกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เช่น ไทยเซิร์ต (ThaiCERT) เพื่อแกะรอยเส้นทางดิจิทัล พร้อมฝากเตือนนักลงทุนถึงกลโกงที่มิจฉาชีพมักนำข้อมูลที่หลุดไปมาใช้สร้างความน่าเชื่อถือ หรือที่เรียกว่า “Spear Phishing”
“คนร้ายจะนำข้อมูลพวกนี้ไปใช้ประโยชน์ เช่น การส่ง SMS หรืออีเมล์ที่แนบข้อมูลจริงของเหยื่อ เพื่อเขาจะบีบซ้ำด้วยความกลัว ให้เราเร่งกดลิงก์ ซึ่งเราจะเรียกว่า การหลอกซ้ำซ้อนจากวิกฤต”
ทั้งนี้ ขอเน้นย้ำว่าหากนักลงทุนได้รับโทรศัพท์แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่โบรกเกอร์หรือธนาคาร โดยบอกรายละเอียดพอร์ตหุ้นได้ถูกต้อง อย่าเพิ่งปักใจเชื่อ เพราะคนร้ายใช้หลักจิตวิทยา Authority Bias หรือการอ้างอำนาจเพื่อลดความหวาดระแวงของเหยื่อ
มาตรการดูแลผู้ได้รับผลกระทบ TSD ได้ดำเนินการส่งอีเมลและ SMS แจ้งเตือนผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้ง 2 แสนราย โดยตรงแล้ว รวมถึงประสานงานกับโบรกเกอร์ คัสโตเดียน และธนาคารพาณิชย์เพื่อให้เฝ้าระวังธุรกรรมที่ผิดปกติ
ข้อควรปฏิบัติสำหรับนักลงทุน
1.ตรวจสอบแหล่งที่มา SMS หรืออีเมลจาก TSD ของจริงจะ ไม่มีลิงก์ให้กด โดยเด็ดขาด
2.สังเกต URL หากมีลิงก์แนบมา ให้ดูโดเมนเนม หากลงท้ายด้วย .xyz หรือโดเมนฟรีให้สันนิษฐานว่าเป็นของปลอม ของจริงมักเป็น .co.th หรือ .ac.th
3.ตั้งสติ หากพบความผิดปกติในการล็อกอิน หรือสงสัยว่าข้อมูลถูกสวมรอย ให้รีบติดต่อสถาบันการเงินทันที และแจ้งความผ่าน สายด่วนทันที
ส่งทีมปฏิบัติการสืบจากพยานหลักฐานดิจิทัล
ขณะที่ ได้มีการส่งทีมสืบสวนเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงตั้งแต่วันแรกที่ได้รับแจ้งเหตุ โดยมีการทำงานร่วมกับ TSD อย่างใกล้ชิดเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานทางดิจิทัลทันทีซึ่งขณะนี้กระบวนการสืบสวนสอบสวนกำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าผู้ก่อเหตุเป็นคนไทยหรือต่างชาติ เนื่องจากเป็นข้อมูลสำคัญที่อยู่ในขั้นตอนการสืบสวนเชิงลึก
“เราได้ส่งทีมสืบสวนเข้าร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริง และก็ได้รวบรวมพยานหลักฐานทางดิจิทัล ร่วมกับ TSD ทันที ตั้งแต่วันที่เราได้รับแจ้งเหตุ”
ผนึกพันธมิตรแกะรอยเส้นทางข้ามพรมแดน
พ.ต.ท.พากฤต กล่าวว่า เราได้ประสานงานเชิงลึกกับพันธมิตรด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ทั้งในประเทศอย่างไทยเซิร์ต และประสานงานความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อที่เราจะได้แกะรอยเส้นทางการเข้าถึงข้อมูลข้ามพรมแดน
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้ทำการ“เช็กในเรื่องของ IP address”และร่องรอยการเชื่อมต่อต่าง ๆ ในระบบ เพื่อขยายผลการตรวจสอบขอบเขตข้อมูลที่ได้รับผลกระทบเพิ่มเติม
ในส่วนของการดำเนินคดีทางกฎหมาย ยืนยันว่าผู้ที่โจรกรรมข้อมูลในลักษณะนี้มีโทษหนักตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ซึ่งมีหลายมาตราที่เกี่ยวข้อง
“มีโทษทาง พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ และก็มีเป็นหลายมาตรา แต่ขอให้ทางตำรวจได้ทำการสืบสวนก่อน ส่วนเรื่องข้อหาอาจจะมาแถลงเพิ่มเติ่มอีกที”
โดยในปัจจุบันตำรวจไซเบอร์และ TSD ยังคงมีการประสานงานและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างใกล้ชิด เพื่อเร่งหาตัวผู้ทำความผิดมาลงโทษให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมย้ำว่าการสืบสวนที่เข้มข้นจะช่วยสร้างความเชื่อมั่น





