วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

เครดิตบูโรเตือน ‘หนี้ครัวเรือน’ น่าห่วง หนี้เสียพุ่ง 1.33 ล้านล้าน ‘ยอดค้างหนี้’ เพิ่ม ลูกหนี้เริ่ม “เลี้ยงงวด” ไม่ไหว

‘สุรพล‘ เครดิตบูโรเตือน ‘หนี้ครัวเรือน’ น่าห่วง หนี้เสียพุ่ง 1.33 ล้านล้าน ‘ยอดค้างหนี้’ เพิ่ม ลูกหนี้เริ่ม “เลี้ยงงวด” ไม่ไหว

KEY POINTS

อยากให้ดูภาพที่​ 2 ที่มีเส้นกราฟสองเส้นตัดกันคือ เส้นสีแดง, TDR คือ เส้นกราฟแสดงปริมาณ​การแก้หนี้เสียหลังการเป็น​ NPLsแล้วเจ้าหนี้เอามา "ปรับโครงสร้างหนี้ที่มีปัญหา"

ตอนนี้ยอดสะสมคือ​ 1.195 ล้านล้านบาท​ ค่อนข้างคงที่มาตั้งแต่​ไตรมาสแรกปี​ 2567​ ที่ตอนนั้นอยู่ที่​ 1.072 ล้านล้านบาท​ ที่น่าสนใจ และอยากให้ท่านที่สนใจดูคือ​ เส้นสีฟ้าเข้มครับ​ มันคือ เส้นที่แสดงปริมาณ​สะสมของ "การปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกันหรือการทำ​ DR"

ป้องกันอะไร​ ป้องกันการไหลไปเป็นหนี้เสียหรือ​ NPLs ครับ​ เนื่องจากมีกติกาบอกว่า​ ถ้า บช.สินเชื่อใดเริ่มค้างชำระ​ ติดขัด​ ให้เจ้าหนี้ยื่นข้อเสนอให้ลูกหนี้ทำ​ DR.หนึ่งครั้งเป็นอย่างน้อย(mandatory by regulators)​

กราฟเส้นนี้มันพุ่งครับ จากไตรมาสสองปี 2567​ จำนวน​ 2.91แสนล้านบาท พุ่งมาเป็น​ 1.70 ล้านล้านบาทในเดือนห้าปี 2569​ ทั้งๆ ที่มีการทำ​ DR มากมายระดับนี้​ แต่​เส้นกราฟ​ SM.ในภาพแรกก็มีแนวโน้ม​เพิ่มขึ้นดังอธิบายในภาพแรกข้อ​ 3 ข้างต้น

การทำ​ TDR, DR ในทุกกรณี​จะมีการกำหนดให้มีข้อมูล​วันที่ทำการปรับโครงสร้างหนี้​ TDR date, DR date และนับจากวันดังกล่าวไปเป็นระยะเวลา​ 6 เดือน​ 12 เดือน​ 18 เดือน​ ลูกหนี้ต้องแสดงความสามารถในการชำระหนี้ตามสัญญาของ​ TDR, DR​ ให้ได้ทุกประการ​ จึงจะมีคุณสมบัติ​ยื่นขอสินเชื่อได้อีกครั้ง​ ระยะเวลาดังกล่าวนี้เรียกว่า "ระยะดูใจ" จะกี่เดือนเจ้าหนี้แต่ละคนอาจคิดไม่เหมือนกัน​

ท่านผู้อ่านเข้าใจแล้วนะครับ ว่า​ ทำไมการปฏิเสธการให้กู้ถึงมากมายก่ายกองจนบ่นกันขรม​ แต่บางองค์กร​ก็มีความพยายามที่จะฟังเสียงแต่มันไม่ได้ยินอะไรเลยยยย

เราอยู่บนทะเลเดือดเดียวกันแต่เราอยู่เรือคนละลำ​ ท่านอยู่บนเรือบรรทุกเครื่องบินมั้ง

มันมีกติกาหนึ่งที่ถูกยกระดับเงียบๆ ในช่วงปลายปี​ 2566 ก่อนใครบางคนเกษียณ​ กติกานั้นคือ​ SICR, significant in credit risk กติกามันบอกว่า​ บช.สินเชื่อใดก็ตามถ้ามีการค้างชำระต้น, ดอกเบี้ย​ เกิน 30 วันหรือค้างตั้งแต่​ 31 วันขึ้นไปจะต้องถูกจัดชั้นเป็น​ SM, "หนี้ที่กล่าวถึงเป็นพิเศษ" หรือภาษาชาวบ้านคือ "หนี้กำลังจะเสีย" ทันที​ มันก็จะวนลูปหล่ะครับ​ คือ บัญชีนั้นก็ต้องทำ​ DR ตามข้อ 3 ข้างต้น

พอทำ​ DR มันก็ต้องมีระยะดูใจ​ ต้องรอ​จึงจะขอกู้ใหม่ได้ แผลของลูกหนี้ยังสดอยู่​ วนกันไป..

สินเชื่อมันจึงไม่โต พอสินเชื่อไม่โต​แบบจะเจตนาหรือไม่ก็ตาม แต่​ GDP​ มันโต​ 2% มันก็ทำให้​ หนี้ครัวเรือนหารด้วย​ GDP ตัวเลขมันดีขึ้น​ เข้าใกล้เป้าหมาย​ ไม่เกิน​ 80% การตีกลอง​ยกใหญ่ว่าดีขึ้นแย้วๆๆ มันคือ การส่องกระจกหลอกตัวเองทั้งๆ ที่รู้ว่าอะไรคือ ความจริง 

เขียนไว้เป็นหลักฐาน​ เพื่อที่ปีหน้าจะได้กลับมาดูว่า​ "การไม่ลงมือทำอะไรคือ การทำอะไรบางอย่างแล้วนะ และสัญญา​ว่าจะทำอะไรถ้าปัญหาอะไรนั้นมันปริแตกออกมาก่อน" ตามด้วยคำสวยๆ ที่ไม่เคยมีใครรู้เรื่อง​แม้แต่คนพูด ภาษาเทพภาษาพรหมว่า

"เศรษฐกิจ​เรามีการเติบใหญ่​แบบค่อยเป็นค่อยไป​ ไม่เต็มศักยภาพ ​และไม่ทั่วถึง​ ตลอดจนมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องใช้เวลา และบูรณาการทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมแก้ไขให้เกิดผลที่ยั่งยืน..."

สุรพล โอภาสเสถียร ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) โพสต์เฟสบุ๊ก “Surapol Opasatien” ว่า จากข้อมูลสถิติเดือนพฤษภาคม 2569 หรือเดือนที่ 5 ของถังข้อมูลเครดิตบูโรที่ไม่มีตัวตน พบว่า หนี้ครัวเรือนไทย ที่เก็บข้อมูลในเครดิตบูโรมีจำนวน 13.64 ล้านล้านบาท ไม่รวมหนี้ที่สหกรณ์ปล่อยกู้ และหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

โดยมีอัตราการเติบโตเพียง 0.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่จำนวนบัญชีอยู่ที่ 100.28 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้น 9.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

“เติบโตตรง Personal Loan 13.8% ส่วนหนึ่งของสินเชื่อก้อนเล็กๆ ที่เป็นลักษณะซื้อก่อนจ่ายทีหลัง หรือ BNPL (Buy Now, Pay Later) ก็อยู่ในหมวดนี้เช่นกัน"

ก่อนหน้านี้มีผู้ที่อยู่ใน “หอคอยงาช้าง” เคยกล่าวว่าเรื่องดังกล่าวไม่มีปัญหา และกำลังเฝ้าดูอยู่ พร้อมเรียกร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกลับมารับผิดชอบงานในหน้าที่ เนื่องจากวันนี้ครบรอบ 3 ปีของสิ่งที่เคยเขียนไว้ให้พิจารณา

สำหรับหนี้เสีย หรือ NPLs ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2569 นายสุรพล ระบุว่า จากกราฟพบว่าตัวเลขหนี้เสียหักหัวขึ้นจากสิ้นไตรมาสแรก และมาหยุดที่ระดับ 9.75% คิดเป็นมูลค่า 1.33 ล้านล้านบาท พร้อมตั้งคำถามว่า “น้อยลงมั้ย”

ขณะที่หนี้กำลังจะเสีย หรือหนี้ SM กราฟพุ่งขึ้นจากไตรมาส 3 ของปีที่แล้ว ซึ่งอยู่ที่ 3.1% มาอยู่ที่ปัจจุบัน 4.3% โดยสะท้อนว่าการค้างชำระที่ยังไม่เป็นหนี้เสีย หรือที่เรียกว่า “เลี้ยงงวด” เริ่มไม่ไหว และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“มันควรมีอะไรออกมาช่วยกันตรงนี้อีกมั้ยหรือท่านจะเฝ้ามองการฟื้นตัวแบบไม่ทั่วถึงไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พักกินน้ำ รับลมริมเจ้าพระยา หายใจทิ้งไปวันๆ เหนื่อยจัง สตางค์ (เงินเดือน) อยู่ครบ”

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์