วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ธปท.ห่วงคนไทยติด ‘กับดักหนี้’ เตือน ‘ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง’ เสี่ยง

ธปท.ห่วงคนไทยติด ‘กับดักหนี้’ เตือน ‘ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง’ เสี่ยง

นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในเวทีสัมมนาในงาน Money EXPO 2026 ในหัวข้อ Financial Literacy การเงินดี ชีวิตดี ว่า หากกล่าวถึงสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทย ว่า ปัญหาหนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ ที่แบงก์ชาติให้ความสำคัญอย่างมากในปีนี้

และมองว่าปัญหาหนี้ขณะนี้ถือเป็นปัญหาระดับประเทศ เนื่องจากหากประชาชนยังมีภาระหนี้ท่วมตัว ประชาชนจำนวนมากต้องแบกรับภาระหนี้ที่หนักขึ้น

ทั้งนี้ หากเจาะลึกไปดูวิกฤติหนี้ของคนไทย สถานการณ์ที่น่ากังวลหากดูสถิติตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปัจจุบัน พบว่ารายจ่ายโดยเฉลี่ยของคนไทยสูงกว่ารายได้เสมอ ประชากรจำนวนมากที่ต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อมาจุนเจือการใช้ชีวิต ปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่กลุ่มคนทำงาน แต่ยังขยายตัวลึกลงไปในกลุ่มคนอายุน้อย และกลุ่มผู้สูงอายุอย่างมีนัยสำคัญ

1.) หนี้ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ จากข้อมูลพบว่ากว่า 50% ของคนไทยที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี เป็นหนี้เรียบร้อยแล้ว และที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ 1 ใน 5 ของคนกลุ่มนี้ หรือในช่วงอายุประมาณ 29 ปี ได้กลายเป็นลูกหนี้เสีย (NPL) ไปแล้ว ทำให้ความสามารถในการสร้างวินัยทางการเงินเริ่มมีปัญหาตั้งแต่เริ่มต้นชีวิตการทำงาน

2.) วิกฤติแก่ก่อนรวย ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ภาวะ Super Aging Society แต่ประชากรส่วนใหญ่กลับเข้าสู่ช่วงวัยเกษียณพร้อมภาระหนี้ก้อนโต โดยพบว่ากลุ่มอายุ 60-69 ปี มีหนี้เฉลี่ยต่อคนสูงถึง 450,000 บาท และแม้จะก้าวเข้าสู่อายุ 70-79 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่ไม่สามารถทำงานสร้างรายได้ได้แล้ว ก็ยังคงมีหนี้คงเหลือเฉลี่ยเกือบ 300,000 บาทต่อคน

ซึ่งหากเปรียบเทียบกับต่างประเทศ เช่น เกาหลีใต้ ที่มีหนี้ครัวเรือนสูงเช่นกัน แต่แตกต่างกับไทยอย่างมาก หนี้ของต่างประเทศส่วนใหญ่เป็นหนี้บ้านหรือหนี้ที่สร้างสินทรัพย์ แต่ในประเทศไทย หนี้บ้านมีสัดส่วนเพียง 30% กว่าเท่านั้น หนี้ส่วนใหญ่กลับเป็นหนี้อุปโภคบริโภค เช่น บัตรเครดิต หนี้รถยนต์ และสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่ทราบวัตถุประสงค์แน่ชัด

ซึ่งหนี้ประเภทนี้เป็นหนี้ที่แก้ยาก เพราะไม่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน และไม่สร้างรายได้ในอนาคต หากเจ้าหนี้บังคับใช้หนี้จนถึงที่สุด อาจลามไปถึงการยึดสินทรัพย์ที่มีอยู่เดิม ทำให้การส่งต่อความมั่งคั่งสู่ลูกหลานกลายเป็นการส่งต่อภาระหนี้แทน

“ธปท. พบว่ามีคนไทยที่อยู่ในระบบกว่า 21 ล้านคน เป็นหนี้ ในจำนวนนี้กว่า 3 ล้านคน หรือราว 16% กลายเป็นหนี้เสีย ที่ถือเป็นตัวเลขที่น่ากังวลอย่างมาก เพราะหนี้เสียไม่ได้กระทบเพียงแค่การชำระหนี้ในปัจจุบัน แต่ยังส่งผลกระทบต่อความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อในอนาคตด้วย”

แบงก์ชาติห่วง “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง”

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือ พฤติกรรมการใช้เงินของคนไทยในรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะเทรนด์การซื้อสินค้าแบบ “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง” หรือ Buy Now Pay Later (BNPL) ที่กำลังได้รับความนิยมในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างๆ

โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน และคนเริ่มทำงาน ซึ่งอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤติหนี้ครัวเรือนที่ฝังรากลึกในอนาคต

“สิ่งที่เรากังวลคือ ฟีเจอร์เหล่านี้คือ สินเชื่อรูปแบบหนึ่ง ที่ไม่จำเป็นต้องไปขอสินเชื่อจากแบงก์ แต่เป็นลูกหนี้ที่อยู่ในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างๆ จึงสามารถให้สินเชื่อได้ง่ายแต่วงเงินที่ได้แต่ละคนไม่เท่ากัน ซึ่งยิ่งวงเงินยิ่งมากยิ่งน่ากลัว สิ่งที่กังวลคือ ทำให้พฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชน โดยเฉพาะเด็ก ประชาชนคนอายุน้อย ที่เพิ่งเริ่มทำงานเปลี่ยนไปเพราะต้องบริหารจัดการหนี้ ทั้งที่ไม่มีประสบการณ์เพียงพอ”

ดังนั้น สิ่งที่อาจเกิดขึ้น อาจเปลี่ยนจาก จาก Buy Now Pay Later สู่ Buy Now Pain Later ที่กลายมาเป็นภาระที่เจ็บปวดของลูกหนี้แทน จากหนี้ที่สะสมทับถมไปเรื่อยๆ จากหนี้ที่มีอยู่เดิม

ขณะที่ ยังมีหนี้ใหม่ๆ เกิดขึ้นต่อเนื่อง ทั้งจากการผ่อนสินค้าเล็กๆ เช่น มาสคาร่า ส้มตำที่ยังต้องใช้เงินผ่อน จากการซื้อบนแพลตฟอร์มต่อเนื่องจากหลักร้อย อาจสะสมเป็นเกือบหมื่น หรือหลายหมื่นได้ ดังนั้นเหล่านี้คือ การสร้างหนี้ที่ไม่จำเป็น จากการเริ่มผ่อนสิ่งเล็กๆ เท่านั้น

ฉะนั้น การซื้อของต่างๆ อาจต้องมาจากการบริหารจัดการด้วยเงินในกระเป๋าน่าจะเป็นที่สิ่งดีกว่า หรือเน้นผ่อนสินค้าที่จำเป็นเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม มองว่า 4 หลักการในการใช้เงินเพื่อเอาชนะกับดักหนี้ในอนาคตได้ที่ทุกคนควรยึดถือ

1. ใช้ให้ช้าอย่าปล่อยให้อารมณ์นำหน้าเหตุผล ควรใช้เวลาคิดให้รอบคอบก่อนจะกดซื้อสินค้า โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลลดราคาอย่าง 5.5 หรือโปรโมชันต่างๆ

2. ใช้ให้ชนะ ต้องเปรียบเทียบราคา และความคุ้มค่าจากหลายแหล่งเพื่อให้ได้ราคาที่ถูกที่สุดจริงๆ

3. ใช้ให้รู้ทัน อย่าหลงกลโปรโมชันการตลาด เช่น ซื้อ 2 ชิ้นลดเยอะกว่า ทั้งที่ความจริงเราต้องการเพียงชิ้นเดียว เพราะนั่นคือ การสร้างภาระโดยไม่จำเป็น

4. ใช้ให้แคร์อนาคตต้องประเมินความสามารถในการผ่อนชำระตลอดอายุสัญญาหรือไม่ หากรายได้ลดลงในอนาคตจะทำอย่างไร

มองการออมเงินคือ “ทางรอด” 

ทั้งนี้ มองการออมเงินคือ ทางรอด โดยเป้าหมายที่ควรจะเป็นคือ การออมให้ได้ 1 ใน 3 ของรายได้เพื่อสร้าง “เบาะรองรับ” หรือเงินสำรองฉุกเฉินที่ควรมีอย่างน้อย 6 เดือน หากมีวินัยการออมที่แข็งแรงพอ แรงจูงใจในการพึ่งพา BNPL หรือการใช้จ่ายซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยลงได้

นอกจากนี้ มองว่าทางออกในการจัดการปัญหาหนี้นั้น เมื่อมีปัญหาคือ หากไม่ไหวต้องรีบคุยกับเจ้าหนี้ เพราะลูกหนี้จำนวนมากมักหลีกเลี่ยงการติดต่อเจ้าหนี้ เนื่องจากกลัวการทวงหนี้ หรือไม่รู้ว่าจะเจรจาอย่างไร มาสู่การช่วยเหลือจากสถาบันการเงินผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ ทั้งการยืดระยะเวลาผ่อน ลดค่างวด ลดดอกเบี้ย หรือจัดแผนการชำระหนี้แบบขั้นบันไดให้สอดคล้องกับรายได้ที่ลดลงรวมถึงมาตรการต่าง ๆ ที่ ธปท. ออกมาก่อนหน้านี้

ทั้ง “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” สำหรับลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสีย และมีหนี้รวมไม่เกิน 100,000 บาท อีกทั้ง ธปท. ยังมี “คลินิกแก้หนี้” ซึ่งเปิดให้ลูกหนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และสินเชื่อไม่มีหลักประกัน เข้าปรับโครงสร้างหนี้ได้ โดยรองรับวงเงินรวมสูงสุดถึง 2 ล้านบาท

อีกมาตรการคือ “ทางด่วนแก้หนี้” สำหรับกรณีที่ลูกหนี้ติดต่อเจ้าหนี้แล้วแต่ไม่ได้รับการตอบกลับ ธปท. จะเข้าไปช่วยประสานงานให้

นอกจากนี้ ยังมี “หมอหนี้” ซึ่งเป็นที่ปรึกษาทางการเงินจริง ไม่ใช่ AI หรือระบบอัตโนมัติ เพราะแต่ละคนมีปัญหาหนี้ที่แตกต่างกัน หมอหนี้จะช่วยวิเคราะห์ปัญหา วางแผน และแนะนำแนวทางแก้ไขที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลได้ ฯลฯ

 

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์