"Gen Y" กำลังเผชิญภาวะ "แซนด์วิช เจเนอเรชัน" ที่ต้องดูแลทั้งพ่อแม่และลูก ทำให้ศักยภาพในการออมเพื่อวัยเกษียณลดลง
ข้อมูลชี้ชัดวัยทำงานส่วนใหญ่ยังไม่เริ่มวางแผนเกษียณ เผชิญอุปสรรคจากภาวะข้อมูลท่วมท้นและพฤติกรรมที่ให้ความสำคัญกับค่าใช้จ่ายปัจจุบันมากกว่าอนาคต
ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP เปิดเผยว่า การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์กำลังส่งผลกระทบต่อระบบการเงินระดับครัวเรือน โดยผลการศึกษาพบว่า ภาระทางการเงินกำลังขยายตัวจากกลุ่ม Gen X (อายุ 44-59 ปี) ลงมาสู่กลุ่ม Gen Y (อายุ 30-40 ปี) อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ศักยภาพการออมเพื่อสะสมความมั่งคั่งระยะยาวของประชากรกลุ่มหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถือเป็น "วิกฤตเชิงโครงสร้าง" ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ
ปัญหาดังกล่าวสะท้อนชัดถึงภาวะตึงตัวทางการเงินเต็มที่ในการแบกรับภาระทั้งประชากรรุ่นพ่อแม่และรุ่นลูกของคน Gen Y ใน "ครอบครัวแซนด์วิช"
ทั้งนี้ รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 1 ปี 2567 โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ฯ ระบุว่า รายได้เฉลี่ยของครอบครัวกลุ่มนี้อยู่ที่ 39,414 บาท แต่กลับมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 31,452 บาทต่อเดือน คิดเป็นอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ที่ 90% และที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ 41.8% ของครอบครัวแซนด์วิชมีเงินออมเหลือไม่ถึง 20,000 บาท
นอกจากนี้ ประชากรรุ่นใหม่ยังต้องเผชิญกับ "ต้นทุนแฝง" ในอนาคต โดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI คาดการณ์ว่า มูลค่าการใช้จ่ายรวมของผู้สูงอายุในไทยจะเติบโตจาก 2.18 ล้านล้านบาทในปี 2566 สู่ 3.5 ล้านล้านบาทในปี 2576 หรือเพิ่มขึ้น 60% ซึ่งจะกลายเป็น “ต้นทุนคงที่จำนวนมหาศาล” ที่กลุ่ม Gen Y ต้องแบกรับ
ขณะเดียวกัน รายงานการสำรวจประชากรสูงอายุ ปี 2567 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ชี้ว่าอัตราส่วนการพึ่งพิงวัยสูงอายุปรับตัวสูงขึ้นจาก 10.7% ในปี 2537 เป็น 31.1% ในปี 2567 หมายความว่าคนวัยทำงาน 100 คน ต้องรับผิดชอบผู้สูงอายุถึง 31 คน โดยกลุ่มผู้สูงอายุที่ต้องอยู่อาศัยลำพังยังพุ่งสูงขึ้นเกือบ 4 เท่า ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าการบริหารการเงินเพื่อพึ่งพาตนเองในวัยเกษียณเป็นวาระที่ต้องเร่งจัดการ
ไขปม 'พฤติกรรมศาสตร์' การออมยากกว่าที่คิด
ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. เปิดเผย "ช่องว่างเชิงระบบ" ที่ส่งผลกระทบต่อแผนการเกษียณ ผ่านผลสำรวจทักษะทางการเงินปี 2567 ที่ตอกย้ำความท้าทายนี้ว่า มีคนไทยเพียง 14% เท่านั้นที่สามารถวางแผนเกษียณได้สำเร็จตามเป้าหมาย โดยกลุ่มวัยทำงานช่วงอายุ 31-60 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่ควรมีสินทรัพย์สะสมสูงสุด กลับกลายเป็นกลุ่มที่ยังไม่เริ่มวางแผนหรือหลุดจากเป้าหมายมากที่สุด
โดยจากการศึกษากลุ่มลูกค้าของ KKP พบว่าอุปสรรคของการวางแผนเกษียณของคนไทยมักติดอยู่กับกับดักเชิงพฤติกรรมศาสตร์ใน 3 ระยะสำคัญ ได้แก่
- ภาวะข้อมูลท่วมท้นจนเกิดความอ่อนล้าทางความคิด (Cognitive Overload) ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากผู้ที่ต้องการวางแผนไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากจุดไหน ประกอบกับต้องเผชิญความตึงตัวจากค่าใช้จ่ายในปัจจุบัน ทำให้การคำนวณเป้าหมายทางการเงินที่ซับซ้อนในอนาคตถูกลดความสำคัญลง
- พฤติกรรมการให้ความสำคัญกับปัจจุบันมากกว่าอนาคต (Present Bias) ซึ่งกลุ่มที่เริ่มต้นออมได้แล้ว มักจะดึงเงินลงทุนระยะยาวกลับมาใช้ก่อนเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินหรือมีค่าใช้จ่ายพิเศษเฉพาะหน้า ส่งผลให้การออมแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน หรือ "ดีซีเอ" (DCA) ขาดความต่อเนื่อง
- การขาดผลสะท้อนกลับที่รวดเร็ว (Delayed Feedback) ทำให้นักลงทุนไม่ทราบว่าพอร์ตสินทรัพย์ที่ถือครองอยู่นั้นสอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อในอนาคตหรือไม่ และการพึ่งพาเพียงการซื้อกองทุนลดหย่อนภาษีโดยไม่มีเป้าหมายรวม ก็มักจะไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายหลังเกษียณจริง
'Better Retirement' จากตัวเลขสู่ชีวิตที่เห็นภาพชัด
KKP มองว่าปัญหาการวางแผนเกษียณอายุเป็นความท้าทายระดับชาติที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง จึงได้พัฒนาฟีเจอร์วางแผนเกษียณภายใต้ชื่อ "Better Retirement" ภายในแอปพลิเคชัน "KKP Better" เพื่อแก้ไขข้อจำกัดทางพฤติกรรม
ในระดับเริ่มต้นฟีเจอร์ดังกล่าวได้เปลี่ยนแนวคิดการวางแผนเกษียณจากการคำนวณที่ซับซ้อนมาเป็นการตั้งคำถามถึงรูปแบบชีวิตหลังเกษียณที่ผู้บริโภคต้องการ พร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับที่ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของแต่ละบุคคล รวมถึงมีระบบแจ้งเตือนและติดตามแผนการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด
อีกทั้งช่วยเพิ่มแรงจูงใจผ่านการแสดงผลความคืบหน้าของแผนการลงทุนในรูปแบบกราฟที่เข้าใจง่าย ซึ่งจะทำให้ผู้ลงทุนมองเห็นเส้นทางการเดินเงินจริงว่าปัจจุบันอยู่ในจุดใดของเป้าหมาย และทิศทางการออมที่ผ่านมาแม่นยำเพียงใด ถือเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นให้ผู้บริโภครักษาวินัยและความต่อเนื่องในการลงทุนระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านวงจรป้อนกลับข้อมูลหรือ "Feedback Loop"
“ในมุมมองของภาคการเงิน Sandwich Generation ไม่ได้ละเลยการวางแผนเกษียณ แต่ส่วนใหญ่ยังติดปัญหาเรื่องจุดเริ่มต้น เนื่องจากขาดเครื่องมือที่ไม่ซับซ้อนและประหยัดเวลา Better Retirement ถูกออกแบบให้เริ่มจากความต้องการไม่ใช่ตัวเลข เพราะเราเชื่อว่าคนจะวางแผนได้ดีขึ้น มีวินัยมากขึ้น ถ้ามองเห็นภาพชัดเจนว่ากำลังวางแผนเพื่อชีวิตแบบไหน” นายราเมษฐ์ ศศิรัชพรชัย หัวหน้าฝ่าย Product Owner สาย Digital and Innovation Management ธนาคารเกียรตินาคินภัทร กล่าว





