วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตลท. ปลื้มครึ่งปีแรก ผลตอบแทนหุ้นไทยพุ่ง 25% รั้งอันดับ 2-3 ของภูมิภาค กางโรดแมปดึง New Economy เสริมทัพ

ตลาดหุ้นไทยครึ่งปีแรก 2569 สร้างผลตอบแทนโดดเด่นราว 25% จัดเป็นอันดับ 2-3 ในภูมิภาค ตลท.ชี้รับแรงหนุนจากเงินทุนต่างชาติและเสถียรภาพทางการเมือง ลุยต่อยุทธศาสตร์ดึงดูด New Economy

KEY POINTS

  • ตลาดหุ้นไทยครึ่งปีแรก 2569 สร้างผลตอบแทนสูงถึง 25% ซึ่งเป็นอันดับ 2-3 ในภูมิภาค โดยมีปัจจัยหนุนจากเงินทุนต่างชาติและเสถียรภาพทางการเมือง
  • ตลท. วางแผนดึงดูดบริษัทกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), Data Center และแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) เข้ามาจดทะเบียนในตลาด
  • กลยุทธ์หลักประกอบด้วยการร่วมมือกับ BOI เพื่อดึงดูดบริษัทต่างชาติ, การปรับปรุงเกณฑ์ IPO ให้รวดเร็วและยืดหยุ่นขึ้น และการพิจารณาจัดกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีใหม่

ตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีแรก 2569 สร้างผลตอบแทนได้โดดเด่น โดย SET Index พุ่งขึ้นแตะระดับ 1,563.59 จุด หรือให้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี (YTD) สูงถึง +24.05 % ซึ่งได้รับแรงหนุนหลักจากเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่ไหลเข้าตลาดอย่างต่อเนื่อง และความชัดเจนทางการเมืองภายในประเทศ

นายอัสสเดช คงสิริ  กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาถือว่าทำผลงานได้น่าประทับใจ โดยให้ผลตอบแทนประมาณ 20-25% ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบในระดับภูมิภาคแล้ว หุ้นไทยมีความโดดเด่นเป็นอันดับ 2 หรือ 3 โดยมีเกาหลีใต้เป็นผู้นำ และขับเคี่ยวอยู่กับไต้หวัน

ปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนคือ ความเชื่อมั่นในเสถียรภาพทางการเมืองที่มีความชัดเจนขึ้น รวมถึงค่าเงินบาทที่มีเสถียรภาพ และปลอดภัยเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ไทยกลายเป็นแหล่งพักเงินปลอดภัย (Safe Haven) ที่สำคัญในช่วงที่ตลาดโลกมีความผันผวนจากปัญหาสงครามและราคาน้ำมัน

อย่างไรก็ดี ในระยะถัดไปแนวทางพัฒนาตลาดทุนในระยะถัดไป มุ่งเติมสินค้าใหม่ ๆ ที่ทันสมัย โดยเฉพาะกลุ่ม New Economy เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), Data Center และแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) ซึ่งสอดคล้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่ EEC

โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างการดำเนินงาน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 

1.ความร่วมมือกับ BOI เพื่อดึงดูดบริษัทต่างชาติ (เช่น จากจีนและไต้หวัน) ที่เข้ามาลงทุนในไทย 100% ให้ตัดสินใจนำบริษัทลูกที่จัดตั้งในไทยเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย เหมือนกรณีของ Delta

2.การปรับปรุงกฎเกณฑ์ ร่วมกับสำนักงาน ก.ล.ต. ในการลดเงื่อนไขและระยะเวลาการเข้าจดทะเบียน (IPO) ให้รวดเร็วขึ้น รวมถึงปรับปรุงเกณฑ์ Market Cap และกำไรให้ยืดหยุ่น โดยในบางอุตสาหกรรมเป้าหมายอาจไม่จำเป็นต้องมีกำไรในระยะแรกแต่ต้องมีศักยภาพในการเติบโต

3.การจัดกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ ตลท. มีแนวคิดที่จะแยกกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ออกมาให้ชัดเจนมากขึ้น เพื่อให้นักลงทุนเห็นภาพลักษณ์ของบริษัทเทคโนโลยีได้ง่ายขึ้น ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสม

เราคาดว่าแนวทางต่างๆจะมีความชัดเจนในไตรมาส3 ปีนี้ และวางเป้าหมายการเห็นบริษัท New Economy เข้ามาโลดแล่นบนกระดานหุ้นไทยอย่างเต็มตัวมองว่า อาจต้องใช้เวลาเตรียมความพร้อมและปรับตัวประมาณ 2 ปี เพื่อให้เกิดความมั่นใจและรักษาสมดุลของตลาดอย่างเหมาะสม 

นายอัสสเดช กล่าวต่อว่า สำหรับแผนงานในครึ่งหลังปีนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมรุกหนักด้านการสื่อสารและการทำตลาดต่างประเทศ หลังจากได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากการไปโรดโชว์ที่ลอนดอนและฮ่องกง โดยไฮไลท์สำคัญคือการจัดงาน SET THAILAND FOCUS 2026: REIGNITE THAILAND วันที่ 26-28 สิงหาคมนี้ ซึ่งถือเป็นการครบรอบ 20 ปีของงาน เพื่อแสดงศักยภาพของบริษัทจดทะเบียนไทยให้นักลงทุนทั่วโลกได้รับชม 

"ปีนี้นับเป็นโอกาสครบรอบ 20 ปีของงาน Thailand Focus ซึ่งเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความร่วมมืออันแข็งแกร่งตลอดสองทศวรรษระหว่างตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET) บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทจดทะเบียน และนักลงทุนสถาบันระดับโลก ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา Thailand Focus ได้ก้าวสู่การเป็นงานสัมมนาด้านการลงทุนชั้นนำระดับสากลของประเทศไทย และเป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับความไว้วางใจในการแสดงศักยภาพ ความยืดหยุ่น รวมถึงโอกาสการเติบโตในระยะยาวของตลาดทุนไทย"

นอกจากนี้ ยังมีการจับตาดูปัจจัยบวกจากการปรับน้ำหนักของ MSCI Thailand ในช่วงไตรมาส 4 ที่คาดว่าจะมีความน่าสนใจมากขึ้น หากสภาพคล่องและมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) ของเราขยายตัวได้ตามเป้า 

รวมถึงความคืบหน้า  โครงการ ทิสา ยังอยู่ระหว่างการทำงานร่วมกันและสรุปรายละเอียดสุดท้ายจากกระทรวงการคลังให้ครบถ้วนก่อน เนื่องจากเป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองต่อเศรษฐกิจมหภาค ยังเผชิญความท้าทาย นายอัสสเดช ยอมรับว่า การจะผลักดัน GDP ของไทยให้กลับไปโตระดับ 7% นั้นเป็นเรื่องยากในทางปฏิบัติเนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานปัจจุบัน แต่เชื่อว่าระดับ 4% มีความเป็นไปได้ตามศักยภาพและตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ 

"แม้เศรษฐกิจไทยจะเผชิญความท้าทายจากต้นทุนพลังงานและการเติบโตที่ช้า แต่ด้วยเสถียรภาพทางการเงินและความพร้อมด้าน ESG ที่โดดเด่นกว่าคู่แข่ง ตลาดหลักทรัพย์ฯ มั่นใจว่าหุ้นไทยจะยังคงเป็นจุดหมายที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง"