วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

ผวาโลกแบ่งขั้ว-เงินเฟ้อพุ่ง เปิดคำภีร์ 3 สินทรัพย์ ‘หลบภัย’

เป้าหมายลงทุนยุค 69 ไม่ใช่การวิ่งไล่ล่า “ผลตอบแทน” สูงที่สุด แต่คือ “การจัดสรรสินทรัพย์สมดุล” เพื่อสร้างพอร์ตมั่นคง “บล.ไพน์ เวลท์” ชี้โลกเข้าสู่ยุค Global Disorder แนะสร้างมั่งคั่งยั่งยืนระยะยาว “อัลไล รีท” เปิดพิมพ์เขียวลงทุน “สินทรัพย์ทางเลือก” แนะลุย “รีท” ชู “โลจิสติกส์-รีเทล” สร้างรีเทิร์นยาว “กรุงไทย” ชูธีมลงทุน AI ไปต่อ “อินเตอร์ โกลด์” ส่องทิศ “ทองคำ” ปรับฐาน 4 เดือนติด มองยังเป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย”

KEY POINTS

  • โลกกำลังเผชิญความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วทางการค้า และเทคโนโลยี AI
  • ซึ่งสร้างความผันผวนสูง ทำให้นักลงทุนต้องมองหาสินทรัพย์หลบภัยเพื่อรักษาความมั่งคั่ง
  • REIT โดยเฉพาะกลุ่มโลจิสติกส์ และค้าปลีก เป็นสินทรัพย์ทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะสามารถสร้างกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง และให้ผลตอบแทนสูงในภาวะดอกเบี้ยต่ำ
  • การลงทุนในธีม AI ยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยโอกาสไม่ได้จำกัดอยู่แค่หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ แต่รวมถึงธุรกิจในห่วงโซ่อุปทาน 
  • ทองคำยังคงเป็นSafe Haven มีปัจจัยหนุนระยะยาวจากการที่ธนาคารกลางทั่วโลกเข้าสะสมอย่างต่อเนื่องเพื่อลดการพึ่งพิงเงินดอลลาร์สหรัฐ

งานสัมมนา “Thailand Investment Forum 2026 | The Resilience of Wealth” ภายใต้แนวคิด “พลิกกลยุทธ์ ฝ่าโลกป่วน สร้างความมั่งคั่ง” จัดโดย กรุงเทพธุรกิจ ระดมสมอง “4 กูรูการลงทุนชั้นนำ” ร่วมกะเทาะเปลือกความเสี่ยงระดับโลก พร้อมเปิดลายแทง และสูตรจัดพอร์ตลงทุนเพื่อความอยู่รอดนักลงทุนยุค “สินทรัพย์ผันผวน”

  • 3 มรสุม” รุมเร้า ศก.โลก ระวัง “กับดัก 24 ชั่วโมง”

นายพงศกร พูนพิเชฐธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ไพน์ เวลท์ โซลูชั่น จำกัด กล่าวหัวข้อ “ทางเลือก ทางรอด ยุคสินทรัพย์ผันผวน” ว่า ปัจจัยสำคัญที่กำลังกดดันเศรษฐกิจโลกมี 3 ด้าน

ได้แก่ ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์จากความขัดแย้งในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะตะวันออกกลางที่กระทบเส้นทางขนส่งสินค้า ทำให้ต้นทุนค่าขนส่งเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ดันราคาพลังงาน และเงินเฟ้อกลับมาเป็นความเสี่ยงอีกครั้ง

ขณะเดียวกัน โลกเข้าสู่ยุคการแบ่งขั้วทางการค้าจากการตั้งกำแพงภาษี และมาตรการกีดกันทางการค้าที่เข้มขึ้น ส่งผลให้การกระจายลงทุน และการบริหารพอร์ตซับซ้อนกว่าเดิม
อีกหนึ่งปัจจัยที่เปลี่ยนโฉมโลกลงทุนจากเทคโนโลยี AI ที่เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบแข่งขันอย่างก้าวกระโดด จนธุรกิจที่เคยเป็นผู้ชนะในอดีตอาจสูญเสียความได้เปรียบในเวลารวดเร็ว

จากความผันผวนดังกล่าวนักลงทุนจำนวนไม่น้อยยังเผชิญกับ “กับดักการลงทุน” ทั้งข้อมูลข่าวสารที่หลั่งไหลเข้ามาตลอด 24 ชั่วโมงแยกไม่ออกว่าอะไรคือ สัญญาณที่สำคัญ รวมถึงการปรับพอร์ตไม่ทันต่อเหตุการณ์ ความลังเลการตัดสินใจช่วงตลาดปรับฐาน การวิ่งไล่การลงทุนใหม่ๆ จนเสี่ยงซื้อสินทรัพย์ในระดับราคาที่สูงเกินไป

จึงเสนอแนวทางจัดพอร์ตแบ่งสัดส่วนลงทุนเป็น 90/10 เพื่อสร้างสมดุลระหว่างรักษาเงินต้น และการสร้างผลตอบแทน แบ่งเป็น 90% แรกเป็น Core Portfolio เน้นคุ้มครองเงินต้น และความเสี่ยงต่ำเพื่อให้เงินโตยั่งยืน

  • อย่างไรก็ตาม เป้าหมายการลงทุนยุคใหม่ไม่ใช่การสร้างผลตอบแทนสูงสุด แต่คือ สร้างพอร์ตที่มั่นคง และยั่งยืน ปกป้องความมั่งคั่งเพื่อคืนอิสระด้านเวลาให้นักลงทุน และเพื่อไม่ต้องใช้ชีวิตไปกับการเฝ้าตลาดหรือกังวลกับข่าวเศรษฐกิจ และสงครามตลอดเวลา แต่ทว่าสามารถปล่อยให้เงินทำงานแทน

 

  • ชี้เป้า “โลจิสติกส์-รีเทล”

นายกวินทร์ เอี่ยมสกุลรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อัลไล รีท แมนเนจเมนท์ จำกัด กล่าวหัวข้อ Future of Alternative Assets โดยฉายภาพรวมโลกการลงทุนปัจจุบันที่ “คาดเดายาก” ระบุว่า

นักลงทุนกำลังเผชิญปัจจัยย้อนแย้ง ทั้งแรงกดดันเงินเฟ้อจากการลงทุน AI ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งมีปัจจัยฉุดรั้งการเติบโตจากโครงสร้างประชากรผู้สูงอายุ

ขณะเดียวกัน ภาวะที่เงินเฟ้อพุ่งสูงเหมือนยุคปี 70 มองว่า สินทรัพย์ทางเลือกประเภท Real Assets อย่างทองคำ และที่ดินโดดเด่นมาก เพราะมูลค่ามักเติบโตเร็วกว่าเงินเฟ้อ แต่หากเศรษฐกิจไทยเข้าสู่สภาวะ “โตช้า ดอกเบี้ยต่ำ” คล้ายญี่ปุ่นในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา สินทรัพย์ที่ให้กระแสเงินสดสูงจะกลายเป็นพระเอก

ยุคที่ดอกเบี้ยลดลง ทุกคนเริ่ม Search for Yield สินทรัพย์ที่ให้ Cash Flow สูงอย่าง REIT จะ Perform ได้ดีมาก เพราะนอกจากจะได้ปันผลแล้ว ราคายังมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นจากส่วนต่างราคาที่แคบลง

แม้ตลาดจะกังวลเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แต่มองนโยบายการเงินแต่ละประเทศจะเริ่ม “แยกทางกัน” มากขึ้นตามสภาวะเศรษฐกิจตนเอง สำหรับไทยมองว่าดอกเบี้ยมีแนวโน้มคงที่ หรือลดลงเล็กน้อย เป็นปัจจัยบวกต่อ REIT

ดังนั้น การเลือกลงทุนใน REIT ต้องมองให้ไกลกว่าแค่ผลตอบแทนระยะสั้น คำถามสำคัญสุดในการเลือก REIT คืออสังหาริมทรัพย์จะสามารถสร้าง กระแสเงินสด ที่แข็งแกร่งได้ไหม ไม่ใช่แค่ปีสองปี แต่ต้องมองไปถึงอีก 20-30 ปีข้างหน้า

ปัจจัยที่นักลงทุนต้องพิจารณาลงทุนใน REIT ประกอบด้วย ประเภทกรรมสิทธิ์ แบบ Freehold หรือ Leasehold โดย Leasehold ในไทยมักให้ Yield สูงถึง 8-10% ขณะที่ Freehold อยู่ที่ 5-6% นอกจากนี้ต้องดูคุณภาพทำเล และเครดิตของผู้เช่าว่าอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีอนาคตหรือไม่

ในมุมมองต่อตลาด REIT ของไทย มี 2 อุตสาหกรรมที่น่าจับตาเป็นพิเศษ ได้แก่ 1. Logistics และ Warehouse อานิสงส์จากความแข็งแกร่งของไทยในฐานะฐานผลิต 2. Retail การเติบโตของค่าเช่าสม่ำเสมอได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของท่องเที่ยวกระตุ้นการใช้จ่าย

  • ธีมลงทุน AI ยังไปต่อ

นายต่อตระกูล สัตยาประเสริฐ Head of Structuring and Products Development ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB กล่าวว่า ปีนี้ความผันผวนที่เห็นปัจจุบัน มาจากผลลัพธ์จากธีมระยะยาวของทิศทางของโลก เกี่ยวโยง 3 ธีมหลัก

ธีมแรก การเข้ามาของ AI และเทคโนโลยี และการที่ Value Chain ถูกดิสรัปต์ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ธีมที่สองคือ ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และธีมสุดท้าย คือ นโยบาย “America First” ของทรัมป์ผลักดันให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ รวมถึงราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง ดังนั้นความผันผวนยังอยู่ต่อในระยะยาว

สำหรับ ธีมลงทุนที่ยังได้รับความสนใจปัจจุบัน คือ AI แม้ราคาหุ้นหลายบริษัทจะปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่สถานการณ์ในปัจจุบันยังไม่สามารถเรียกว่าเป็นภาวะฟองสบู่ เนื่องจากการปรับขึ้นของราคาหุ้นมาพร้อมการเติบโตผลประกอบการหรือกำไรที่เพิ่มขึ้น หากดู Price to Earnings Ratio (PE) หุ้นกลุ่ม AI จะพบว่าไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้นผิดปกติ

ธีมที่น่าสนใจของ AI และอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของ AI คือ ธุรกิจหน่วยความจำ (Memory) ธุรกิจพลังงาน (Energy) เป็นธุรกิจที่ได้รับประโยชน์โดยตรง เช่นเดียวกับเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับแสง ที่ถูกมองว่าเป็นอีกเทรนด์ใหม่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพส่งข้อมูล เปลี่ยนจากการใช้สายทองแดงมาเป็นการใช้แสงหรือเลเซอร์ลดปัญหาความร้อน ลดใช้พลังงานจึงจำเป็นมากที่เราต้องเริ่มทำความเข้าใจว่ามีอะไรซ้อนกันบ้าง และอะไรคือโอกาส

โอกาสลงทุน AI วันนี้การกระจุกตัวของหุ้น AI ในตลาดโลกมีค่อนข้างมากทำให้นักลงทุนแทบไม่สามารถหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้น AI ได้ และปัจจุบันนักลงทุนไม่สามารถเลือกลงทุนในหุ้น AI ได้เหมือนช่วงที่ผ่านมา แต่ต้องวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานแต่ละบริษัทอย่างละเอียด

โดยเฉพาะโครงสร้างทางการเงิน และแหล่งที่มาของเงินลงทุน ว่าบริษัทใช้กระแสเงินสดของกิจการเอง หรือใช้เงินกู้ในการลงทุน หากบริษัทมีกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง ย่อมมีความสามารถลงทุนได้ต่อเนื่องแม้ดอกเบี้ยสูง แต่หากบริษัทต้องอาศัยการกู้ยืมเงินจำนวนมาก ต้นทุนดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจะกลายเป็นความเสี่ยงต่อผลประกอบการในอนาคต

  • จับจังหวะ “ธนาคารกลาง” เก็บทองคำเงียบ

นายเศรษฐวัชร์ พุทธทิพย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนทองคำ บริษัท อินเตอร์โกลด์ โกลด์เทรด จำกัด กล่าวในหัวข้อ The New Golden Solution ว่า สถานการณ์ตลาดทองคำปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์อย่างรุนแรง จากต้นปีที่ราคาทะยานทำจุดสูงสุดใหม่จนผู้คนรู้สึกว่า “ซื้อวันนี้รวยพรุ่งนี้”

แต่ปัจจุบันกลับเผชิญช่วงขาลงต่อเนื่อง 4 เดือน จนนักลงทุนเริ่มเสียขวัญ “ซื้อวันนี้พรุ่งนี้อย่างไร”

อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจัยด้านสงครามจะถูกลดทอนความสำคัญลงด้วยประเด็นเรื่องราคาพลังงาน แต่ทองคำยังคงแสดงบทบาท “สินทรัพย์ปลอดภัย” (Safe Haven) ให้เห็นเป็นระยะ ดังเช่นแรงซื้อคืนมหาศาลในช่วง 15 นาทีสุดท้ายก่อนปิดตลาดเมื่อเร็วๆ นี้ ที่ดันราคาทองโลกพุ่งขึ้น 17 ดอลลาร์ ทันทีที่มีข่าวความขัดแย้ง และภาษีการค้า

หัวใจสำคัญ ของตลาดทองคำยุคนี้ไม่ได้อยู่ที่กลุ่มเก็งกำไร หรือ “Paper Gold” ที่ใช้ Leverage สูงจนถูกล้างพอร์ตไปหลายระลอก แต่อยู่ที่ “ธนาคารกลาง” (Central Banks) ซึ่งเป็นผู้เล่นหลักในฝั่ง Physical Gold โดยกลุ่มนี้เดินหน้าเก็บสะสมทองคำแบบ DCA โดยไม่สนราคา เพื่อเป้าหมายในการลดการพึ่งพาดอลลาร์

ทำให้ราคาทองคำมีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งแม้ในยามที่กลุ่ม Smart Money อื่นๆ จะเริ่มถอยห่าง
“มองเงินฝั่ง Paper Gold หายไปจากตลาดแล้ว เพราะทองคำติดลบต่อเนื่อง 4 เดือน แต่ขาขึ้นในระยะยาวยังคงอยู่ จากรายใหญ่อย่างธนาคารกลาง กำลัง Rebalance พอร์ต และเก็บของเงียบๆ ในจังหวะที่หุ้นแพงแต่ทองถูก”

สาเหตุที่ราคาทองคำยังไม่สามารถกลับมาเป็นขาขึ้นรุนแรงได้ เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เน้นย้ำเรื่อง “เสถียรภาพด้านราคา” และมีท่าทีจะคงดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป และยังมีปัจจัยเรื่อง “Yen Carry Trade” หรือการกู้เงินเยนดอกเบี้ยต่ำไปลงทุนในสินทรัพย์สหรัฐ

ซึ่งหากญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ยเร็วเกินไปอาจบีบให้เกิดการเทขายสินทรัพย์ทั่วโลกเพื่อปิดหนี้ทำให้คาดว่าเฟดอาจจะยังไม่ลดดอกเบี้ยจนกว่าจะถึงช่วงกลางปีหน้าเพื่อให้ตลาดปรับตัวทัน

เรามองว่า ทองคำจังหวะนี้ยังเป็นสินทรัพย์ที่ต้องมีไว้ติดพอร์ตเพื่อป้องกันความเสี่ยง เหมือนเป็นหลักประกันในยามที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจหรือภาวะฟองสบู่ในสินทรัพย์อื่น” 

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์