วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน 2569

Login
Login

'ดอน นาครทรรพ' ไขปม ’ดุลบัญชีเดินสะพัดไทย‘ น่ากังวลแค่ไหน?

'ดอน นาครทรรพ' ไขปม ’ดุลบัญชีเดินสะพัดไทย‘ น่ากังวลแค่ไหน?

'ดอน นาครทรรพ' ไขปม ’ดุลบัญชีเดินสะพัดไทย‘ หลังตัวเลขดุลในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ ชี้ว่าแม้ตัวเลขดังกล่าวควรได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด แต่การประเมินสถานการณ์จำเป็นต้องมองลึกไปกว่าตัวเลขรายเดือน เพื่อทำความเข้าใจปัจจัยที่อยู่เบื้องหลัง แนวโน้มในระยะต่อไป และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจไทยในอนาคต

ล่าสุด ดร.ดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยผ่านเฟสบุ๊ค ถึงประเด็น ดุลบัญชีเดินสะพัดไทย น่ากังวลแค่ไหน?

โดยระบุว่า ตั้งแต่ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดเดือนเมษายนประกาศออกมาติดลบเป็นประวัติการณ์เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว มีหลายคนถามผมว่า ธปท. มองตัวเลขนี้และทิศทางดุลบัญชีเดินสะพัดในอนาคตของไทยอย่างไร จะนำไปสู่วิกฤตค่าเงินเหมือนที่อินโดนีเซียกำลังเผชิญอยู่หรือไม่

สำหรับท่านที่อยู่นอกวงการเศรษฐกิจการเงิน ดุลบัญชีเดินสะพัด คือ สรุปบัญชีรายรับ-รายจ่ายที่เกิดจากการทำมาหากินกับต่างประเทศ เช่น การขายสินค้า การท่องเที่ยว และการส่งเงินปันผล

ถ้าเกินดุล แปลว่า เราหาเงินเข้าประเทศได้มากกว่าจ่ายออก แต่ถ้าขาดดุล แปลว่า เงินไหลออกนอกประเทศมากกว่าที่หาได้ ซึ่งการขาดดุลต่อเนื่องยาวนานอาจนำไปสู่การสูญเสียความเชื่อมั่นต่อค่าเงินได้ แบบที่เคยเกิดกับไทยในปี 2540 โดยก่อนจะเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยติดลบประมาณร้อยละ 8 ต่อจีดีพี
 

ต้องยอมรับว่าตัวเลขการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเดือนเมษายนที่ 7.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ถือเป็นประเด็นร้อนที่คนพูดถึงกันมาก เพราะสูงกว่าสถิติเดิมที่ 4.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในเดือนเมษายนปี 2556 เกือบสองเท่า และทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดสะสมพลิกจากที่เป็นบวกในช่วงสามเดือนแรกของปี เป็นติดลบ 4.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

รวมถึงทำให้เศรษฐกิจไทยกลับเข้าสู่ ‘ภาวะขาดดุลแฝด’ (Twin Deficit) ซึ่งหมายถึง การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ‘ควบคู่’ กับการขาดดุลงบประมาณ ในรอบ 4 ปี

 หากไปดูที่มาที่ไปของตัวเลขขาดดุลที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์นี้ ต้องบอกว่า ยังเร็วเกินไปมากที่จะเป็นจุดอ่อนใหม่ของเศรษฐกิจไทย
 

ตัวเลขขาดดุล 7.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯในเดือนเมษายน เป็นการขาดดุลจากนำเข้าพลังงานสุทธิถึง 7.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ปรับสูงขึ้นจากวิกฤตพลังงาน และการเร่งนำเข้าสำรองน้ำมันของภาครัฐ

ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 110 วัน จากเดิมประมาณ 60 วัน มองไปข้างหน้า คาดว่ารัฐจะไม่มีการสำรองเพิ่มเติม เนื่องจากสำรองในปัจจุบันมีเพียงพอแล้ว การขาดดุลพลังงานในระยะต่อไปจึงจะมาจากปัจจัยราคาเป็นสำคัญ

ตามประมาณการเศรษฐกิจล่าสุด ธปท. มองว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะคลี่คลายลงในครึ่งหลังของปี ซึ่งจะทำให้ราคาพลังงานปรับลดลง การขาดดุลจากการนำเข้าพลังงานจึงมีแนวโน้มลดลงเช่นกัน ทำให้ตัวเลขรวมทั้งปีกลับมาสมดุลหรือติดลบไม่มากนัก ไม่เกินร้อยละ 1 ต่อจีดีพี ห่างไกลจากช่วงปี 40 มาก

อย่างไรก็ดี ต้องบอกว่ายุคที่จะเห็นไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงน่าจะจบลงแล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโครงสร้างพื้นฐานการผลิตพลังงานในตะวันออกกลางที่ถูกทำลายในช่วงแรกของสงครามทำให้ราคาพลังงานจะยังสูงกว่าช่วงก่อนเกิดสงครามนานพอสมควร อีกส่วนหนึ่งจากแนวโน้มการนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่มากับกระแสการลงทุนใน Data Center 

มาถึงตรงนี้ ผมอยากอธิบายเพิ่มเติมว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลไม่ใช่เรื่องไม่ดีเสมอไป และในทางกลับกัน ดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลก็ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป ที่สำคัญกว่า คือ การขาดดุลและการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมีที่มาจากไหน ในมิติของการบริโภคและการลงทุน 

ในช่วงที่ผ่านมา ถ้าไม่นับช่วงโควิดที่รายได้จากการท่องเที่ยวหายไป ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันให้เงินบาทแข็งค่า กระทบความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออก และทำให้ไทยเข้าเกณฑ์การประเมิน Currency Manipulation ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่กำหนดว่า ประเทศไม่ควรเกินดุลเกินร้อยละ 3 ของจีดีพี ซึ่งทำให้ ธปท. มีข้อจำกัดในการดูแลค่าเงินบาทมาก

ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่เป็นบวกก่อนหน้านี้สะท้อนการลงทุนที่น้อยเกินไป ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญนอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ที่ทำให้ศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศลดลง มองในมิตินี้ เราไม่ควรพึงพอใจกับดุลบัญชีเดินสะพัดที่เป็นบวกในช่วงก่อนหน้า 

ในทางกลับกัน ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลได้จากการบริโภค และ/หรือ การลงทุนที่สูง ดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลจากการบริโภคนั้น ไม่ดีแน่นอน แต่การขาดดุลที่มาจากการลงทุน ต้องลงลึกไปอีกว่าเป็นการลงทุนอะไร

หลายคนอาจจะลืมไปแล้วว่าในช่วงที่ไทยเข้าสู่ยุคโชติช่วงชัชวาล เตรียมเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเซีย ไทยขาดดุลเดินสะพัดต่อเนื่องยาวนานจากการลงทุนในอีสเทอร์นซีบอร์ดเพื่อเพิ่มความสามารถในการหารายได้ในอนาคตของประเทศ

ช่วงนั้นการขาดดุลของไทยถูกมองว่าเป็นเรื่องดี และเราเคยใช้การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจากการลงทุนเป็นข้อโต้แย้งว่าไทยจะไม่ซ้ำรอยเม็กซิโกในปี 2537 ที่เกิดวิกฤตการเงินจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจากการบริโภคเกินตัว

จุดตายของไทยในปี 2540 คือ เรามองว่าข้ามไปว่า ในช่วงหลังการลงทุนส่วนใหญ่มาจากการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ได้สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศแต่อย่างใด

สำหรับในรอบนี้ ถ้าดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยจะเกินดุลลดลงหรือติดลบบ้าง  จากการลงทุนที่เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ผมไม่ได้มองว่าเป็นปัญหา แต่กลับกันเป็นเรื่องที่น่ายินดีด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ดี จะว่าผมไม่เป็นกังวลเลยก็ไม่ใช่ เพราะการวิเคราะห์ข้างต้นอิงกับสมมติฐานว่าราคาพลังงานในอนาคตมีแนวโน้มลดลง ถ้าราคาไม่ลง เราจะมีดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลต่อเนื่องจากการบริโภค (พลังงาน) 

นอกจากนี้ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไทยขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งถ้าเป็นการนำเข้ามาเพื่อส่งออกต่อ ก็จะไม่ปรากฏในดุลบัญชีเดินสะพัด ส่วนที่ผมกังวลคือส่วนที่เป็นการนำเข้าเพื่อการบริโภคในประเทศ และยิ่งถ้าเป็นการนำสินค้าราคาถูกเข้ามาแข่งขันกับ SMEs ไทย ยิ่งน่าเป็นห่วงอนาคตเศรษฐกิจไทยครับ

สุดท้ายนี้ กลับมาที่คำถามที่ผมโปรยไว้ตอนต้นว่า แล้วไทยจะเกิดวิกฤตค่าเงินเหมือนที่อินโดนีเซียกำลังเผชิญอยู่หรือไม่

ต้องบอกว่าบริบทของเราต่างกันมากครับ แม้ตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคของอินโดนีเซียในปัจจุบันจะดูดีกว่าไทย โดยเฉพาะตัวเลขการคลัง แต่ไส้ในของเขามีความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ตลาดยังคาใจอยู่เยอะมาก ทั้งปัญหาระเบิดเวลาจากหนี้ของภาครัฐวิสาหกิจ (SOEs) ที่พุ่งสูง

และการตั้งกองทุนใหม่อย่าง Danantara ที่โดนตั้งคำถามเรื่องธรรมาภิบาลและความโปร่งใส ผสมกับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจากวิกฤตพลังงาน พอความเชื่อมั่นสั่นคลอน เงินทุนเคลื่อนย้ายระยะสั้นที่อินโดนีเซียพึ่งพาอยู่มากจึงไหลออกทันที

นอกจากนี้ กันชนจากเงินสำรองระหว่างประเทศของอินโดนีเซียต่ำกว่าของไทยมาก มองในมิตินี้ โอกาสที่ไทยจะเกิดวิกฤตค่าเงินในระยะสั้นจึงต่ำมากครับ โจทย์ใหญ่ของไทยในเวลานี้ จึงไม่ใช่เรื่องวิกฤตค่าเงิน แต่คือเราจะผ่าตัดโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างไร ให้กู้ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศกลับมาได้อีกครั้งครับ