“อารักษ์” กางแผน Virtual Bank เล็งเปิดให้บริการภายในปลายปีนี้ พร้อมมองตลาด Financial Inclusion ยังมีช่องว่างขนาดใหญ่ และเชื่อว่าการเข้ามาของผู้เล่นใหม่จะช่วยขยายโอกาสเข้าถึงบริการทางการเงิน มากกว่าการแข่งขันทับซ้อนกันเอง
ดร.อารักษ์ สุธีวงศ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ Chief Financial Officer บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวในการเสวนาครบรอบ 50ปี หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจว่า
สำหรับความคืบหน้าการจัดตั้งธนาคารไร้สาขา หรือ Virtual Bank ว่า เป้าหมายสำคัญของโครงการคือการสร้างบริการที่สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยหัวใจสำคัญอยู่ที่เสถียรภาพของระบบ และการออกแบบบริการให้ตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างแท้จริง
ระบุว่า ปัจจุบันตลาดการเงินไทยมีทั้งธนาคารดั้งเดิม บริการ Digital Lending และแพลตฟอร์มทางการเงินหลากหลายรูปแบบอยู่แล้ว ดังนั้นการจะสร้าง Virtual Bank ขึ้นมา จำเป็นต้องสร้าง “ความแตกต่าง” ให้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงเพิ่มจำนวนผู้เล่นในตลาด
“สิ่งสำคัญคือเราต้องทำให้มันออกมาแล้วแตกต่างจริง ๆ และตอบวัตถุประสงค์ของการมี Virtual Bank ให้ได้”
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาได้ใช้เวลาในการออกแบบระบบและรูปแบบบริการพอสมควร โดยปัจจุบันมีเป้าหมายพยายามเปิดให้บริการภายในปลายปีนี้
สำหรับกรณีการขอขยายระยะเวลาดำเนินการออกไป นายอารักษ์กล่าวว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รับทราบความคืบหน้าและแผนงานมาโดยตลอด เนื่องจากมีการหารือร่วมกันอย่างต่อเนื่อง
โดยสาเหตุหลักของความล่าช้ามาจากกระบวนการสร้างระบบ การออกแบบ การนำระบบไปใช้งาน (Implementation) รวมถึงขั้นตอนการทดสอบต่าง ๆ ที่ใช้เวลามากกว่าที่ประเมินไว้
ในมุมมองของตน หากเป็นบริการใหม่ที่ไม่เคยมีในตลาดมาก่อน ผู้เล่นรายแรกย่อมมีข้อได้เปรียบในการเข้าถึงลูกค้า แต่สำหรับธุรกิจธนาคารนั้น ปัจจุบันประเทศไทยมีธนาคารจำนวนมากอยู่แล้ว ดังนั้นการมีธนาคารรายที่ 11 หรือ 12 เพิ่มขึ้นมา อาจไม่ได้แตกต่างกันมาก หากผู้เล่นรายแรกไม่สามารถสร้างความแตกต่างได้จริง
“ถึงแม้เราจะออกมาช้าหน่อย แต่เราก็พยายามสร้างความแตกต่างให้ได้มากที่สุด และนำประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า”
ในด้านกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ นายอารักษ์อธิบายว่า Virtual Bank จะเข้าไปตอบโจทย์กลุ่ม Financial Inclusion หรือกลุ่มประชาชนที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินในระบบ โดยปัจจุบันธนาคารทั่วไปมักให้บริการลูกค้ากลุ่มเงินเดือนเป็นหลัก ขณะที่ยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่อยู่ระหว่าง “ขอบล่าง” ของระบบธนาคาร และ “ขอบบน” ของกลุ่มที่ต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบ
ทั้งนี้เชื่อมั่นว่าตลาดในส่วนนี้มีขนาดใหญ่เพียงพอ จนจะไม่ส่งผลกระทบ หรือทับซ้อนกับธุรกิจในกลุ่มอย่าง MONIX (มันนิกซ์) ซึ่งให้บริการสินเชื่อดิจิทัลอยู่แล้ว เนื่องจากมีวิธีการมองเครดิตและกลุ่มเป้าหมายที่เกื้อหนุนกันในการตอบโจทย์นโยบายของ ธปท.
ทั้งนี้ อาจปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าที่ธนาคารแบบเดิม อาจยังเข้าไม่ถึงได้ เพราะใช้วิธีประเมินเครดิตรูปแบบใหม่ที่มองลูกค้าได้ละเอียดมากขึ้น ทำให้สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าระดับล่างได้มากขึ้นเช่นกัน
ตลาดในกลุ่มดังกล่าวยังมีขนาดใหญ่มาก และไม่น่าจะเกิดการแข่งขันทับซ้อนกันระหว่างผู้เล่นมากนัก เพราะทุกฝ่ายต่างกำลังช่วยกันตอบโจทย์ด้าน Financial Inclusion ตามแนวทางที่ธปท.ต้องการผลักดัน ทั้งผ่านผู้ให้บริการเดิม Virtual Bank ของกลุ่มตน และผู้เล่นรายใหม่รายอื่นที่จะเข้ามาในอนาคต
สำหรับสัดส่วนการถือหุ้นใน BankX ที่ SCBX มีสัดส่วน 90% และ KakaoBank มีสัดส่วน 10% นั้น มองว่า ไม่ควรดูเพียงแค่ตัวเลขสัดส่วนหรือการถือหุ้นเพียงอย่างเดียว เนื่องจากมีการทำข้อตกลงทั้งในรูปแบบ Shareholding Agreement และ Partnership Agreement ควบคู่กันไป เพื่อกำหนดบทบาท หน้าที่ และผลตอบแทนที่สอดคล้องกับสิ่งที่แต่ละฝ่ายนำเข้ามาสมทบ

