วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

‘หุ้นไทย’ เนื้อหอมต่างชาติสนใจ หวัง ‘เงินลงทุน’ ระยะยาวเข้าไทย

ตลท. ปลื้มโรดโชว์ลอนดอน “เนื้อหอม” กลุ่มนักลงทุนระยะยาวสนใจ “หุ้นไทย” เพียบพร้อมลุยต่อฮ่องกง-จัดไทยแลนด์โฟกัส ส.ค. นี้ พร้อมมองบวก “ไทยช่วยไทยพลัส”

KEY POINTS

  • นักลงทุนสถาบันต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนระยะยาว (Long-only) จากยุโรป ให้ความสนใจลงทุนในตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังการโรดโชว์
  • ปัจจัยบวกที่ดึงดูดความสนใจคือ ความชัดเจนทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง และความเชื่อมั่นด้านธรรมาภิบาลที่ไทยมีบริษัทจดทะเบียนผ่านเกณฑ์เป็นอันดับ 1 ในอาเซียน
  • อุตสาหกรรมอนาคตกลุ่ม New S-Curve เช่น Data Center, Semiconductor และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็นที่น่าจับตาของนักลงทุน นอกเหนือจากกลุ่มดั้งเดิมที่แข็งแกร่ง

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า จากการโรดโชว์นักลงทุนต่างประเทศ ครั้งล่าสุด ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ที่ผ่านมานี้ มีสัญญาณ “เชิงบวก” ที่น่าสนใจสำหรับ “เศรษฐกิจ” และ “ตลาดทุนไทย” โดยทีมนักลงทุนสัมพันธ์ และผู้แทนจากไทยได้เข้าประชุมแบบเจาะลึก (One-on-one meeting) กับนักลงทุนสถาบันรายใหญ่อย่างน้อย 20 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม “Long-only” หรือนักลงทุนระยะยาวที่เน้นการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและถือครองสินทรัพย์นานถึง 8 ปี โดยไม่หวั่นไหวต่อความผันผวนของราคาหุ้นรายวัน

โดยผลตอบรับจากการโรดโชว์รอบนี้สะท้อนว่า “นักลงทุนยุโรป” ให้ความสนใจตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา สิ่งที่น่าจับตามองคือ การมีนักลงทุนรายใหม่ที่ไม่เคยลงทุนในไทยมาก่อน 2-3 ราย เข้ามาแสดงความสนใจศึกษาข้อมูลเศรษฐกิจ และโอกาสการลงทุน ซึ่งถือเป็นสัญญาณของการขยายฐานเม็ดเงินลงทุนใหม่ๆ เข้าสู่ประเทศ

‘หุ้นไทย’ เนื้อหอมต่างชาติสนใจ  หวัง ‘เงินลงทุน’ ระยะยาวเข้าไทย

นอกจากนี้ ความชัดเจนทางการเมืองภายหลังการเลือกตั้งยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนมองว่าไทยจะมีรัฐบาลที่แข็งแรงพอจะผลักดันนโยบายเศรษฐกิจให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรมได้

แม้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จะมีเหตุการณ์ที่กระทบภาพลักษณ์ตลาดทุนไทยบางกรณี แต่นักลงทุนระยะยาวมองว่า เป็นเพียงกรณีเฉพาะราย 2-3 เท่านั้น ในภาพรวมไทยยังคงเป็นผู้นำด้านธรรมาภิบาล โดยอ้างอิงจาก S&P 500 Yearbook ที่ระบุว่าประเทศไทยมีบริษัทจดทะเบียนที่ผ่านเกณฑ์ด้าน Governance ถึง 48 บริษัท ซึ่งถือเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน และอันดับ 6 ของโลก

สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังคงอยู่ในเรดาร์ความสนใจ นอกเหนือจากจุดแข็งเดิมในกลุ่ม การแพทย์ (Health), อาหาร และการท่องเที่ยวแล้ว ไทยยังได้รับการจับตามองในฐานะฐานการลงทุนใหม่ของอุตสาหกรรมอนาคต หรือ New S-Curve เช่น Data Center, Semiconductor และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงบริษัทที่อยู่ในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ของเทคโนโลยี AI

ขณะที่ การเดินทางโรดโชว์ “นักลงทุนต่างชาติ” ในวันนี้ (26 พ.ค.69) ตลท. จะนำบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ราว 9-10 บริษัท เดินทางไปร่วมงานคอนเฟอเรนซ์ของ UBS ที่ฮ่องกง พร้อมกันนี้ยังมีการประสานงานกับกระทรวงการคลังเพื่อร่วมโรดโชว์ในนามภาครัฐเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระดับประเทศ ก่อนจะถึงกิจกรรมใหญ่ประจำปีนี้ อย่าง “Thailand Focus” ในช่วงปลายเดือนส.ค. นี้ ซึ่งมียอดการตอบรับจากนักลงทุนต่างชาติเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของรัฐบาล เช่น โครงการช่วยเหลือค่าครองชีพ ไทยช่วยไทยพลัส นายอัสสเดช มองว่า เป็นผลเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทยด้วย เพราะว่าเป็นมาตรการที่ช่วยประคองเศรษฐกิจ และ Multiplier Effect เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจระยะสั้นในการบริโภค ซึ่งอาจไม่ได้ส่งผลต่อราคาหุ้นโดยตรงในทันที แต่ช่วยประคองสนับสนุนผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในระยะสั้นท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงาน

แต่ประเด็นสำคัญ ที่นักลงทุนเฝ้าติดตามคือ ทิศทางเศรษฐกิจไทยในระยะยาวจะเดินไปในทิศทางไหน และจะสามารถเติบโตได้มากกว่าปัจจุบันหรือไม่ ซึ่งนักลงทุนมองว่านโยบายภาครัฐของไทยดี แต่อยากเห็นความชัดเจนว่าจะเกิดขึ้นจริงเมื่อไหร่ อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมาทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่าจะมีรัฐบาลที่แข็งแรงพอจะผลักดันนโยบายให้เห็นผลจริงได้ อย่างเช่น การเปลี่ยนผ่านจากตัวเลขการขอรับส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI ที่มียอดสูงเกือบ 60,000 ล้านดอลลาร์ ในปีที่ผ่านมา ให้กลายเป็นการลงทุนจริงในประเทศ

ศาสตราจารย์ ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า สำหรับความคืบหน้าการสร้างความสามารถในการแข่งขัน และผลักดันการเติบโตของตลาดทุนไทย คาดว่า จะมีการสื่อสารรายละเอียด และเห็นความชัดเจนได้ภายในช่วงเดือนก.ค. หรือไม่เกินไตรมาส 3 นี้

โดยขณะนี้ ก.ล.ต. ยังคงร่วมมือกับ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และสร้าง Task Force ภายใต้โครงการ Powering Growth เพื่อปรับปรุงกระบวนการนำบริษัทเข้าจดทะเบียน (IPO) โดยเฉพาะโครงการ BOI to IPO โดยมีทิศทางที่ชัดเจนทำให้กระบวนการกระชับ และรวดเร็วขึ้น โดยจะเน้นความสมดุลระหว่างยังคงรักษาคุณภาพ มีมาตรฐานที่เข้มงวด และการเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขัน

ทั้งนี้ ก.ล.ต. จะเน้นการสร้างความสมดุลระหว่างคุณภาพ และการกำกับดูแล โดยจะปรับเปลี่ยนรูปแบบไปสู่การเน้น “การเปิดเผยข้อมูล” (More Disclosure) มากขึ้น แทนการใช้เกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติ (Merit-based) เพียงอย่างเดียวในบางส่วน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในเชิงการแข่งขัน

พร้อมกันนี้ ก.ล.ต. และทุกภาคส่วนมีทิศทางตรงกันในการผลักดันโครงการ TISA โดยมุ่งเน้นไปที่การปรับโครงสร้างระบบนิเวศการออมเพื่อประโยชน์ของประชาชนในระยะยาว มากกว่าแค่เรื่องสิทธิลดหย่อนภาษี 

“เป้าหมายหลักคือ เราต้องการสร้าง Quality Long-term Demand ให้คนไทยสามารถเข้าถึงการออมผ่านมืออาชีพได้อย่างสะดวก และเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดทุน” 

ทั้งนี้ ก.ล.ต. ยืนยันถึงความเชื่อมั่นในระบบนิเวศของตลาดทุนไทยที่เปิดกว้างให้เกิดการแข่งขัน และพยายามเปลี่ยนความท้าทายต่างๆ ให้กลายเป็นโอกาส

โดยยุทธศาสตร์หลักคือ การขับเคลื่อนทั้ง Quality Demand และ Quality Supply ควบคู่กันไป เพื่อให้มั่นใจว่าตลาดทุนไทยจะมีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ และมีการกำกับดูแลที่เหมาะสมกับสภาวการณ์ปัจจุบัน

“ก.ล.ต. เชื่อมั่นในอีโคซิสเต็ม ของตลาดทุนไทยที่เปิดกว้างให้เกิดการแข่งขัน และพยายามเปลี่ยนความท้าทายต่างๆ ให้เป็นโอกาสสำหรับทุกภาคส่วน”

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์