ดัชนี S&P 500 ปิดตลาดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังจากหุ้นปรับตัวขึ้นเพียงไม่กี่วินาทีก่อนปิดตลาด เนื่องจากนักลงทุนไม่กังวลกับปัญหาการค้าโลก และเงินเฟ้อ
ซีเอ็นบีซี รายงานภาวะตลาดหุ้นสหรัฐวันอังคาร (18 ก.พ.68) ว่า ดัชนีตลาดหุ้นโดยรวม หรือ S&P 500 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.24% ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 6,129.58 หลังจากแตะระดับสูงสุดในระหว่างวันที่ 6,129.63 ก่อนปิดตลาด ดัชนี Nasdaq Composite ปิดตลาดที่ระดับ 20,041.26 เพิ่มขึ้น 0.07% ขณะที่ดัชนี Dow Jones Industrial Average เพิ่มขึ้น 10 จุด หรือ 0.02% ปิดตลาดที่ระดับ 44,556.34
กลุ่มพลังงานเป็นกลุ่มที่มีผลงานดีที่สุดในดัชนี S&P 500 โดยปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.9% หุ้น Halliburton และ Valero Energy เป็นผู้นำในการเพิ่มขึ้น หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน
กล่าวได้ว่าการที่หุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยที่ลดลงประมาณ 1% และกลุ่มบริการสื่อสารที่ลดลง 1.2% ส่งผลกระทบต่อตลาดโดยรวม หุ้น Meta Platforms ปิดตลาดร่วงลง 2.7% และหยุดสถิติการปรับตัวขึ้นติดต่อกัน 20 วัน
“โดยรวมแล้ว ตลาดยังคงพยายามที่จะหลุดพ้นจากภาวะทรงตัวที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม” คริส ลาร์กิน กรรมการผู้จัดการฝ่ายซื้อขาย และการลงทุนจากโบรกเกอร์ E-Trade ของธนาคาร Morgan Stanley กล่าว
“สัปดาห์นี้เป็นจุดเริ่มต้นของฤดูกาลรายงานผลประกอบการในส่วนของกลุ่มค้าปลีก แต่ข่าวจากวอชิงตัน โดยเฉพาะด้านภาษีศุลกากร อาจยังเป็นปัจจัยที่ไม่แน่นอนสำหรับตลาด”
ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทปรับขึ้นต่อจากสัปดาห์ที่สดใสสำหรับดัชนีหลัก โดยดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวขึ้นราว 0.6% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้น 1.5% และดัชนี Nasdaq พุ่งขึ้น 2.6%
การปรับตัวขึ้นของสัปดาห์ที่แล้วส่วนใหญ่เกิดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดี หลังจากแผนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเก็บภาษีศุลกากรแบบตอบโต้กับประเทศที่เรียกเก็บภาษีสินค้าของสหรัฐ ทำให้บรรดานักลงทุนที่กังวลว่าภาษีศุลกากรจะเข้มงวด รู้สึกผ่อนคลายลง เนื่องจากภาษีไม่ได้ปรับขึ้นทันที
ตลาดหุ้นผันผวนในช่วงต้นปี นักลงทุนให้ความสนใจข้อมูลเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด โดยหวังว่าข้อมูลดังกล่าวจะยังคงคลี่คลายลงต่อไป และทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ เดินหน้าสู่การลดอัตราดอกเบี้ยต่อไป
สตีฟ ไวเอตต์ หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนของบริษัทการเงิน BOK Financial กล่าวว่า "ผมคิดว่า มีโอกาสน้อยมากแต่ไม่ถึงกับเป็นศูนย์ที่ธนาคารกลางสหรัฐจะพลิกกลับทิศทางนโยบายในปีหน้า เนื่องจากเงินเฟ้อจะกลายเป็นประเด็นสำคัญในปี 2026 ซึ่งนั่นไม่ได้สะท้อนอยู่ในมูลค่าสินทรัพย์ในปัจจุบัน ผมมองโลกในแง่ดีมากกว่ามองโลกในแง่ร้าย แต่ผมคิดว่าเราก็ต้องมองโลกตามความเป็นจริงด้วย”
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์




