สวัสดีปีใหม่ 2566 – หุ้นในกลุ่มบริโภคเป็นดาวเด่นปีนี้

สวัสดีปีใหม่ 2566 – หุ้นในกลุ่มบริโภคเป็นดาวเด่นปีนี้

เป้าหมายดัชนีปีนี้ที่ 1,790 จุด อาจมีแรงทำกำไรบ้าง แต่ SET ยังเป็นตัวเลือกที่ดีในภาวะที่ความไม่แน่นอนทั่วโลกสูง เราให้เป้าหมายดัชนี SET Index ที่ 1,790 จุด อิง PER 17 เท่า และกำไรต่อหุ้นของตลาด (EPS) ที่ 105 บาท/หุ้น

เรามองตลาดหุ้นในช่วงต้นปีอาจมีแรงทำกำไรบ้างจาก 1) การครบกำหนด 7 ปีที่สามารถขายได้ของของ LTF ที่ลงทุนตั้งแต่ปี 2560 2) ความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ส่งผลกระทบต่อการปรับประมาณการกำไรของตลาดหุ้นต่างๆ 3) ส่วนต่างผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ และหลายประเทศที่สูงเกือบ 4% ทำให้อาจเห็นเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นเข้าตลาดพันธบัตร หากตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ลดลง รวมไปถึงหากธนาคารกลางสหรัฐฯ เริ่มชะลอการขึ้นดอกเบี้ย อย่างไรก็ตามไทยและอาเซียนมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีกว่าภาพรวมของโลก มีระดับหนี้สินต่ำ และเงินทุนสำรองในระดับสูง ทำให้ยังน่าจะเป็นเป้าหมายของเงินลงทุนต่างชาติ 
 

กำไรของ SET เติบโตไม่ sexy แต่ความโดดเด่นอยู่ในกลุ่มหุ้นบริโภค คาดการณ์กำไร SET Index ปี 2566 เติบโตเพียง 2% โดยมีแนวโน้มถูกถ่วงจากหุ้นกล่มอิงเศรษฐกิจโลก อาทิ พลังงาน ปิโตรเคมี และส่งออก อย่างไรก็ตามหากไม่รวม (excluding) ผลประกอบการกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี กำไรของบจ.ในการวิเคราะห์ของเราคาดเติบโตสูงถึง 21% โดยการเติบโตส่วนใหญ่มาในหุ้นที่อิงการท่องเที่ยวและการบริโภคในประเทศ ได้แก่ ขนส่ง (+301%), โรงแรม (+272%), รับเหมาก่อสร้าง (+106%), บันเทิง (+74%), บรรจุภัณฑ์ (+30%), สาธารณูปโภค (+29%) และค้าปลีก (+28%), การเงิน (+21%), สื่อสาร (+21%) และนิคมอุตสาหกรรม (+20%) ดังนั้นปัจจัยสำคัญปีนี้คือการเลือกกลุ่มการลงทุน โดยเฉพาะที่จะได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ หุ้นเด่นในกลุ่มหุ้นใหญ่ ได้แก่ BBL, CPALL, OR, TIDLOR, TU, EGCO, BCPG, ADVANC, MAJOR สำหรับหุ้นเล็กที่น่าจับตา ได้แก่ SPA, VRANDA และ NSL

 


 

ประเด็นลงทุนที่น่าสนใจ 1) ฟื้นตัวจากเศรษฐกิจและเปิดเมือง BBL, SCB, MINT, SPA, VRANDA, TNR, KISS, CPN, CRC, CPALL, MAKRO, MAJOR 2) หุ้นได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจจีนฟื้นตัว (พลังงาน ปิโตรเคมี บรรจุภัณฑ์) ได้แก่ PTTGC, IRPC, SCGP, AJ, PTL, SCC, PTTEP, PTT 3) กลุ่มบริโภคและการย้ายฐานการผลิต ได้แก่ WHA, AMATA, ROJNA 4) การขายไฟพลังงานทดแทน 5200MW GULF, GUNKUL, BCPG, SSP, BGRIM, GPSC, EGCO 5) หุ้นที่น่าสนใจอื่นๆ STP, TNR, DMT, TVDH, KLINIQ, FLOYD, SORKON 6) กลุ่มน้ำตาล เข้า high season และปริมาณการผลิตไทยสูงสุดในรอบ 3 ปี ดีกับ KSL, KTIS, KBS, BRR

 

ภาพรวมกลยุทธ์: ยังคงมุมมองบวกต่อหุ้นไทยแม้อาจมีแรงขายปรับพอร์ตบ้างช่วงต้นปี หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของจีน (พลังงาน ปิโตรเคมี บรรจุภัณฑ์) มีแนวโน้มเคลื่อนไหวโดดเด่นในระยะสั้น เน้นตัวที่ยัง Laggard หรือที่มีสัดส่วนรายได้จากคนจีนสูงมากๆ ขณะที่ คาดเห็นแรงเก็งกำไรในกลุ่มอื่นๆที่ยังขึ้นน้อย อาทิ การเงินและรับเหมาก่อสร้าง  //หุ้นแนะนำ: MAJOR, MAKRO*, SCGP, VRANDA

แนวรับ: 1,653 / แนวต้าน : 1,670-1,690 จุด สัดส่วน : เงินสด 50% : พอร์ตหุ้น 50%

 

 

ประเด็นการลงทุน

ดัชนี PMI ภาคการผลิตยูโรโซนหดตัวเป็นเดือนที่ 6 – ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายของยูโรโซน ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 47.8 ในเดือนธ.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน จากระดับ 47.1 ในเดือนพ.ย.

EU เตรียมประชุมพุธนี้ชี้ขาดมาตรการตรวจเข้มโควิดนักท่องเที่ยวจีน – ก่อนหน้านี้ ตัวแทนจาก EU รวมทั้งองค์การอนามัยโลก (WHO) รวมมากกว่า 100 คนได้ประชุมผ่านระบบออนไลน์ในวันที่ 29 ธ.ค. แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปแต่อย่างใด

คาดปี 66 เศรษฐกิจจีนถูกกระทบต่อเนื่องจากวิกฤตโควิด – ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตเดือนธ.ค.อยู่ที่ 47.0 ลดลงจากระดับ 48.0 ในเดือนพ.ย. และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 48.0 ทั้งนี้ ดัชนี PMI อยู่ต่ำกว่าระดับ 50 ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อการผลิต

ยอดทัวร์ต่างชาติพุ่งกว่า 15 เท่าตัว - ปริมาณผู้โดยสารในระบบขนส่งสาธารณะระหว่างประเทศ ปี 2565 ณ วันที่ 1 ม.ค.66 มีปริมาณผู้โดยสารเดินทางเข้า-ออกประเทศในทุกมิติการขนส่งรวม 22,577,983 คน โดยเมื่อพิจารณาปริมาณผู้โดยสารรายมิติการขนส่ง พบว่า ทางอากาศมีสัดส่วนปริมาณผู้โดยสารสูงสุด 97.17% รองลงมา คือ ทางถนน 1.30% ทางน้ำ 1.18% และทางราง 0.35%

GULF ตั้งโต๊ะทำเทนเดอร์ THCOM ที่ 9.92 บาท คาดเริ่มซื้อ 5 ม.ค.66 – GULF จะเข้าเป็นผู้ถือหุ้นในบมจ.ไทยคม (THCOM) จำนวนทั้งสิ้น 450,870,934 หุ้น คิดเป็น 41.13% ของหุ้นที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ THCOM

 

ประเด็นติดตาม: 4 ม.ค. - ISM Manufacturing PMI, JOLTs Job Openings / 6 ม.ค. – EU CPI, Nonfarm Payrolls, US Unemployment Rate, ISM Non-Manufacturing PMI / 12 ม.ค. – US CPI / 13 ม.ค. – EU Industrial Production / 18 ม.ค. – EU CPI, US Retail Sales, US PPI   

(* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ ซึ่งอาจมีคำแนะนำต่างกับพื้นฐาน หรือที่ไม่ ได้อยู่ในการวิเคราะห์ของ UOBKH ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาที่เข้าซื้อ)