background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

‘ยุโรป’ ทิ้งเสื้อผ้าปีละ 11 ล้านตัน ‘อียู’ ออกกฎหมายรีไซเคิล ‘ขยะสิ่งทอ’

‘ยุโรป’ ทิ้งเสื้อผ้าปีละ 11 ล้านตัน ‘อียู’ ออกกฎหมายรีไซเคิล ‘ขยะสิ่งทอ’

ไมโครพลาสติก” ที่พบมากที่สุดในสิ่งแวดล้อมคือ “ไมโครไฟเบอร์” เศษพลาสติกที่มีรูปร่างคล้ายด้ายหรือเส้นใยเล็กๆ ซึ่งส่วนใหญ่มาจาก “ผ้าใยสังเคราะห์” จากเสื้อผ้าที่พวกเราสวมใส่ 

ฟาสต์แฟชั่น” เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ผู้คนเลือกซื้อเสื้อผ้าเพิ่มมากขึ้น ส่วนหนึ่งได้รับแรงหนุนจากโซเชียลมีเดีย และเทรนด์แฟชั่นที่เปลี่ยนแปลงด้วยความเร็วที่เร็วกว่าในอดีต เมื่อผู้คนส่วนใหญ่ไม่ต้องการเสื้อผ้าเหล่านั้นแล้ว ส่วนใหญ่จะถูกทิ้งลงถังขยะ มากกว่าจะนำไปบริจาค หรือขายเป็นสินค้ามือสอง โดยเฉพาะในยุโรป 

 

ยุโรปผลิตขยะสิ่งทอปีละ 11 ล้านตัน

ตามรายงานของ Zero Waste Europe (ZWE) เครือข่ายกำจัดขยะแห่งสหภาพยุโรป พบว่าในปี 2562 ชาวยุโรปผลิตขยะสิ่งทอประมาณ 11 ล้านตัน เฉลี่ยแล้วชาวยุโรป 1 จะทิ้งขยะสิ่งทอประมาณ 11 กิโลกรัมต่อปี ขยะส่วนใหญ่ราว 8.41 ล้านตัน หรือคิดเป็น 76.7% ถูกเผาหรือทิ้งภายในสหภาพยุโรป ส่วนอีก 1.83 ล้านตัน ซึ่งคิดเป็น 16.7% ถูกส่งออกไปนอกพรมแดนสหภาพยุโรป โดยเฉพาะไปยังแอฟริกา และเอเชีย

มีเพียง 0.19 ล้านตัน คิดเป็น 1.7% เท่านั้นถูกนำกลับมาใช้ใหม่ในยุโรป ในขณะที่ 4.9% หรือคิดเป็น 0.54 ล้านตัน ถูกนำกลับมารีไซเคิลในยุโรป โดยองค์กรพัฒนาเอกชนคาดว่าชาวยุโรปจะสร้างปริมาณขยะสิ่งทอจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 15 ล้านตันภายในปี 2578

นอกจากนี้ ZWE ยังตั้งข้อสังเกตว่ามี 33% ของขยะสิ่งทอที่เกิดขึ้นในปี 2019 เท่านั้นที่ถูกผลิตในยุโรป ขยะสิ่งทอเกือบ 7 ล้านตันต่อปีเป็นเสื้อผ้า และของใช้ในครัวเรือน (ขยะหลังการบริโภค) ขยะราว 4-9% เป็นสินค้าที่ถูกทิ้งทั้งที่ยังไม่ได้จำหน่าย คิดเป็นปริมาณ 264,000-594,000 ตันต่อปี

การรีไซเคิลสิ่งทอในยุโรปยังคงเป็นภาคส่วนเล็กๆ กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จากการเกิดตลาดเสื้อผ้ามือสองเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่เร็วเพียงพอกับปริมาณขยะที่เกิดขึ้น ทำให้หลายประเทศในยุโรปกำลังพยายามหาวิธีแก้ไขปัญหาขยะสิ่งทอ หนึ่งในนั้นคือ “สาธารณรัฐเช็ก
 

เช็กเตรียมออกกฎหมายรีไซเคิลเสื้อผ้า

ในแต่ละปี สาธารณรัฐเช็กมีขยะสิ่งทอประมาณ 180,000 ตัน แต่มีเพียง  39,000 ตันเท่านั้นที่ถูกนำไปรีไซเคิล ส่วนอีก 75,000 ตัน ถูกทิ้งรวม และปนเปื้อนสารอื่นๆ จนไม่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ ปัญหานี้ทำให้สาธารณรัฐเช็กมีแผนที่จะปรับปรุงแนวทางปฏิบัติในการจัดการขยะในปัจจุบัน

ธันวาคม 2566 กระทรวงสิ่งแวดล้อมของเช็กประกาศ แผนการบังคับใช้การเก็บขยะสิ่งทอ โดยจะบังคับใช้ในปี 2568 เพื่อแก้ไขปัญหาเสื้อผ้าจำนวนมากที่ถูกทิ้งลงหลุมฝังกลบ ทั้งที่สามารถนำมากลับใช้ใหม่หรือรีไซเคิลได้ และมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ประเทศสอดคล้องกับแนวทางการจัดการขยะของสหภาพยุโรป ที่กำหนดให้ประเทศในสหภาพยุโรปจะต้องแยกสิ่งทอแยกออกจากขยะชนิดอื่น ภายในวันที่ 1 มกราคม 2568 เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อเตรียมการใช้ซ้ำ และการรีไซเคิล

ปีเตอร์ ฮลาดิก รัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อม เน้นย้ำถึงเป้าหมายของกฎหมายนี้ทำขึ้นเพื่อให้มั่นใจว่าขยะสิ่งทอจะได้รับการรีไซเคิล และนำกลับมาใช้มากขึ้น อีกทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการรีไซเคิล

ปัจจุบันสาธารณรัฐเช็กมีจุดรวบรวมสิ่งทอประมาณ 10,000 จุด ซึ่งพระราชบัญญัติขยะที่มีอยู่กำหนดให้มีการรวบรวมเท่านั้น ไม่ใช่การรีไซเคิล ทำให้สิ่งทอ และเสื้อผ้าจำนวนมากถูกทิ้งลงในถังขยะรีไซเคิลแบบผสมที่สามารถทิ้งขยะรีไซเคิลรวมกันได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกระดาษ ภาชนะพลาสติกแข็ง ภาชนะโลหะ และวัสดุสิ่งทอ ซึ่งอาจทำให้เสื้อผ้าที่อยู่ในถังดังกล่าวอาจจะปนเปื้อนจนไม่สามารถรีไซเคิลได้ 

กฎหมายใหม่นี้จะสร้างจุดรวบรวมและรีไซเคิลเพิ่มเติมในสถานที่ ที่เข้าถึงได้ทั่วเขตเทศบาลต่างๆ เช่น ศาลากลางหรือร้านค้า เช่นเดียวกับในประเทศที่มีแบตเตอรี่และขยะไฟฟ้า เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถกำจัดขยะสิ่งทอได้ดีขึ้น

มากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศในสหภาพยุโรป กำหนดให้ต้องรวบรวมสิ่งทอแยกจากขยะอื่นๆ อยู่แล้ว โดยเฉพาะสิ่งทอที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ ลักเซมเบิร์ก และเบลเยียม มีอัตราการรวบรวมสิ่งทอแยกกันสูงสุดในทวีป ตามมาด้วยเนเธอร์แลนด์และออสเตรีย 

 

ยุทธศาสตร์สหภาพยุโรปสำหรับสิ่งทอที่ยั่งยืนและหมุนเวียน

คณะกรรมาธิการยุโรปได้นำเสนอกลยุทธ์ใหม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิบัติการเศรษฐกิจหมุนเวียนในเดือนมีนาคม 2565 เพื่อทำให้สิ่งทอมีความทนทาน ซ่อมแซมได้ ใช้ซ้ำได้ และรีไซเคิลได้มากขึ้น รับมือกับการขยายตัวของฟาสต์แฟชั่น 

ด้วยการออกข้อกำหนดการออกแบบเชิงนิเวศใหม่สำหรับสิ่งทอ พร้อมมีหนังสือเดินทางผลิตภัณฑ์ดิจิทัล ต้องมีข้อมูลที่ชัดเจนสามารถย้อนกลับไปหาที่มาของแหล่งวัสดุได้ และเรียกร้องให้บริษัทต่างๆ รับผิดชอบและดำเนินการเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน และสิ่งแวดล้อมให้เหลือน้อยที่สุด

นอกจากนี้ สหภาพยุโรปยังมีฉลากสิ่งแวดล้อม สำหรับสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่มีสารอันตรายน้อยลงและก่อให้เกิดมลพิษทางน้ำและอากาศน้อยลง ซึ่งทำให้ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์ของตนตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ขั้นตอนการหาวัสดุ การผลิต และการกำจัด โดยฉลากนี้จะช่วยให้ผู้บริโภคเลือกสิ่งทอที่ยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

ในเดือนมีนาคม 2567 รัฐสภายุโรป ได้เสนอแนวคิดสำหรับการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์เกี่ยวกับขยะสิ่งทอ โดยแก้ไขคำสั่งเกี่ยวกับการจัดการขยะ ด้วยการแนะนำแผนขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิตให้เพิ่มขึ้น  ซึ่งหมายความว่าผู้ผลิตสิ่งทอ เช่น เสื้อผ้า รองเท้า หมวก เครื่องประดับ รวมถึงบริษัทอื่นๆ ที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในตลาดเดียวของยุโรป จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรวบรวม การคัดแยก และการรีไซเคิลด้วย

 

ที่มา: Euro NewsEuropean ParliamentThe Brussels Times

พิสูจน์อักษร....สุรีย์   ศิลาวงษ์