วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผลักดัน พ.ร.บ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ขับเคลื่อนไทยสู่ความยั่งยืน

อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ผลักดัน พ.ร.บ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แก้วิกฤติโลกร้อน โลกเดือด พร้อมรับฟัง ขับเคลื่อนกับทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ความยั่งยืน

วันที่ 25 เมษายน 2567 “ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิชย์” อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวในหัวข้อ “กฎหมายโลกร้อน เกณฑ์ใหม่กับโอกาสประเทศไทย” ภายในงาน A Call to Action Go Green 2024 : The Ambition of Thailand จัดโดย กรุงเทพธุรกิจ ว่า การสร้างโอกาสทางธุรกิจทางการแข่งขัน ปัจจัยที่เข้ามามีบทบาทเปลี่ยนไปค่อนข้างเยอะ ภัยพิบัติ จะรุนแรงมากขึ้นต่อไปจากวันนี้อีกหลายปี โลกที่บอกว่ากำลังร้อนกลายเป็นโลกเดือด การจำกัดอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศา เป็นความพยายามที่เชื่อว่าน่าจะทำได้ดีที่สุด ในภาวะเปลี่ยนผ่านของทั้งโลก

 

วันนี้อุณหภูมิแอนตาร์กติก สูงขึ้นกว่าค่าเฉลี่ย ปัจจุบัน -9 องศา แต่เคย -50 องศาในช่วงเวลาเดียวกัน เป็นสิ่งที่เรากำลังเผชิญ ทิศทางที่จะไป COP28 บอกชัดเจนว่าโลกทั้งโลกที่พยายามตอนนี้ยังไม่พอ อุณหภูมิอาจจะเพิ่มไปถึง 2.4 องศา แต่แค่ 2 องศา ก็ส่งผลต่อปะการัง ขณะที่ 1.5 องศาปะการังจะอยุ่ในภาวะเสี่ยง

 

น้ำทะเลอุณหภูมิสูงขึ้น 0.03 องศา จากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก วันนี้ทั้งโลก หากจะไป 1.5 องศา ต้องลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 43% ในปี 2030 แต่การดำเนินการจริงไม่ถึง 10% ขณะที่ประเทศไทย ตั้งเป้าว่าจะลดก๊าซเรือนกระจก 30-40% ในปี 2030 โดย 33.2% มาจากความพยายามภายในประเทศ ด้วยทุกกลไกที่มี 6.8% ใช้การเงินระหว่างประเทศภายใต้อนุสัญญา ทั้งเงินกู้และเงินให้เปล่า และมี Extra อีก 3% ที่เอาไว้ใช้มาตรการกลไกซื้อขายคาร์บอนเครดิตข้ามประเทศ

 

ผลักดัน พ.ร.บ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ขับเคลื่อนไทยสู่ความยั่งยืน

 

กลไกที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศต้องทำเร่งด่วน เป้า 30-40 % มาจาก 2 ปัจจัย คือ แผนที่มีอยู่แล้ว และแผนการจำกัดอุณภูมิ 1.5 องศา ทำให้ต้องมีการยกระดับแผนเพิ่มเติม เป็นมิติของปี 2030 แต่ปี 2035 อาจจะต้อง Pathway เป็นตัวตั้ง คำนวณตัวเลขว่าต้องลดเท่าไร และกระจายไปทุกเซ็กเตอร์ เพราะฉะนั้น เครื่องมือที่ว่า คือ พ.ร.บ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีทั้งหมด 14 หมวด 169 มาตรา ซึ่งขณะนี้ยังเป็นร่าง โดยยังต้องมีการประชุมอีกหลายรอบในการพิจารณาแต่ละหมวดแต่ละมาตรา

 

กฎหมาย สู่การขับเคลื่อนประเทศ

ดร.พิรุณ กล่าวต่อไปว่า เป้าหมายของ “กฎหมาย” ในการขับเคลื่อนประเทศ คือ

1.กฎหมายสมัยใหม่ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมที่สุด

2. มีกลไกที่สามารถนำมาใช้ใหม่ๆ ได้ ไม่ใช่การยกระดับของเดิมที่มี ไม่ใช่มิติของการพัฒนากฎหมาย แต่มีกลไกใหม่ๆ เข้ามา และกลไกนั้นจะสร้างเม็ดเงินที่สามารถเอากลับมาใช้สนับสนุนภาคอุตสาหกรรม 

3.พัฒนากลไกทางการเงิน สนับสนุนการดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวฯ แก่ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

4. สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุนที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำและยั่งยืน

และ 5. เพื่อพัฒนาระบบติดตามและประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

ผลักดัน พ.ร.บ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ขับเคลื่อนไทยสู่ความยั่งยืน

 

ผลักดันร่าง สู่กฎหมาย  

สำหรับ ร่าง พ.ร.บ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประกอบด้วย

หมวดที่ 1 รับรองสิทธิของประชาชนและกำหนดการมีส่วนร่วมของแต่ละภาคส่วน โดย กรมฯ จะมีการทำบิ๊กดาต้า เชื่อมโยงข้อมูลส่วนกลาง จังหวัด ท้องถิ่น 

หมวดที่ 2 เป้าหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยสอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ แต่ละหน่วยงานรัฐกำหนดเป้าหมายและแผนให้สอดคล้อง บูรณาการเป้าหมายกับภารกิจตนเอง

หมวดที่ 3 คณะกรรมการนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ซึ่งมีอยู่แล้วในปัจจุบัน แต่ยกระดับมาอยู่ใน พ.ร.บ.

หมวดที่ 4 กองทุนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ผ่านมา ได้หารือกับ กระทรวงการคลัง กรมบัญชีกลาง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเชื่อมโยงกับหวดที่ 8 ในการวางกลไกราคาคาร์บอนที่จะมีเม็ดเงินไหลเข้ามา กองทุนจะมีเป้าหมายชัดเจนคือการให้กับเอสเอ็มดี สร้างขีดความสามารถ ในการรับมืออุณหภูมิของโลกที่จะเพิ่มขึ้น

หมวดที่ 5 แผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

หมวดที่ 6 ข้อมูลก๊าซเรือนกระจก จัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศและส่งข้อมูลผ่านรายงานแห่งชาติไปยัง UNFCCC

หมวดที่ 7 แผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ กำหนดแนวทางการดำเนินงานของหน่วยงานของรัฐตามเป้าหมายด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ให้สอดคล้องกับแผนแม่บท

หมวดที่ 8 ระบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อให้มีมาตรการภาคบังคับในการลดก๊าซเรือนกรจะกเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ ได้แก่

  • กำกับดูแลระบบซื้อขายสิทธิการปล่อย GHGs
  • จัดทำแผนการจัดการจัดสรรสิทธิควบคุมการปล่อย GHGs
  • อุตสาหกรรมใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลสูง
  • กำหนดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้แน่นอนกว่า

หมวดที่ 9 ระบบภาษีคาร์บอน เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และจัดการปัญหาการรั้วไหลของก๊าซเรือนกระจก อาทิ เก็บภาษีและค่าธรรมเนียมคาร์บอนจากผลิตภัณฑ์ เก็บภาษีเชื้อเพลิงฟอสซิลภาคคมนาคมขนส่ง ภาคการใช้ไฟฟ้า และเก็บภาษีจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง

หมวดที่ 10 คาร์บอนเครดิต เพื่อให้การจัดการและใช้คาร์บอนเครดิตมีความน่าเชื่อถือ และไม่ขัดหรือแย้งกับประโยชน์หรือวัตถุประสงค์ ด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ ได้แก่ กลไกการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิต กำกับดูแลการใช้คาร์บอนเครดิตภายในประเทศและระหว่างประเทศ และ การขึ้นทะเบียนผู้ประกอบธุรกิจคาร์บอนเครดิต

หมวดที่ 11 การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

หมวดที่ 12 มาตรการส่งเสริมการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้มีการสนับสนุนทางการเงินจากกองทุน

หมวดที่ 13 มาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

หมวดที่ 14 บทกำหนดโทษ ป้องกันยับยั้งมิให้มีการกระทำฝ่าฝืนมาตรการบังคับ

 

“หลายคงมองว่า ระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) จะเกิดขึ้นได้อย่างไร วันนี้เราคุยกับ กลต. ถึงกฎหมายที่อยู่ในมือของกลต และกลไกที่มีอยู่ในตลาด ว่าสามารถรองรับ ETS Thailand ที่จะเกิดขึ้นหรือไม่ โดยวันนี้มีกลไกที่เพียงพอ”

 

ผลักดัน พ.ร.บ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ขับเคลื่อนไทยสู่ความยั่งยืน

 

"ทั้งหมดไม่ใช่แค่เรื่องที่หยิบยกขึ้นมาเขียนใน พ.ร.บ. แต่ผ่านการพูดคุยกับทุกหน่วยงานของความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติได้หรือไม่ ในช่วงเวลาที่เหมาะสม พ.ร.บ.ฉบับนี้ จะใช้เวลาอีกประมาณ 2 เดือนเป็นเป้าหมายที่อยากเห็นในการเสนอ ครม. ให้ได้”

 

ท้ายนี้ ดร.พิรุณ กล่าวว่า อยากฉายภาพให้เห็นว่ารัฐกำลังทำอะไร รัฐมองทุกมิติอย่างไร รัฐเข้าใจข้อจำกัดในเรื่องอะไรบ้าง และรัฐพร้อมรับฟัง ขับเคลื่อนกับทุกภาคส่วน ด้วยกลไกเครื่องมือ คือ ร่าง พ.ร.บ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หลังปี 2030 พ.ร.บ. ฉบับนี้จะมีความจำเป็นอย่างมากในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ความยั่งยืน