วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน 2569

Login
Login

ส่องสถานะ 'นกเงือก' นกโบราณ บ่งบอกความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า

ส่องสถานะ 'นกเงือก' นกโบราณ บ่งบอกความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า

นกเงือก หรือ “Hornbills” นกโบราณขนาดใหญ่ที่มีวิวัฒนาการมากว่า 50 ล้านปี ลักษณะเด่นคือ มีจะงอยปากหนาใหญ่ มีโหนกทางด้านบนเป็นโพรง และส่งเสียงร้องได้ดังกังวาน บนโลกมีอยู่หลากหลายพันธุ์ถึง 52 ชนิด บวกกับ Ground Hornbills อีก 2 ชนิดเป็น 54 ชนิด ส่วนใหญ่พบอาศัยอยู่ตามทุ่งหญ้าและป่าดิบเขตร้อนของทวีปแอฟริกาและเอเชีย เขตร้อนของทวีปเอเชียมีนกเงือกหลากหลายถึง 31 ชนิด และในประเทศไทยมีนกเงือกอยู่ 13 ชนิด

 

นกเงือก กับระบบนิเวศป่า

“มูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก” อธิบายว่า “นกเงือก” ถือเป็นนกที่ไม่มีสีสันสะดุดตา ขนมักมีสีดำ-ขาว บางชนิดมีขนสีน้ำตาล หรือ เทา ส่วนที่มีสีฉูดฉาดอยู่บ้างก็เป็นหนังเปลือย เช่น หนังบริเวณคอ หนัง ขอบตา แต่สีเหลืองสดจัดจ้านที่ปรากฎบนส่วนขนสีขาว หรือบริเวณปากและโหนกของนกกก นกเงือกหัวแรด และนกชนหินนั้น มาจากสีของน้ำมันที่นกทาและแต่งแต้มขึ้นเพื่อรักษาสภาพของขน เปรียบเสมือน “เครื่องสำอาง” ผลิตโดยต่อมน้ำมันซึ่งอยู่บนโคนหาง

 

บทบาทเด่นของ “นกเงือก” ในระบบนิเวศป่า คือ ช่วยกระจายพันธุ์ไม้กว่า 200 ชนิดที่มีประสิทธิภาพมาก เนื่องจากพฤติกรรมการเลือกกินผลไม้ที่สุก และนำพาเมล็ดไปทิ้งในพื้นที่ต่างๆ จึงเป็นตัวช่วยปลูกป่าและปลูกแหล่งอาหาร ทั้งของนกเงือกและสัตว์ป่าอื่นๆ และยังรักษาความหลากหลายของพืชและสัตว์

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง 

 

 

จึงจัดเป็นชนิดพันธุ์ที่เป็นร่มเงาให้กับสัตว์ชนิดอื่น (Umbrella species) ทำให้สังคมพืชเกิดความสมดุล และช่วยควบคุมประชากรสัตว์ขนาดเล็ก เช่น แมลงและหนูเป็นต้น จากความสัมพันธ์ของนกเงือกมีความอ่อนไหวต่อพื้นที่ป่าที่เปลี่ยนแปลงไป จึงเหมาะที่จะจัดนกเงือกเป็นชนิดพันธุ์ที่เป็นดัชนีชี้วัดความสมบูรณ์ของป่า (Indicator species) แต่ละแบบได้อีกด้วย

 

สัตว์ป่าคุ้มครอง ใกล้สูญพันธุ์

สำหรับในประเทศไทย มีนกเงือก 13 ชนิด เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง 12 ชนิด และเพิ่งขึ้นทะเบียนเป็น สัตว์ป่าสงวน อันดับที่ 20 ของประเทศไทย เมื่อวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2565 หนึ่งชนิด คือ “นกชนหิน” ซึ่งมีสถานะใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically Endangered) ตาม IUCN Red List

 

เนื่องจาก “นกชนหิน” เป็นสัตว์ป่าหายาก ใกล้สูญพันธุ์ จำเป็นต้องสงวนและอนุรักษ์ไว้อย่างเข้มงวด ปัจจุบันมีนกชนหินในธรรมชาติเหลืออยู่น้อยมาก ประมาณไม่เกิน 100 ตัว และมีปัจจัยคุกคามสูง เนื่องจากนกชนหินมีโหนกที่ตันและสวยงามเหมือนลักษณะของงาช้าง ทำให้เป็นที่ต้องการของตลาดค้าสัตว์ป่า ส่งผลให้เกิดการลักลอบล่านกชนหินอย่างมาก จนกระทั่งมีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้จะกำหนดให้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองลำดับที่ 410 แล้วก็ตาม จึงต้องยกระดับการคุ้มครองให้เป็นสัตว์ป่าสงวน

 

ทั้งนี้ นอกจากเป็นการยกระดับการคุ้มครองทางกฎหมายที่เข้มงวดแล้ว ยังเป็นการสร้างความตระหนักในการอนุรักษ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์การอนุรักษ์สัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ในระดับนานาชาติ ประกอบกับประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์(CITES)

 

 

ซึ่งมีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตามอนุสัญญาที่กำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องมีมาตรการในการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าอย่างเหมาะสม โดยนกชนหิน เป็นนกเงือก 1ใน 13 ชนิดของไทย มีการกระจายเฉพาะตั้งแต่จังหวัดชุมพรจนถึงจังหวัดนราธิวาส พบเป็นกลุ่มขนาดเล็กในป่าดิบชื้นระดับต่ำ มีกลุ่มประชากรหลักอยู่ในอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสง

 

รายชื่อนกเงือกที่พบในประเทศไทย

  • นกกก
  • นกเงือกหัวแรด
  • นกชนหิน
  • นกแก๊ก
  • นกเงือกกรามช้าง
  • นกเงือกกรามช้างปากเรียบ
  • นกเงือกคอแดง
  • นกเงือกดำ
  • นกเงือกปากดำ
  • นกเงือกปากย่น
  • นกเงือกสีน้ำตาล
  • นกเงือกสีน้ำตาลคอขาว
  • นกเงือกหัวหงอก

 

สถานภาพในประเทศไทย

  • ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically Endangered) เช่น นกชนหิน (จัดเป็นสัตว์สงวนอันดับที่ 20 ของประเทศไทย) นกเงือกปากย่น นกเงือกดำ
  • ใกล้สูญพันธุ์ (Endangered) เช่น นกเงือกหัวหงอก นกเงือกหัวแรด นกเงือกคอแดง
  • มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (Vulnerable) เช่น นกเงือกสีน้ำตาล นกเงือกสีน้ำตาลคอขาว นกเงือกกรามช้างปากเรียบ
  • ใกล้ถูกคุกคาม (Near Threatened) เช่น นกกก นกเงือกปากดำ นกเงือกกรามช้าง
  • ไม่ถูกคุกคาม (Least Concerned) เช่น นกแก๊ก

 

โลกร้อน ส่งผลกระทบต่อนกเงือก

มูลนิธิสืบ นาคะเสถียร เผยรายงานสถานการณ์นกเงือกประจำปี ของ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (พญาไท) พบว่า นอกจากปัจจัยการคุกคามด้านศัตรูตามธรรมชาติและมนุษย์ที่ทำให้จำนวนนกเงือกลดลงแล้ว “ภาวะโลกร้อน” ยังมีผลทำให้สิ่งมีชีวิตที่อาศัยพึ่งพาหากินกับต้นไม้เช่น นกเงือก ประสบปัญหาในมิติของนกเงือกเช่นกัน เนื่องจากปริมาณน้ำฝนที่ลดลงและอุณหภูมิโลกที่ร้อนระอุขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การเข้ารังของนกเงือกลดน้อยลงอย่างมีนัยยะสำคัญ

 

มูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก ได้วิเคราะห์ปริมาณอาหารนกเงือกที่มีอยู่ในธรรมชาติ พบว่า ผลผลิตทางอาหารของนกเงือกตามธรรมชาติ ในสภาพอากาศแห้งแล้ง อุณหภูมิสูงขึ้น ปริมาณน้ำลดลง ทำให้พรรณไม้ที่เป็นอาหารของนกเงือก ทั้ง ตาเสือ ยางโอน และไทรหลายชนิด ลดลงตามไปด้วย อันเป็นผลมาจากภาวะโลกร้อนอย่างชัดเจน ที่ทำให้การเข้ารังและการขยายพันธุ์ลดลง จำนวนประชากรลูกนกเงือกใหม่ใหม่ๆ จึงน้อยมาก

 

การถูกล่าจากมนุษย์

ภัยคุกคามจากมนุษย์เป็นสาเหตุหลักของการลดลงของประชากรนกเงือก ในประเทศไทยการทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยจากกิจกรรมต่างๆ เช่น การทำไม้ การทำไร่เลื่อนลอย และการตั้งถิ่นฐาน เป็นสาเหตุหลักที่คุกคามนกเงือก นอกจากนี้ การล่าทั้งเพื่อการค้าและเพื่อใช้ประโยชน์อื่นๆ ยังเป็นสาเหตุที่สำคัญอีกเช่นกัน

 

นกเงือกในธรรมชาติที่ตาย ส่วนใหญ่จะถูกล่าจากมนุษย์ ที่ผ่านมาแทบไม่เคยพบนกเงือกป่วยหรือถูกงูกัดตาย เพราะงู คือ อาหารของมัน ส่วนศัตรูในธรรมชาติก็มีไม่มากนัก เช่น หมีขอ หมีหมา และหมาไม้ แต่ก็ยากที่จะมาจับนกเงือกกินเว้นเสียจากลูกและแม่นกที่อยู่ในโพรงหรือเวลาที่ลูกนกยังปิดปากโพรงไม่เสร็จ

 

ในฤดูทำรัง คือ ช่วงเวลาสำคัญของนกเงือก เพราะชีวิตของแม่และลูกต้องฝากไว้กับพ่อนกแต่เพียงผู้เดียว พ่อนกเงือกจะบินเข้าออกที่ต้นไทรและต้นผลไม้สุกวันละหลายครั้ง เพื่อเก็บผลไม้ครั้งละ1ลูก สะสมไว้ในกระเพาะพักแล้วพากลับมาป้อนให้แม่และลูกนกในโพรงรัง ด้วยสาเหตุที่ “นกเงือก” เป็นนกที่จับคู่แบบผัวเดียวเมียเดียว (Monogamus) พ่อนกเงือกจึงต้องมีความรับผิดชอบสูงมากในการหาอาหาร หากพ่อนกถูกยิงตายหมายถึงอีก2ชีวิตที่รออยู่ และจะอดอาหารตายในที่สุด

 

วันรักนกเงือก

ในปี พ.ศ. 2547 มูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งดำเนินการศึกษาวิจัยนกเงือกมานานกว่า 20 ปี จึงได้กำหนดให้วันที่ 13 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็น "วันรักนกเงือก" เพื่อให้สังคมและประชาชนได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์นกเงือกที่ใกล้สูญพันธุ์อยู่ทุกขณะ

 

อ้างอิง : โครงการศึกษานิเวศวิทยาของนกเงือก คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล , มูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก , มูลนิธิสืบ นาคะเสถียร , นิตยสารสาระวิทย์ สวทช.