วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การปลดล็อกพลังงานเพื่อความยั่งยืนในเอเชีย

หลายท่านน่าจะเริ่มได้ยินเกี่ยวกับมาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ระยะที่ 1 (Thailand Taxonomy Phase 1)

ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ประกาศใช้เมื่อเดือนมิถุนายน 2566 เพื่อจำแนกธุรกิจ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจของภาคส่วนต่างๆ เป็นสีเขียว สีเหลือง และสีแดง ตามระดับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

การตระหนักเพียงว่าธุรกิจของตนเป็นสีแดง หรือเหลือง อาจไม่เกิดประโยชน์นักหากไม่มียุทธศาสตร์หรือเงินทุนสำหรับลงมือปรับการดำเนินงานหรือที่เราเรียกว่า“เปลี่ยนผ่าน”ให้ส่งผลลบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลงอย่างจริงจัง ปัจจุบันมีกรณีศึกษาโครงการเปลี่ยนผ่านในหลายประเทศ แต่ในที่นี้ผมขอยกตัวอย่างงานวิเคราะห์ที่น่าสนใจในแง่ของความมุ่งมั่นในการลดคาร์บอน คือ MUFG Asia Transition White Paper 2023 ของมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป (MUFG) ซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น และเป็นกลุ่มสถาบันการเงินชั้นนำของโลกครับ

White Paper นี้เป็นบทวิเคราะห์พร้อมข้อเสนอแนะเชิงนโยบายของ MUFG ว่าจะสนับสนุนความยั่งยืนด้านพลังงานในภูมิภาคเอเชียผ่านการเงินเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่าน (Transition Finance) ได้อย่างไรบ้าง ภายใต้จุดมุ่งหมายให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงาน การเข้าถึงได้ และการลงทุนในพลังงานสะอาด

เหตุใด MUFG จึงเน้น “ภาคพลังงานในเอเชีย” ? เนื่องจากภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific: APAC) ปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่าครึ่งหนึ่งของทั้งโลก โดยกว่า 25% เกิดจากภาคพลังงานผ่านการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก นอกจากนี้ เอเชียยังมีความต้องการเงินทุนสูงกว่า 3.1 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ให้ได้ในปี 2593 ทั้งนี้ MUFG ต้องการเริ่มขับเคลื่อน Transition Finance ในไทยเนื่องจากเป็นที่ตั้งของหนึ่งในพันธมิตรหลักเชิงกลยุทธ์ของ MUFG คือ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีเป้าหมายในมิติความยั่งยืนที่ต้องการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนจากการดำเนินงานภายในปี 2573 และจากบริการทางการเงินในปี 2593

ประเทศไทยใช้พลังงานไฟฟ้าส่วนใหญ่จากก๊าซธรรมชาติ จากข้อมูลสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงผลิตพลังงานไฟฟ้าในระบบของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ณ เดือนตุลาคม 2566 ไทยผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติมากถึง 60.21% ตามด้วยถ่านหินที่ร้อยละ 19.31 ในขณะที่พลังงานหมุนเวียนทุกประเภทรวมกันอยู่ที่เพียง17.69%

ทั้งนี้ ประเทศไทยได้ร่างแผนพลังงานแห่งชาติปี 2566 ที่ตั้งเป้าลดการปล่อยคาร์บอนจากภาคพลังงานไทยให้เหลือศูนย์ภายใน ค.ศ.2065 ด้วยการเปลี่ยนไปผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เป็นหลัก และจะลงทุนพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้ผลิตจากพลังงานหมุนเวียนหลากหลายประเภทมากขึ้น รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ สำหรับกักเก็บ และส่งไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดให้มีความเสถียรในระดับพาณิชย์ โดย MUFG ได้ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายที่จะต้องวางแผนอย่างระมัดระวังเพื่อเพิ่มอุปทานพลังงานไฟฟ้าทางเลือกที่มีต้นทุนสูงให้มีความต่อเนื่อง ความต้องการลงทุนอีกมากในงานวิจัย และพัฒนาด้านเทคโนโลยีซึ่งอาจเป็นในรูปแบบการสนับสนุนเงินทุนจากภาครัฐ และการส่งผ่านพลังงานมายังผู้บริโภคในราคาที่เข้าถึงได้

ในด้านอุปสงค์ การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฟฟ้าเป็นเรื่องสำคัญเพราะผู้ส่งออกไทยต้องเริ่มสำแดงปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อทางการยุโรปตามมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ซึ่งนับคาร์บอนที่ปล่อยตั้งแต่การใช้ไฟฟ้าในกระบวนการผลิตเลยทีเดียว และ MUFG เล็งเห็นว่าอุปสงค์ในส่วนนี้จะเป็นแรงผลักดันสร้างอุปทานการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดมากขึ้น  เกิดเป็นระบบนิเวศที่เอื้อให้ธุรกิจต่างๆ เติบโตในลักษณะที่ไม่ก่อคาร์บอนเพิ่มตั้งแต่ต้นน้ำ

แน่นอนว่าการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดต้องอาศัยความพยายามของทุกฝ่ายเดินหน้าไปด้วยกัน ดังนั้นนอกจากการที่ภาครัฐยกระดับโครงสร้างพื้นฐานแล้ว ในส่วนของภาคเอกชนแต่ละองค์กรก็อาจมีวิธีการที่แตกต่างกันไป แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ มุ่งบรรลุเป้าหมายความยั่งยืนทั้งในระดับหน่วยธุรกิจ และระดับภาพรวม ซึ่งความทุ่มเททั้งหมดนี้ก็เพื่อปลดล็อกนำพาประเทศไทยสู่การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนนั่นเองครับ

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์