วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ปลดล็อกศักยภาพ 'GenZ' ด้วยการ ‘ให้ Space ได้ Performance’

ปลดล็อกศักยภาพ 'GenZ' ด้วยการ ‘ให้ Space ได้ Performance’

ในโลกการทำงานปัจจุบันที่โครงสร้างประชากรเปลี่ยนผ่าน องค์กรจำนวนมากต่างเผชิญกับคำถามท้าทายที่ว่า “เราจะบริหารพนักงาน Gen Z อย่างไร?” ท่ามกลางอคติที่มักมองว่าคนรุ่นใหม่เอาแต่ใจหรือไม่มีความอดทน แท้จริงแล้วพวกเขาเพียงแค่ต้องการความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน และปฏิเสธวัฒนธรรมการทำงานแบบเดิมที่อาจเอาเปรียบพนักงาน   

“พิณณภา อินทามระ” อาจารย์พิเศษด้านอีเวนต์และการตลาด ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและมหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้บริหารบริษัท “Savvy Way” เปิดเผยว่า การสื่อสารกับ Gen Z ไม่ใช่เรื่องของการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ แต่คือการลดกำแพงลง ผู้บริหารต้องเลิกเป็นเจ้าชีวิต แล้วมาเป็น Consultant”โอกาสให้ทีมงานสามารถโต้แย้งได้ ยอมรับในความผิดพลาดของตนเอง สอดคล้องกับพฤติกรรมของคน Gen Z ที่ต้องการความโปร่งใส ความเห็นอกเห็นใจ และสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยทางจิตวิทยา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

'ภูมิแพ้ออฟฟิศ (โรคตึกเป็นพิษ)'โรคใกล้ตัวที่คนทำงานมักมองข้าม

เซฟใจคนโซเชียล ผ่าน ‘Mind Moments’ รุกสุขภาวะดิจิทัลที่ดี

เปิดกลยุทธ์ “ให้ Space แต่ต้องได้ Performance”

แนวคิดการบริหารที่กำลังได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพสูงสุดในการขับเคลื่อนทาเลนต์รุ่นใหม่ คือกลยุทธ์ “ให้ Space แต่ต้องได้ Performance” ซึ่งเป็นปรัชญาที่เน้นความ “เข้าใจ” มากกว่าการ “ควบคุม” การนำกลยุทธ์นี้ไปปรับใช้จริงเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ มีวิธีการดังต่อไปนี้

1. มอบความยืดหยุ่น ภายใต้มาตรฐานที่เข้มงวด (Space & Performance) การให้ Space ไม่ได้หมายถึงการปล่อยปละละเลย แต่คือการมอบอิสระในการบริหารจัดการชีวิตและการทำงาน โดยไม่ต้องยึดติดกับเวลาเข้างาน หรือการต้องมานั่งให้เห็นหน้าในออฟฟิศ แต่มีข้อแม้สำคัญคือ “ผลงานจะต้องสำเร็จตามเป้าหมายและได้มาตรฐาน” เคล็ดลับของความสำเร็จนี้คือ หากผลงานที่ออกมาไม่ถึงเกณฑ์ ผู้นำจะต้องให้ Feedback หรือการประเมินผลกลับไปอย่างตรงไปตรงมาและจริงจัง ความเด็ดขาดและชัดเจนนี้จะทำให้ทีมงานรุ่นใหม่เกิดความเกรงใจ และกระตุ้นให้พวกเขาพยายามทำงานให้ดีที่สุด เพื่อรักษา “อิสระ” ที่องค์กรมอบให้

2. ปรับบทบาทจาก ‘เจ้านาย’ เป็น ‘ที่ปรึกษา’ (From Boss to Consultant) คน Gen Z ไม่ตอบสนองต่อการบริหารแบบสั่งการจากบนลงล่าง (Top-Down) หรือผู้นำที่วางตัวเป็นเจ้าชีวิต ผู้นำยุคใหม่จึงต้องทลายกำแพงอำนาจ และเปลี่ยนบทบาทมาเป็น “ที่ปรึกษา” (Consultant) หรือโค้ช วิธีการคือ ต้องเปิดโอกาสให้พนักงานสามารถแสดงความคิดเห็นหรือโต้แย้งได้อย่างปลอดภัย ยอมรับในความผิดพลาดของตนเองอย่างจริงใจ และดูแลพนักงานในฐานะ “ลูกค้าภายใน” (Internal Customer) เพราะเมื่อพนักงานได้รับการดูแลและสนับสนุนอย่างดี ผลลัพธ์และนวัตกรรมทางธุรกิจที่ยอดเยี่ยมก็จะสะท้อนออกมาเอง

ปลดล็อกศักยภาพ 'GenZ' ด้วยการ ‘ให้ Space ได้ Performance’

สื่อสารชัดเจน "กล้าขอ กล้าถาม" ดูแลสุขภาพใจ

3. สื่อสารความคาดหวังอย่างโปร่งใส ‘กล้าขอ กล้าถาม’ การให้อิสระจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดก็ต่อเมื่อมีความชัดเจน อแมนดา ลิทแมน ผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะผู้นำ แนะนำว่ากฎเหล็กของการนำทีมคนรุ่นใหม่คือ “คุณไม่มีทางได้สิ่งที่คุณไม่กล้าขอ” ผู้นำมีหน้าที่สำคัญในการสื่อสารให้ทีมรู้ชัดเจนว่า องค์กรต้องการอะไร คาดหวังผลลัพธ์แบบไหน และทำอย่างไรพวกเขาจึงจะไปถึงเป้าหมายได้ง่ายที่สุด การบอกโจทย์ที่โปร่งใส ไม่ต้องให้คาดเดา จะช่วยลดความกดดันและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน นอกจากนี้ ยังต้องสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่กล้าขอในสิ่งที่พวกเขาต้องการเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการขอคำแนะนำ หรือเครื่องมือสนับสนุนต่างๆ

4. ให้ความสำคัญกับ Empathy และเป้าหมายที่เหนือกว่าผลกำไร (Purpose-Driven) Gen Z เติบโตมาในโลกที่เต็มไปด้วยวิกฤติและความไม่แน่นอน พวกเขาจึงให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพจิต (Mental Health) และความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) เป็นอย่างมาก ผู้นำที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจต่อสุขภาวะของทีม จะสามารถสร้างความผูกพันและลดอัตราการลาออกได้ นอกจากนี้ ผู้นำต้องพาทีมไปสู่จุดมุ่งหมาย (Purpose) ที่มีความหมาย มากกว่าแค่การสร้างผลกำไรให้บริษัท การแสดงให้เห็นว่างานที่พวกเขาทำกำลังสร้างอิมแพคหรือผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม จะเป็นแรงผลักดันชั้นดีที่ดึงเอาแพสชันและศักยภาพสูงสุดของพวกเขาออกมา

ท้ายที่สุด ภาวะผู้นำในโลกการทำงานยุคใหม่ ไม่ใช่การตีกรอบหรือบีบบังคับ แต่คือการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างเป้าหมายทางธุรกิจกับความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ องค์กรที่กล้าฉีกกฎเกณฑ์เดิมๆ แล้วหันมาใช้ความเข้าใจ พร้อมให้อิสระที่มาคู่กับความรับผิดชอบอย่างแท้จริง จะกลายเป็นองค์กรที่ปรับตัวและอยู่รอดได้อย่างแข็งแกร่งที่สุดในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้