วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม 2569

Login
Login

เปิดแนวคิดสร้างสรรค์งานวิวาห์ สู่ Global Creative Business

เปิดแนวคิดสร้างสรรค์งานวิวาห์  สู่ Global Creative Business

สำหรับโจ้ -ชยวัสส์  ปัญจภักดี” แห่ง Rainforest The Wedding  การสร้างสรรค์งานแต่งงานไม่ใช่เพียงอีเวนต์หนึ่งวัน แต่เป็นพื้นที่ที่ศิลปะ ธุรกิจ ความรัก วัฒนธรรม เทคโนโลยี และความทรงจำของมนุษย์มาบรรจบกัน Rainforest The Wedding จึงไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงบริษัทรับจัดดอกไม้หรือตกแต่งงานแต่งงาน

แต่เป็น Creative Wedding Design Company ที่สร้างประสบการณ์ให้ผู้คนจดจำสร้างมาตรฐานใหม่ของงานวิวาห์ไทยให้สามารถยืนอยู่บนเวทีระดับโลกได้อย่างสง่างาม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

'แต่งงาน' ทั้งที 'อาหาร' ต้องอร่อย ‘เชฟแมน’ จัดให้

6 โรงแรมกับธุรกิจรับจัดงานวิวาห์ หรูแค่ไหน...จัดให้

สร้างสรรค์งานศิลปะจากดอกไม้สู่งานแต่งงาน

20 ปีก่อน "โจ้ ชยวัสส์" เริ่มต้นธุรกิจจัดงานแต่งงานจากความหลงใหลในศิลปะและการอาสาจัดงานให้เพื่อนจนกลายเป็นไวรัล

ในยุคนั้น งานแต่งงานส่วนใหญ่มักจะจัดตกแต่งด้วยการใช้ผ้าฝ้า แล้วมีราวปกคลุมด้วยดอกไม้ หรือหากเป็นงานระดับไฮเอนด์ (High-end) ก็มักจะทำเป็นแผงฉากหลัง (Backdrop) ที่เน้นใบไม้จำนวนมากเป็นหลัก การนำดอกไม้มาเรียงให้เป็นกราฟิกหรือเป็นรูปภาพ โดยอาศัยความประณีตเสมือนงานคราฟต์ (Craft) ด้วยการใช้เข็มปักดอกไม้ลงไปทีละดอกๆ จนเกิดเป็นลวดลายกราฟิกขึ้นมา ซึ่งในยุคนั้นอาจเรียกว่า Floral wall หรือ FET ไม่มีใครทำมาก่อนจึงมีความโดดเด่น และกลายมาเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมจนเปลี่ยนวงการเวดดิ้ง

“การฉีกกฎการตกแต่งงานแต่งงานแบบเดิมๆ มาสร้างสรรค์งานศิลปะจากดอกไม้ที่แปลกใหม่และไม่มีใครทำมาก่อน ความประณีตเสมือนงานคราฟต์ (Craft) เทคนิคสำคัญของการทำ FET คือการใช้เข็มปักดอกไม้ลงไปทีละดอกๆ อย่างพิถีพิถัน จนกระทั่งดอกไม้เหล่านั้นประกอบกันขึ้นมาเป็นแผงลวดลายกราฟิกที่สวยงาม”

เปิดแนวคิดสร้างสรรค์งานวิวาห์  สู่ Global Creative Business

เน้นการออกแบบเฉพาะบุคคล

ผู้ก่อตั้ง Rainforest The Wedding กล่าวว่าการสร้างสรรค์ เน้นการออกแบบเฉพาะบุคคล (Customize) ไม่ตามเทรนด์ นำตัวตน ความชอบ หรือเรื่องราวความรัก (Love Story) ของบ่าวสาวแต่ละคู่มาประมวลผล เพื่อสร้างเป็นคอนเซปต์และออกแบบงานเป็นสิ่งใหม่ที่ไม่เหมือนใคร ด้วยสไตล์ที่โดดเด่นและมีเอกลักษณ์ ทำให้ผลงานกลายเป็นเทรนด์และเป็นแรงบันดาลใจ (Inspiration) ให้กับวงการจัดงานแต่งงานมาตลอดหลายปี

มีลูกค้ากลุ่มไฮเอนด์จ้างไปจัดงานในพม่า มาเลเซีย เวียดนาม กัมพูชา ลาว ไต้หวัน และอินเดีย เป็นแรงบันดาลใจ (Inspiration) ให้คนนำไปทำตามจำนวนมาก โดยเฉพาะผลงานเด่นๆ อย่างงานแต่งของ ชมพู่ อารยา ที่ทำให้กลายเป็นศูนย์กลางของวงการเวดดิ้งในยุคนั้น ซึ่งทำให้เกิดการว่าจ้างจากเศรษฐีในประเทศเพื่อนบ้านให้ไปจัดงานในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ต่อมาได้ปรับแนวสไตล์ Minimal (มินิมอล)เมื่อประมาณ 7 ปีที่แล้ว ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดยุคใหม่

เปิดแนวคิดสร้างสรรค์งานวิวาห์  สู่ Global Creative Business

เจาะตลาดเพื่อนบ้านและเอเชีย

“ปัจจุบันขยายธุรกิจให้เติบโตมุ่งสู่ระดับโลก (Worldwide) เลือกรับงานในต่างประเทศ เป็นกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์ที่มีกำลังซื้อสูง เคยมีกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์ (High-End) ให้รับงานจัดตกแต่งในหลายประเทศ เช่น มาเลเซีย กัมพูชา ลาว พม่า และเคยไปจัดงานไกลถึงไต้หวัน เคยมีแพลนจะได้ไปจัดที่เวียดนามแต่ติดช่วงโควิดเสียก่อน รวมถึงมีลูกค้าจากจีนติดต่อมาแต่ติดปัญหาเรื่องการเดินทางในเวลานั้น เป้าหมายต่อไปคือขยายธุรกิจให้เติบโตไปในระดับโลก (Worldwide) เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์”

เปลี่ยนขยะพลาสติกให้เป็นปุ๋ย

การจัดงานแต่งงานที่เน้นความยั่งยืน โจ้ ชยวัสส์ มองว่า ความยั่งยืนควรจะเริ่มตั้งแต่หน่วยงานผลิตโฟมปักดอกไม้แบบอินทรีย์ที่ย่อยสลายเป็นปุ๋ยได้ หรือร่วมมือกับเกษตรกรทำต้นไม้กระถางขนาดเล็กมาใช้จัดเป็นพุ่มดอกไม้ในงานแต่งงานแทนการตัดดอกไม้มาปักทิ้ง ใช้ดอกไม้ในประเทศเป็นการช่วยลดกระบวนการและพลังงานที่สูญเสียไปกับการขนส่ง โดยปีหน้า จะเปิดตัวโปรเจกต์เกี่ยวกับการจัดดอกไม้แบบยั่งยืน รูปแบบช่วยลดภาระการขนส่ง และลดการใช้น้ำมัน

“การใช้โฟมปักดอกไม้ในงานแต่งงานแต่ละครั้งมีจำนวนมหาศาล หากสามารถพัฒนาให้โฟมปักดอกไม้ กลายเป็นก้อนอินทรีย์ได้ เมื่อจบงานแล้ว วัสดุเหล่านี้จะสามารถนำไปย่อยสลายและทำเป็นปุ๋ยได้ ซึ่งเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าการทิ้งเป็นขยะพลาสติกให้ตกค้าง การผลักดันให้หน่วยงานผลิตโฟมปักดอกไม้ แบบอินทรีย์ออกมาใช้งาน จะช่วยแก้ปัญหาขยะไมโครพลาสติกได้ดีและรวดเร็วกว่า เพราะเป็นการแก้ปัญหาจาก “ผู้ผลิต” โดยตรง หากวงการจัดงานแต่งสามารถใช้โฟมปักดอกไม้อินทรีย์แทนพลาสติกได้ทั้งหมด ปัญหาไมโครพลาสติกในอุตสาหกรรมนี้ก็จะลดลง”

เปิดแนวคิดสร้างสรรค์งานวิวาห์  สู่ Global Creative Business

กลยุทธ์การบริหารคนต่างวัย

สำหรับการทำงานร่วมกับGen Z โจ้ ชยวัสส์ บอกว่าควรมองหาศักยภาพของเจนนี้ เพราะมีคนที่เก่งมากๆ ในแนวทางของพวกเขา องค์กรต้องหาวิธีดูแล (Take care) ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต เพื่อดึงความสามารถออกมาใช้ การทำงานกับ Gen Z ต้องใช้เหตุผลในการสื่อสาร จะนำไปสู่ผลลัพธ์แบบวิน-วิน (Win-Win) ทั้งสองฝ่าย  เน้นความยืดหยุ่น การทำความเข้าใจธรรมชาติของแต่ละบุคคล และมุ่งเน้นที่ผลลัพธ์ของงาน และความรับผิดชอบมากกว่าการตอกบัตร

"ผู้บริหารองค์กรต้องเรียนรู้วิธีการสื่อสารที่เหมาะสม (Proper) กับเด็กยุคใหม่ เพื่อให้เข้าใจตรงกันและได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย (Win-Win) ในขณะเดียวกันก็สอนให้พนักงาน Gen Z ทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคเจนอื่นๆ ด้วย เพราะต้องทำตลาดให้คนกลุ่มนั้น ใช้งานให้ตรงจุดแข็งของคนรุ่นใหม่ ให้คนเจนเดียวกันทำหน้าที่สื่อสารกับคนวัยเดียวกัน เช่น มอบหมายให้คน Gen Z ทำสื่อ (Media) เพราะพวกเขาจะเข้าใจความต้องการของตลาดกลุ่มเดียวกันและสื่อสารได้ดีกว่าผู้บริหารที่เป็นคนต่างเจน ยึดหลัก “เราหาเงินมาใช้ชีวิต ไม่ใช่แลกชีวิตกับการหาเงิน” แนวคิดนี้ทำให้พนักงานสามารถรักษาสมดุลชีวิตการทำงาน (Work-life balance) ได้ดีขึ้น"

ส่งเสริมพนักงานใช้ AI ช่วยทำงาน 

โจ้ ชยวัสส์  มีนโยบายให้พนักงานนำเทคโนโลยีมาใช้ ด้วยการสนับสนุนงบประมาณและ เปิดกว้างให้พนักงานทุกแผนกไปศึกษาเกี่ยวกับ AI โดยมีงบประมาณสนับสนุน  ส่งพนักงานไปเรียนคอร์สต่างๆ ใช้ AI เป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยให้งานเร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่พนักงานต้องไม่พึ่งพาเทคโนโลยีจนทิ้งศักยภาพของตัวเอง ต้องรู้จักวิธีใช้ AI อย่างฉลาดและนำมาทำงานร่วมกัน ไม่ใช่ปล่อยให้ AI ทำงานอยู่ฝ่ายเดียว ใช้ AI เพื่อประหยัดเวลา (Save time)ทำให้สามารถปั่นงานออกมาได้เร็วขึ้น หากงานไม่ดีก็สามารถนำกลับไปแก้ได้

แบ่งผลกำไรเป็น Incentive ทันที

กลยุทธ์การบริหารพนักงาน โจ้ ชยวัสส์ ใช้หลักการการแบ่งส่วนแบ่งกำไรจากแต่ละงานหรือแต่ละโปรเจกต์ให้กับพนักงานทันที แทนการจ่ายเป็นโบนัสประจำปีตอนสิ้นปี โดยแบ่งสัดส่วนตามกำไร ซึ่งในทุกๆ โปรเจกต์ที่ทำนั้นจะมีกำไรและมีส่วนแบ่งให้กับทีมงานเสมอ

เป้าหมายสำคัญของการใช้กลยุทธ์นี้ คือการทำให้พนักงานทุกคนรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ ซึ่งจะช่วยสร้างแรงจูงใจและความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกันในการทำงาน

เปิดแนวคิดสร้างสรรค์งานวิวาห์  สู่ Global Creative Business