วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน 2569

Login
Login

ไทยต้องสร้างระบบนิเวศ AI  อัปสกิลทักษะคนไทยทันตลาดโลก

ไทยต้องสร้างระบบนิเวศ AI  อัปสกิลทักษะคนไทยทันตลาดโลก

การผลักดันประเทศไทยสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์อย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงแค่การใช้งานเครื่องมือ แต่คือการสร้างระบบนิเวศอัจฉริยะที่เชื่อมโยงการศึกษาเข้ากับภาคอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร ที่สำคัญรัฐและเอกชนจำเป็นต้องเร่งสร้างบุคลากรสาย STEM เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและยกระดับอุตสาหกรรมหลักของไทย เช่น การแพทย์และการเกษตร ให้กลายเป็นNew S-Curveของประเทศ          

นอกจากนี้ การปรับมุมมองใหม่โดยไม่มองว่าเทคโนโลยีจะมาแทนที่มนุษย์ แต่ให้มองว่าเป็นโอกาสสำคัญในการก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน การผสมผสานความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของไทยเข้ากับความฉลาดของเทคโนโลยีจึงเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จบนเวทีโลกในอนาคต

ปัจจุบันภาคธุรกิจการเงินและพลังงานไทยนำ AI มาใช้ ขณะที่ภาคการเกษตรและการท่องเที่ยวยังมีข้อจำกัดด้านข้อมูลและโครงสร้างประชากร ซึ่งประเทศไทยมีความจำเป็นในการอัปสกิลทักษะคนไทยเพื่อให้ก้าวทันความต้องการของตลาดโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วภายใต้การกำกับดูแลเชิงนโยบายระดับชาติที่ต้องมีความชัดเจนเพื่อไม่ให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสในการแข่งขันระยะยาว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

รู้จัก “AI for Teachers” ปั้นครูไทย 1.6 แสนคน เสริมสกิลเร่งเครื่องการศึกษาดิจิทัล

'เอส เนิร์ฟ' Unicorn รพ.เฉพาะทาง เปลี่ยนสมอง-พิการ ด้วย Deep Tech

แผนมีเป้าหมายพัฒนาและใช้ AI ครอบคลุม10 ภาคส่วน 

ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) กล่าวให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ”ถึง แผนยุทธศาสตร์ AI ชาติของไทยในระยะที่ 1 ( 2565-2570) ว่ามีการกำหนดเป้าหมายหลักในยุทธศาสตร์ที่ 3 โดยตั้งเป้าหมายในการพัฒนากำลังคนทางด้าน AI ไว้ที่ 30,000 คน ซึ่งเป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ เช่น กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE)

นอกจากนี้ ในแผนยังมีเป้าหมายการพัฒนาและการใช้ AI ที่ครอบคลุมประมาณ 10 ภาคส่วน (Sectors) ของประเทศ โดยในบางภาคส่วนที่เทคโนโลยีไปไกลแล้ว เช่น พลังงานและไฟแนนซ์ แผนยุทธศาสตร์แทบจะไม่ต้องเข้าไปวางแผนพัฒนาอะไรมากนัก เพราะภาคเอกชนสามารถนำ AI มาปรับใช้ (Adopt) ได้ด้วยตัวเอง

อย่างไรก็ตาม แม้จะตั้งเป้าหมายการผลิตคนไว้ที่ 30,000 คน แต่ในความเป็นจริงพบว่าเป้าหมายนี้ไม่เพียงพอต่อความต้องการมาตั้งแต่ต้น โดยเมื่อ 2-3 ปีก่อน มีการประเมินว่าประเทศต้องการบุคลากรด้าน AI สูงถึง 80,000 คน และในปัจจุบันคาดว่าความต้องการน่าจะทะลุหลักแสนคนไปแล้ว

ไทยต้องสร้างระบบนิเวศ AI  อัปสกิลทักษะคนไทยทันตลาดโลก

พัฒนาบุคลากรด้าน AI ได้ประมาณ 50,000 คน

จากผลการดำเนินงานในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา พบว่าประเทศไทยสามารถพัฒนาบุคลากรด้าน AI ได้ประมาณ 50,000 คน ซึ่งถือว่าบรรลุและเกินเป้าหมาย 30,000 คนที่ตั้งไว้แล้ว แต่เมื่อเทียบกับความต้องการจริงระดับแสนคน กำลังคนที่ผลิตได้ก็ยังถือว่าผลิตได้เพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น เพื่อแก้ปัญหาความไม่เพียงพอนี้ ในอนาคตเป้าหมายของประเทศอาจจะต้องมองไปที่ระดับภูมิภาค (Regional) มากขึ้น 

และอาจจะต้องยอมรับการนำเข้าผู้เชี่ยวชาญหรือชาวต่างชาติให้เข้ามาทำงานในไทยมากขึ้น เนื่องจากจำนวนเด็กไทยที่เรียนและเข้าสู่สายวิชาชีพนี้มีจำนวนลดลง ปัจจุบัน แผนยุทธศาสตร์ AI ระยะที่ 1 กำลังจะสิ้นสุดในปี พ.ศ. 2570 และขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการจัดทำร่างแผนยุทธศาสตร์ในระยะที่ 2 เพื่อเตรียมนำเสนอต่อคณะกรรมการ AI แห่งชาติ (ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน) เพื่อพิจารณาต่อไป

ภาคธุรกิจนำAIมาใช้จริงไม่ถึง 20%

ในมุมมอง ดร.ชัย  เห็นว่าปัจจุบัน การนำ AI มาใช้ในภาคธุรกิจของประเทศไทยส่วนใหญ่อยู่ในขั้นตอนที่ 1 และ 2 จากทั้งหมด 4 ขั้นตอน โดยมีอัตราการนำ AI มาใช้จริง (Adoption rate) ในภาคธุรกิจยังไม่ถึง 20% ซึ่งสามารถแบ่งระดับการพัฒนาการใช้งานได้ดังนี้

ขั้นที่ 1 (ระดับการใช้งานส่วนบุคคล) เป็นการใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยพนักงานนำเครื่องมือ AI มาใช้เป็นส่วนตัวเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานทั่วไป

ขั้นที่ 2 (ระดับการเสริมประสิทธิภาพในองค์กร) บริษัทเริ่มเห็นประโยชน์และนำมาทำอย่างจริงจังมากขึ้น เช่น มีการแจกโควต้าการใช้งาน (Token) ให้เป็นสวัสดิการพนักงาน หรือมีการรวมทีมเพื่อทดลองใช้ AI เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในบางกระบวนการทำงาน 

ขั้นที่ 3 (ระดับธุรกิจหลัก)  นำ AI มาใช้ในธุรกิจหลัก (Core Business) อย่างเต็มรูปแบบ เช่น การช่วยออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อลดค่าใช้จ่าย และนำมาใช้เพื่อลดจำนวนพนักงานลงอย่างจริงจัง ขั้นที่ 4 (ระดับการเพิ่มมูลค่าสูงสุด)  เป็นเป้าหมายสูงสุด (Ultimate Goal) คือการใช้ AI ในการสร้างหรือเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ได้โดยตรง

สาเหตุที่ภาคธุรกิจไทยส่วนใหญ่ยังหยุดอยู่ที่ขั้น 1 และ 2 เป็นเพราะวัฒนธรรมองค์กรของภาคธุรกิจไทยมีความคล้ายคลึงกับประเทศญี่ปุ่น คือค่อนข้างปรับตัวได้ช้า รวมถึงภาคธุรกิจที่เป็นโรงงานอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ยังอยู่ในยุค Industry 2.0 ถึง 3.0 ที่เน้นการนำเครื่องจักรมาช่วยงานคน (Automation) แต่การจะก้าวไปสู่จุดที่ใช้เทคโนโลยีแทนที่มนุษย์อย่างสมบูรณ์แบบนั้นต้องใช้เม็ดเงินลงทุนที่สูงมาก ทำให้การเปิดรับ (Adopt) เทคโนโลยีระดับนี้จึงยังไม่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย

อย่างไรก็ตาม หากแบ่งตามประเภทของอุตสาหกรรม (Sector) จะพบว่ามีความพร้อมและการนำ AI ไปใช้ในระดับที่แตกต่างกัน ได้แก่ กลุ่มที่ปรับตัวล่วงหน้าไปไกลแล้ว  คือ กลุ่มพลังงานและกลุ่มการเงิน (ไฟแนนซ์/แบงก์กิ้ง) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใช้เทคโนโลยีเป็นหลักอยู่แล้ว กลุ่มนี้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้เร็วและลงทุนนำ AI มาใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบด้วยตัวเอง

กลุ่มที่กำลังตื่นตัวและทดลองใช้อย่างหนัก  คือ กลุ่มการแพทย์และการศึกษา ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงพีคที่ต้องการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ประโยชน์และยกระดับการให้บริการ

กลุ่มที่ปรับตัวได้ช้าที่สุด คือ กลุ่มการเกษตรและการท่องเที่ยว แม้จะเป็นกลุ่มเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อน GDP หลักของประเทศ แต่การเข้าถึง AI ยังทำได้ยากและคงต้องใช้เวลาอีกนาน เนื่องจากขาดการจัดการฐานข้อมูล (Data) ที่ดี และสำหรับภาคการเกษตรนั้นจำเป็นต้องรอการเปลี่ยนผ่านของคนรุ่นใหม่ (Generation) เข้ามาทำแทน

อาชีพครูเสี่ยงถูก AI แทนที่มากที่สุด

ทั้งนี้ อาชีพในไทยที่เสี่ยงถูก AI แทนที่มากที่สุดคือ อาชีพครู ในภาคการศึกษา เนื่องจากในอนาคตเด็กมีแนวโน้มที่จะหันไปเรียนรู้และรับฟังข้อมูลจาก AI มากกว่าฟังครูสอนแบบดั้งเดิม ซึ่งจะทำให้บทบาทของครูลดความสำคัญลง นอกจากนี้ หากครูไม่ปรับเปลี่ยนวิธีการสอนหรือไม่สามารถก้าวทันเทคโนโลยี ความจำเป็นของครูในโรงเรียนก็จะลดลง และอาจส่งผลกระทบต่ออัตราการจ้างงานโดยธรรมชาติ

เพื่อป้องกันไม่ให้ถูก AI แทนที่ บุคลากรในภาคการศึกษาควรปรับตัวในด้านต่างๆ ดังนี้:

การปรับตัวในระดับบุคคล (ครูผู้สอน) เปลี่ยนรูปแบบการสอนเป็น Active Learning: ครูต้องเลิกการสอนแบบป้อนความรู้ (Passive Learning) แล้วหันมาใช้วิธีจัดกลุ่มเด็ก โยนปัญหาให้เด็กคิด และให้เด็กใช้ AI เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ เปลี่ยนบทบาทเป็นโค้ชและพี่เลี้ยง ครูต้องทำหน้าที่เป็นผู้คอยชี้แนะ (Guide) ประเมินผล และให้คำปรึกษาดูแลกระบวนการทำงานเป็นทีม มากกว่าเป็นผู้บรรยายเนื้อหาเพียงอย่างเดียว เน้นทักษะที่ AI ทดแทนไม่ได้ (Human Touch & Soft Skills)

ครูมีความสำคัญอย่างมากในการมอบความรู้สึกแบบมนุษย์ (Human Touch) รวมถึงการสอนทักษะการเข้าสังคม การทำงานเป็นทีม และการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งหากเด็กเรียนกับ AI เพียงอย่างเดียวอาจเกิดปัญหาในการอยู่ร่วมในสังคมได้

เรียนรู้ที่จะใช้ AI เป็นผู้ช่วย การเตรียมหลักสูตรแบบ Active Learning นั้นเหนื่อยและยากกว่าปกติ ครูจึงต้องเปิดรับและเรียนรู้การใช้ AI เพื่อช่วยในการเตรียมบทเรียนและกิจกรรมต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หาวิธีส่งเสริมการทำงานของ AI ต้องเปลี่ยนความคิดจากการที่มองว่า AI จะมาช่วยคนได้อย่างไร เป็นการหาคำตอบว่า คนจะเข้าไปส่งเสริม (Complement) AI ได้อย่างไร ในส่วนที่ระบบยังทำไม่ได้

แนะองค์กรวิชาชีพควบคุมดูแลใช้ AI

หน่วยงานกลาง เช่น สภาการศึกษา หรือสมาพันธ์ครู จำเป็นต้องสร้างหลักเกณฑ์และข้อกำหนด ในการควบคุมดูแลและใช้งาน AI ในแวดวงการศึกษา ต้องมีการยกระดับความสำคัญของวิชาชีพนี้ให้ทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างมีมาตรฐานและเป็นประโยชน์ต่อนักเรียน คล้ายคลึงกับที่แพทยสภามีการตั้งเกณฑ์ควบคุมวิชาชีพแพทย์อย่างเข้มงวด ทั้งนี้ การปรับตัวต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากนโยบายระดับบน (Top-down) และความกระตือรือร้นของโรงเรียนและตัวครูเองในการขวนขวายหาความรู้ด้วย

ขณะนี้ได้มีการจัดทำร่างแผนยุทธศาสตร์ AI ในระยะที่ 2 เสร็จสิ้นแล้ว เพื่อเตรียมนำมาใช้ต่อจากแผนระยะที่ 1 ที่กำลังจะสิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2570 ความคืบหน้าในปัจจุบันคือ กำลังรอให้นายกรัฐมนตรีเรียกประชุมคณะกรรมการ AI แห่งชาติ เพื่อนำร่างแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมเพื่อพิจารณา

โดยโครงสร้างของคณะกรรมการ AI แห่งชาติชุดนี้ มีนายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธาน มีรัฐมนตรีเป็นรองประธาน และมีปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ร่วมกับปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ทำหน้าที่เป็นเลขานุการร่วมกัน

ดึงบุคลากรต่างชาติทำงานในไทยมากขึ้น

ดร.ชัย เสนอแนวทางในการแก้ปัญหากำลังคนในอนาคตจึงอาจจะไม่ได้พึ่งพาแค่เป้าหมายการผลิตคนภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่อาจจะต้องพิจารณาทางเลือกอื่นร่วมด้วย เช่น การมองหาบุคลากรในระดับภูมิภาค (Regional) ให้มากขึ้น และอาจจะต้องยอมรับการนำเข้าผู้เชี่ยวชาญหรือบุคลากรต่างชาติให้เข้ามาทำงานในไทยมากขึ้น เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของภาคธุรกิจ เนื่องจากสัดส่วนของเด็กไทยที่ให้ความสนใจเรียนในสายวิชาชีพนี้มีจำนวนลดลง

ประเทศไทยจำเป็นต้องมองเป้าหมายในระดับภูมิภาคมากขึ้น และต้องยอมรับการเข้ามาทำงานของชาวต่างชาติให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนนักศึกษาต่างชาติ หรือการดึงดูดผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางจากต่างประเทศเข้ามาในไทย ใช้ชาวต่างชาติอุดช่องโหว่เด็กไทยเกิดน้อยและเรียนสายวิทย์ลดลง ปัจจุบันเด็กรุ่นใหม่ที่เลือกเรียนในสายที่เกี่ยวข้อง (เช่น วิทย์-คณิต) มีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง แม้ที่ผ่านมาไทยจะสามารถผลิตบุคลากรด้าน AI ได้ประมาณ 50,000 คน ซึ่งเกินเป้าหมายระยะที่ 1 ที่ตั้งไว้ 30,000 คนแล้ว แต่ก็ยังผลิตได้เพียงครึ่งเดียวของความต้องการจริงในภาคธุรกิจที่ทะลุหลักแสนคนไปแล้ว

นอกเหนือจาก AI แล้ว การนำเข้ากำลังคน (Workforce) จากต่างประเทศยังอาจต้องถูกนำมาใช้กับอุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังเติบโตและต้องการคนจำนวนมาก เช่น Data Center เนื่องจากประเทศไทยอาจจะผลิตบุคลากรเฉพาะทางเพื่อรองรับเทคโนโลยีเหล่านี้ได้ไม่ทันกาล การเปิดรับผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศจึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อช่วยขับเคลื่อนระบบนิเวศทางเทคโนโลยีของไทยในช่วงที่การผลิตบุคลากรในประเทศยังไม่เพียงพอ

ทั้งนี้ การสร้างบุคลากรถูกแบ่งออกเป็น 3 ระดับตามความเชี่ยวชาญได้แก่

1. AI Professional (AI School):กลุ่มนักพัฒนาและวิศวกร AI ผู้สร้างเทคโนโลยี เน้นการผลิตผ่านรั้วมหาวิทยาลัยและหลักสูตรเข้มข้น

2. AI Innovators:กลุ่มวิชาชีพต่าง ๆ ที่นำ AI ไปประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในงานของตน

3. AI Literacy:ระดับฐานรากที่เน้นให้คนไทยกว่า 10 ล้านคน รู้จักการใช้เครื่องมือพื้นฐาน เช่น ChatGPT หรือ AI ในโมบายแบงก์กิ้งได้อย่างเท่าทัน   

ดร.ชัย กล่าวว่า ก้าวต่อไปของ AI ในประเทศไทยไม่ใช่แค่การสอนให้คนใช้เครื่องมือเป็น แต่คือการสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไปจนถึงภาคอุตสาหกรรม การเร่งสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนปรับตัว และการกล้าเปิดรับศักยภาพจากภายนอก คือ กุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยไม่ตกขบวนในการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งนี้

การเตรียมพร้อมด้านทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะในสายงาน STEM ที่ไทยยังคงต้องเร่งสปีดเพื่อให้ทันการแข่งขันระดับภูมิภาค จริงๆแล้วเราไม่ใช่การมองว่า AI จะมาแทนที่มนุษย์ แต่คือการกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนเห็นว่า AI คือโอกาสสำคัญในการสร้าง New S-Curve หากเราสามารถนำความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่ไทยแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นด้านการแพทย์ การเกษตร หรือการบริการ มาผสมผสานกับความฉลาดของเทคโนโลยีได้อย่างถูกจุด ประเทศไทยจะสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆและยืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งบนเวทีโลก

“อย่ามองAIเป็นแค่เทคโนโลยี แต่จงมองว่ามันคือโอกาสในการแก้ปัญหาเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน”