วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม 2569

Login
Login

'ทุกคนมีแผนกันทั้งนั้นแหละ จนกว่าจะโดนต่อยเข้าปาก'

'ทุกคนมีแผนกันทั้งนั้นแหละ จนกว่าจะโดนต่อยเข้าปาก'

“ทุกคนมีแผนกันทั้งนั้นแหละ จนกว่าจะโดนต่อยเข้าปาก” ไมค์ ไทสัน กล่าวตอบโต้นักข่าวที่ระดมถามเขาว่ารู้สึกอย่างไรกับคำข่มขวัญจาก ไทเรลล์ บิกส์ ที่คุยโวว่าจะใช้เทคนิคและความเร็วคล่องตัวสยบกำปั้นอันหนักหน่วงของไทสันให้อยู่หมัด ไทสันตอบสั้นๆ แค่ประโยคเดียว แล้วก็ไม่พูดอะไรเพิ่มอีก

ฟังดูดิบเถื่อน แต่นั่นชีวิตก็แบบนี้ครับ หลายคนเก่งเมื่อยามวางแผนบนกระดาษ เล่ากลยุทธ์ แผนการ และวิธีการในการพิชิตเป้าหมายได้อย่างละเอียดละออเป็นฉากๆ ว่าต้องทำแบบนี้ เข้าตีแบบนั้น และฝันถึงผลลัพธ์ประหนึ่งว่าลอยมาตรงหน้าและคว้าได้อย่างง่ายได้

แต่เขาลืมไปว่า “ทุกคนมีแผนกันทั้งนั้นแหละ จนกว่าจะโดนต่อยเข้าปาก” 

นี่เองทำให้ หลายคนวางแผนชีวิตไว้อย่างมั่นคง แต่พังทลายลง ยามเกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิต

แม้แต่คนทำงาน เมื่อตอนเสนอแผนงาน โครงการต่างๆ อย่างสวยสดงดงาม แต่พอทำเข้าจริงกลับล้มไม่เป็นท่า

เป็นเพราะพวกเขาไม่เก่งจริง? หากใครคิดแบบนี้ ผมขอตอบว่า “ไม่ใช่นะครับ!” พวกเขาเก่งนะครับที่วางแผนได้เป็นขั้นเป็นตอน คิดวิเคราะห์ วางกลยุทธ์ และปิดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดได้ดีแล้ว เพียงแต่ว่า สำหรับความสำเร็จในสนามจริง แค่นั้นยังไม่พอครับ เพราะ สิ่งที่รออยู่คือ สถานการณ์หรืออุปสรรคที่เราคาดไม่ถึง (เปรียบเหมือนการโดนต่อยหน้า) ซึ่งจะสร้างความเจ็บปวดและความกดดันทางอารมณ์ จนปราศจากแรงกายและแรงใจที่จะทำตามแผนการที่วางมา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

สื่อสารไม่รู้เรื่อง? อย่ารีบแก้ “ทักษะการสื่อสาร”โดย อนิรุทธิ์ ตุลสุข 

บริษัทเลิกจ้าง Gen Z หลังทำงานไม่กี่เดือน เพราะทัศนคติการทำงาน

คนที่เก่งในการวางแผนบนกระดาษทำได้ดี คือการใช้ “สมองส่วนกุนซือ” ที่วางหมากอย่างสุขุมเยือกเย็น สามารถคิดวิเคราะห์สถานการณ์ ลำดับความสำคัญ รู้ความเสี่ยงและขั้นตอนการทำงานควรเป็นแบบใด

แต่ความสามารถของคน ยังเกิดจากการทำงานของสมองหลายส่วนที่แตกต่างกันอีก อย่างเช่น การลงมือทำจริงนั้นคือการใช้ “สมองส่วนนักรบ” ที่ต้องเผชิญกับความกดดันทางอารมณ์ ความเสี่ยง การตัดสินใจ กระทั่งการควบคุมอารมณ์ต่างๆ ขณะที่ลงสนามรบ และการเรียนรู้จากความเจ็บปวดจริง

นอกจากนี้ สมองอีกส่วนที่มักถูกลืมเสมอ คือ “สมองส่วนนักการทูต” ครับ เพราะในการทำงานให้บรรลุเป้าหมาย แทบทุกครั้งเราไม่ได้สู้คนเดียว ต้องอาศัยทีม ต้องได้รับความร่วมมือจากส่วนงานอื่น และบางครั้งต้องดึงคนภายนอกเข้ามาช่วยด้วย สมองส่วนนี้คือความสามารถในการอ่านคน เข้าใจคน และทำให้คนอยากเดินไปด้วยกันครับ

คนทำงานที่ผ่านประสบการณ์หลายด้านจึงเป็นทรัพยากรที่มีค่า เพราะในคำว่า “ประสบการณ์” ไม่ได้มีแค่สมองกุนซือที่รู้ว่าต้องทำอะไร ทำอย่างไร และแก้ปัญหาแบบไหน แต่พวกเขาผ่านสนามรบจริง เจ็บจริง และลุกขึ้นมาได้จริง สิ่งเหล่านั้นหล่อหลอมสมองนักรบให้แกร่งขึ้น ทำให้รับมือกับความกดดันได้โดยธาตุไฟไม่แตกซ่านไปเสียก่อน

และบางคนที่เก่งกว่านั้น ยังมีสมองนักการทูตติดมาด้วยครับ พวกเขาทำงานกับคนได้หลากหลาย ดึงความร่วมมือออกมาได้แม้ในสถานการณ์ที่ตึงเครียด บางคนเก่งถึงขนาดเปลี่ยนศัตรูให้เป็นมิตร จนคนที่ขัดแย้งกันกลับกลายมาเดินไปทิศเดียวกันได้

แต่ที่น่าเสียดาย ในองค์กรให้คุณค่ากับ “สมองกุนซือ” มากจนเกินไป เพราะมันวัดได้ง่าย มันออกมาเป็น สไลด์นำเสนอที่สวยงาม เป็นตัวเลข เป็นแผนภูมิ และวาทะกรรมที่ดูดีมีตรรกะ จนพยักหน้าหงึกๆ เห็นพ้องต้องกัน แต่สมองนักรบและสมองนักการทูตนั้น มักถูกมองข้าม เพราะมันวัดได้ยากกว่า จนกระทั่งวันที่ต้องโดนต่อยเข้าปากจริงๆ ถึงค้นพบว่าองค์กรขาดมันอยู่

แล้วเราจะพ้นจากสภาพของคนที่ “ไม่เจ๊งบนกระดาษ แต่ไปเจ๊งในสนามจริง” ได้อย่างไร? มีอยู่สองแนวทางครับ แนวทางแรกเป็นทางลัดระยะสั้น แนวทางที่สองใช้เวลากว่า แต่ยั่งยืนกว่า

แนวทางแรกคือการสร้างทีม ให้แต่ละคนในทีมที่ทำหน้าที่แตกต่างแต่กลมกลืนกัน คนหนึ่งอาจเก่งวิเคราะห์และวางโรดแมป อีกคนกล้าตัดสินใจในสถานการณ์ที่ตึงเครียดโดยไม่หยุดคิดนานจนเกินไป และอีกคนที่เป็นกาวใจคอยดึงให้ทุกคนอยากพายเรือไปด้วยกัน สามคนนี้ขาดคนใดคนหนึ่งไม่ได้ครับ

แนวทางที่สองคือการพัฒนาตัวเอง เป็นแนวทางที่ยั่งยืนกว่า โดยเริ่มจากการเปลี่ยนมุมมองต่อความผิดพลาดครับ คนที่ถนัดสมองกุนซือมักมีความคาดหวังสูงกับแผนของตัวเอง เมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นจริงไม่ตรงกับที่คิดไว้ อารมณ์แรกที่โผล่มาคือความหงุดหงิดหรือตั้งคำถามว่า “ใครทำพลาด” แทนที่จะถามว่า “เราเรียนรู้อะไรได้บ้าง” การฝึกให้มองความผิดพลาดเป็น “ข้อมูล” ไม่ใช่ “ความล้มเหลว” คือการเริ่มปลดล็อกสมองนักรบในตัวเองครับ

ขั้นต่อมา คือการจงใจสร้างสถานการณ์ที่ตัวเองรู้สึกไม่คุ้นเคยบ้าง เช่น ลองรับงานที่ต้องตัดสินใจกลางดึกโดยไม่มีข้อมูลครบ ลองเป็นคนนำการประชุมที่มีความขัดแย้งเกิดขึ้นจริง หรือแม้แต่ลองออกไปคุยกับลูกค้าหน้างานด้วยตัวเองแทนที่จะส่งรายงาน สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้แผนดีขึ้น แต่มันฝึกให้สมองรู้จักทำงานภายใต้แรงกดดันและความไม่แน่นอน ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่โลกความเป็นจริงมอบให้เสมอ

และเรื่องสมองนักการทูตนั้น คนที่ถนัดวิเคราะห์มักมีจุดอ่อนตรงที่มองคนอื่นเป็น “ตัวแปร” ในแผนมากกว่า “มนุษย์” ที่มีอารมณ์และแรงจูงใจของตัวเอง การฝึกง่ายๆ ที่ได้ผลจริงคือ ก่อนเข้าประชุมหรือเจรจาทุกครั้ง ลองตั้งคำถามกับตัวเองสักสองข้อ ว่า “คนนี้กำลังกังวลเรื่องอะไรอยู่” และ “เขาต้องการอะไรจากการประชุมครั้งนี้” แค่นี้จะเปลี่ยนวิธีที่เราพูด ฟัง และสื่อสารได้อย่างที่น่าแปลกใจครับ

สุดท้ายแล้ว คนที่มีสมองกุนซือเป็นฐานนั้นถือว่าโชคดีมากนะครับ เพราะพวกเขามีสิ่งที่หลายคนฝึกยาก นั่นคือความสามารถในการคิดอย่างเป็นระบบ สิ่งที่ต้องเพิ่มเข้าไปคือความกล้าที่จะโดนต่อยบ้าง และความอยากรู้จักคนรอบข้างให้ลึกกว่าแค่บทบาทในแผนงาน เพียงเท่านี้ สมองกุนซือที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว ก็จะสมบูรณ์กว่าเดิมมากครับ

“สิ่งที่ทำให้ไทสันเป็น "ไทสัน" ไม่ใช่แผนการครับ มันคือชั่วโมงที่เขาถูกต่อยในยิม แล้วยังลุกขึ้นฝึกต่อในวันรุ่งขึ้น” เพราะนั่นแหละครับ คือแผนที่ดีที่สุดในชีวิต