วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม 2569

Login
Login

4 กลยุทธ์เรียนรู้ทักษะใหม่ เพื่อไป 'ไกลกว่าเป็นผู้ร่วมงาน' กับ AI

4 กลยุทธ์เรียนรู้ทักษะใหม่  เพื่อไป 'ไกลกว่าเป็นผู้ร่วมงาน' กับ AI

บทความเดือนก่อน ผมได้พูดถึงเอไอว่าจะกระทบงานของคนแน่นอน ตอนนี้ “Cluade Cowork” พนักงานดิจิทัลรุ่นบุกเบิกเผยตัวมาแล้วครับ

ความสามารถที่แตกต่างจากเอไอแบบเดิมๆ อย่าง ChatGPT หรือ Gemini (ในตอนนี้) ที่แค่ ถามทีตอบที หรือ สั่งทีทำที นั่นคือ มันสามารถทำงานแบบ “ทำตามเป้าหมาย โดยคิดเองเป็นขั้นตอน และลงมือทำเองได้ (Agentic AI)”

จากนั้นจะประสานงานกับโปรแกรม หรือ แอปพลิเคชันที่เกี่ยวข้อง ทำงานให้บรรลุเป้าหมาย เช่น การงานเบาๆ อย่างการเขียนอีเมล์ หรือ สั่งจองเที่ยวบินต่างๆ หรือ จัดการข้อมูลที่มี แล้วสรุปเป็นรายงานได้ทันที แถมให้ทำเป็นสไลด์ต่อ เพื่อนำเสนอก็ยังได้ ฯลฯ

ฟังดูเป็นงานเสมียน แต่เพียงพอที่จะสั่นสะเทือนงานหลังบ้านทั้งหลาย (รวมถึงตลาดหุ้น Wallstreet) โดย Goldman Sachs (2026) ระบุว่า AI Agent สามารถทดแทนตำแหน่งงานเต็มเวลาได้ถึง 25 ล้านตำแหน่งในปีนี้ ส่วน Dario Amodei ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Anthropic (2026) ให้เวลา 2 ปี งานออฟฟิศระดับเริ่มต้นอาจจะถูก AI แย่งงานไปถึง 50%

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

'จะทำมันไปทำไม?' เป็นคำถามแล้ว จะได้อะไรขึ้นมา โดย อนิรุทธิ์ ตุลสุข

สื่อสารไม่รู้เรื่อง? อย่ารีบแก้ “ทักษะการสื่อสาร”โดย อนิรุทธิ์ ตุลสุข 

แถมในวันข้างหน้า ถ้าน้องใหม่นี้ ผ่านโปรฯ แถมทำงานดีเกิดคาด ก็อาจถูกโปรโมต จนแซงหน้า คนหัวหงอกหัวดำที่กำลังคร่ำเคร่งเถียงกัน เรื่องช่องว่างระหว่าง Gen อยู่ก็ได้ ทำเป็นเล่นไปครับ

นี่เป็น “ชะตากรรมที่ไม่อาจเลี่ยง” ของคนทำงานทุกวัย เพราะสองสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลง คือ นายจ้างย่อมอยากลดต้นทุนมากที่สุดเท่าที่ทำได้ และมนุษย์ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ (Learning Curve) ให้ทันเอไอที่พัฒนาไวแบบก้าวกระโดด

เรื่องแรกคุมไม่ได้ แต่อันหลังพอทำได้ ถ้าเรามีกลวิธีในการเรียนรู้ครับ

ผมจึงอยากแนะนำให้ลองใช้วิธี “Time-Utility Analysis” หรือการวิเคราะห์ความคุ้มค่าของเวลา จากบทความจาก Havard Business Review มาช่วยจัดลำดับความสำคัญของ “การเรียนรู้ทักษะใหม่” กันครับ

4 กลยุทธ์เรียนรู้ทักษะใหม่  เพื่อไป 'ไกลกว่าเป็นผู้ร่วมงาน' กับ AI

โดยเขาจะแบ่งแกนวิเคราะห์ออกเป็น 2 ด้าน คือ

1) Time เวลาที่ต้องใช้ในการเรียนรู้ทักษะนั้นๆ ให้เชี่ยวชาญ 

2) Usefulness ประโยชน์หรือความบ่อยที่จะได้นำทักษะนั้นไปใช้จริงในการทำงาน และเมื่อนำ 2 แกนนี้มาตัดกัน จะได้ช่องการตัดสินใจ 4 แบบ

1.ทักษะ Quick Win คือ ทำทันที เพราะได้ใช้ทุกวัน และเป็น “ยันต์กันภัย” ไม่ให้โดนเอไอทดแทน นั่นคือ ทักษะ AI Orchestration เริ่มจากเข้าใจความสามารถและขอบเขตเอไอว่าทำอะไรได้ แล้วประสานงานสื่อสารสั่งการให้มีกลยุทธ์ (ทักษะ Advanced promting) ให้ AI Agent ทำงานข้ามระบบได้อย่างแม่นยำ ไม่ใช่แบบพื้นฐานทั่วไปอย่าง “จัดทำรายงานให้หน่อย” แต่ต้องประณีตในระดับว่า “รายงานนั้นต้องการข้อมูลแบบใด วิเคราะห์แบบใด โมเดลไหน หรือ แม้แต่จะนำเสนอแบบใด”

2.ทักษะ Long-term Values คือ ยากแต่อยากให้ทำ แม้ใช้เวลาเรียนรู้นาน แต่จะเป็น “เอกสิทธิ์การทำงาน” ที่แสนคุ้มค่าในอนาคต เนื่องจากเอไอฉับไวปรู๊ดปร๊าด แต่ขาด “บริบท” (Contextual Blindness) จนอาจละเลยความละเอียดอ่อนต่างๆ เช่น บริบทธุรกิจ วัฒนธรรมองค์กร ความรู้สึกของมนุษย์ หรือจริยธรรมที่ซับซ้อน 

ดังนั้น ผู้ร่วมงานกับเอไอต้อง “จับผิดและจิตแข็ง” พอที่จะไม่เห็นด้วยในบางข้อมูล สถานการณ์ และต้องแย้งเพื่อเลือกทางที่เหมาะที่สุดให้องค์กรทั้งระยะสั้นและระยะยาว การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical thinking) การคิดแบบมีวิสัยทัศน์ (Visionary thinking) และ การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ (Strategic judgement) จึงเข้ามามีบทบาทที่สำคัญ รวมถึงทักษะที่เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ตรงของคน (Tacit Knowledge) ด้วย

สำหรับ ข้อ 3. ทักษะ Ad-hoc คือ ว่างก็ทำ (เช่น รายละเอียดทุกฟีเจอร์ ทุกอัปเดต ของเอไอ เพราะมันไวจนรู้ไปก็เปลี่ยนแล้ว)

และ 4. ทักษะ Efficiency Risk คือ อย่าหาทำ (สิ่งที่เอไอทำได้) ก็สำคัญไม่แพ้กัน แต่เป็นแบบที่ต้องแยกออก (ฮา) เพราะการเลือกไม่ทำก็เป็นกลยุทธ์แบบหนึ่งครับ

ลองนำตารางนี้ไปบริหารเวลาเรียนรู้ดูนะครับ หากทำได้ดี ไม่ใช่แค่ทำงานร่วมกัน แต่จะกลายเป็นหัวหน้าทีมเอไอ อีกด้วย

เอ้า! ใครอยากเป็นหัวหน้า ฉันน่ะสิๆๆ

อ้างอิง ..REF: https://hbr.org/2017/09/a-2x2-matrix-to-help-you-prioritize-the-skills-to-learn-right-now  ,https://boterview.com/a/ai-replacing-jobs-statistics