เคยสังเกตไหมว่า ในหลายองค์กร ผู้นำประกาศนโยบาย “เปิดกว้าง โปร่งใส รับฟังทุกเสียง” อยู่เสมอ แต่ในห้องประชุม คนรุ่นใหม่เงียบ คนรุ่นกลางพยักหน้า ส่วนคนรุ่นใหญ่พูดในสิ่งที่คิดว่าควรพูด แค่นั้น !
คำถามคือ องค์กรแบบนี้ เปิดกว้าง-โปร่งใสจริง หรือเป็นแค่สิ่งที่ผู้นำพูดให้ดูเท่ห์ๆ เท่านั้นคำถามนี้กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับผู้นำทั่วโลกในปี 2026 เพราะองค์กรไม่ได้เผชิญแค่ความเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ แต่กำลังเผชิญกับช่องว่างระหว่างรุ่น ที่ลึกลับและซับซ้อนกว่าที่เคยเป็นมา
รายงานด้าน Leadership และ Workforce ล่าสุดจากหลายสำนักวิจัยระดับโลก เช่น Gallup, Harvard Business Review และ McKinsey ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า วันนี้องค์กรหนึ่งอาจมีคนทำงานตั้งแต่ Gen Z, Gen Y, Gen X ไปจนถึง Baby Boomer อยู่พร้อมกันในทีมเดียว
อันที่จริงสิ่งที่ต่างกันไม่ใช่แค่อายุ แต่คือมุมมองเรื่องการสื่อสาร ความคาดหวังที่มีต่อผู้นำ และคำว่าความเปิดกว้าง-โปร่งใส ที่ไม่เหมือนกันคนรุ่นใหญ่มองความเปิดกว้าง-โปร่งใส เป็นเรื่องของโครงสร้างและกระบวนการในการทำงาน คนรุ่นกลางให้ความสำคัญกับเหตุผลและความยุติธรรม คนรุ่นใหม่มองเป็นเรื่องของความจริงใจและการพูดความจริง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
หมดยุคที่ 'ผู้นำ' เก่งคนเดียว โดย อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา
เมื่อโลกหมุนเร็วเกินกว่าจะรู้คำตอบ โดย อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา
แม้จะไม่ถูกใจผู้นำที่สื่อสารด้วยวิธีการเดิมๆ แต่หวังผลลัพธ์ที่แตกต่าง จึงเจอแรงต้านที่มองไม่เห็นไม่ใช่การต่อต้านอย่างเปิดเผย แต่คือความเงียบ การไม่ผูกพัน และการถอยห่างทางจิตใจ ประเด็นนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับ 2 ทักษะสำคัญภายใต้ IMPACT Leadership Model ซึ่งสลิงชอท กรุ๊ป ทำวิจัยร่วมกับ Center for Creative Leadership (CCL) และพบว่าเป็นทักษะที่ผู้นำระดับโลกมีร่วมกันอย่างชัดเจน ได้แก่ Fostering Collaboration – การสร้างความร่วมมือท่ามกลางความแตกต่าง และ Navigating Politics – การบริหารความสัมพันธ์ ผลประโยชน์ และความคาดหวังที่หลากหลายอย่างมีชั้นเชิง
ผู้นำที่เชื่อมคนต่างรุ่นได้ ไม่ได้เริ่มจากการทำให้ทุกคนคิดเหมือนกัน แต่เริ่มจากการ ทำให้ทุกคนรู้สึกว่าความแตกต่างของตัวเองมีที่ยืน หนึ่งในตัวอย่างผู้นำระดับโลกที่สะท้อนทักษะนี้ได้ชัดเจน คือ Jensen Huang – CEO ของ NVIDIA ในช่วงที่ NVIDIA เติบโตอย่างรวดเร็วจากการเป็นบริษัทชิปกราฟิก สู่การเป็นหัวใจของโลก AI องค์กรเต็มไปด้วยพนักงานหลายรุ่น ตั้งแต่วิศวกรรุ่นใหม่ไฟแรง ไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญระดับตำนาน
สิ่งที่ Jensen Huang ทำอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่การทำให้ทุกคนพอใจแต่คือ การสื่อสารที่ตรงไปตรงมาอย่างสุดขั้ว (Radical Transparency)เขาขึ้นชื่อเรื่องการพูดความจริงกับทีม แม้จะเป็นเรื่องยากและเสี่ยงต่อความรู้สึกไม่พอใจทั้งเรื่องผลงานที่ยังไม่ดีพอ ทิศทางที่ต้องปรับเปลี่ยน หรือความคาดหวังที่สูงขึ้นเรื่อยๆ
ในขณะเดียวกัน เขาเปิดพื้นที่ให้คนทุกระดับโต้แย้ง ถามกลับ และท้าทายได้ ความคิดเห็นที่ชนะ ไม่ใช่มาจากตำแหน่งของคนคิด แต่มาจากเหตุผลของคนนำเสนอผลลัพธ์คือ ทีมที่ต่างวัย ต่างมุมมอง กลับทำงานร่วมกันได้บนฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจกันไม่ใช่เพราะเห็นตรงกันทุกเรื่อง แต่เพราะรู้ว่าความเห็นของตัวเอง ไม่ถูกปิดปาก
นี่คือ Fostering Collaboration ที่แท้จริง และคือ Navigating Politics แบบไม่ต้องเล่นเกมการเมือง แน่นอนว่า คุณไม่จำเป็นต้องเป็น CEO ระดับโลก หรือบริหารบริษัทเทคโนโลยีมูลค่าล้านล้าน แต่สิ่งที่เรียนรู้ได้ คือ วิธีคิด (Mindset) ของผู้นำผู้นำที่เชื่อมช่องว่างระหว่างรุ่นได้ มักมีสิ่งเหล่านี้ร่วมกัน หนึ่ง กล้ายอมรับว่าตัวเองไม่เข้าใจทุกเจเนอเรชัน สอง ไม่ตีความความเงียบว่าเห็นด้วย สาม แยกความเคารพ ออกจากการไม่กล้าพูดความจริงความเปิดกว้าง-โปร่งใสจึงไม่ใช่การบอกทุกอย่าง แต่คือการ ไม่บิดเบือนความจริง และไม่ลงโทษคนที่กล้าพูด
บทเรียนจากงานวิจัยและกรณีศึกษานี้ ให้คำเตือนที่ชัดเจนกับผู้นำอย่างน้อย 3 เรื่อง หนึ่ง อย่าสื่อสารแบบเดียว แล้วหวังว่าจะได้ผลกับทุกคน : ความชัดเจนสำหรับคนหนึ่ง อาจคือความคลุมเครือสำหรับอีกคน สอง ความเปิดกว้าง-โปร่งใสต้องมาพร้อมความรู้สึกปลอดภัยทางใจ : ถ้าพูดได้แต่ไม่มีใครกล้าพูด ความเปิดกว้าง-โปร่งใสก็เป็นเพียงแค่โฆษณาชวนเชื่อของผู้บริหารเท่านั้น สาม การบริหารความต่าง ไม่ใช่การหาจุดกึ่งกลางเสมอไป : แต่คือการทำให้ทุกฝ่ายเห็นว่า เหตุผลใดถูกนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจ
กลับมาที่คำถามแรก ถ้าทีมยังไม่กล้าพูดความจริงกับหัวหน้าหรือผู้บริหาร นั่นอาจไม่ใช่ปัญหาของพนักงาน แต่เป็นสัญญาณว่า “ความเปิดกว้าง-โปร่งใส” ยังเป็นเพียงแค่สโลแกนสวยหรู ที่นำไปสู่การปฏิบัติจริงไม่ได้ ในปี 2026 นี้ ผู้นำที่ไปได้ไกล ไม่ใช่คนที่เสียงดังที่สุด แต่คือคนที่ทำให้เสียงที่แตกต่าง กล้าดังขึ้นมาได้ในห้องเดียวกันต่างหาก





