วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

อนาคตของคนรุ่นใหม่ (ว่าที่) รัฐบาลต้องทำอะไร? ในโลกที่งานไม่รอคน

อนาคตของคนรุ่นใหม่ (ว่าที่) รัฐบาลต้องทำอะไร? ในโลกที่งานไม่รอคน

โลกศตวรรษที่ 21 กำลังเคลื่อนตัวด้วยอัตราเร่งที่ไม่เคยปรากฏ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความผันผวนทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนผ่านทางสังคม ได้สร้างสภาวะแวดล้อมใหม่ที่เต็มไปด้วยความท้าทายและความไม่แน่นอน

ในบริบทดังกล่าว การปฏิรูประบบการศึกษาจึงไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญต่อความอยู่รอดและความเจริญของชาติ เพื่อเตรียมความพร้อมให้คนรุ่นใหม่สามารถเผชิญหน้ากับความท้าทายเหล่านี้ได้อย่างมั่นคง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ได้จัดเสวนาในหัวข้อ "ปีม้าไฟกับอนาคตคนรุ่นใหม่ (ว่าที่) รัฐบาลต้องทำอะไร? ในโลกที่งานไม่รอคน "  เพื่อนำเสนอแผนที่นำทาง (Roadmap) สำหรับโลกที่เรากำลังจะก้าวออกไปเผชิญนั้นหมุนเร็วจนน่าใจหาย และเต็มไปด้วยความท้าทายที่ซับซ้อนกว่าที่เคย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

89% Gen Z เลือกงานที่ 'มีคุณค่า' ระบุเงินไม่ใช่ที่หนึ่ง

‘Health at Home’ ตรวจจีโนมิกส์-Sleep Test ได้ถึงบ้าน ลดข้อจำกัด รักษาแม่นยำ

Soft Skills ที่ดีที่สุดคือ "การทำกิจกรรมนักศึกษา"

อพิชญา วิทยากุล นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.)ซึ่งเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ กล่าวว่าการของบประมาณสนับสนุนกิจกรรมนักศึกษาในปัจจุบันเป็นเรื่องยากขึ้นมาก บริษัทต่างๆ เริ่มเปลี่ยนจากการให้ "เงินสด" มาเป็น "ผลิตภัณฑ์" แทน ซึ่งสะท้อนถึงสภาพคล่องที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกัน ค่าครองชีพก็พุ่งสูงขึ้นสวนทางกับงบอุดหนุนกิจกรรมที่เท่าเดิม

อพิชญา กล่าวต่อว่าแหล่งเรียนรู้ Soft Skills ที่ดีที่สุดและใกล้ตัวที่สุดในรั้วมหาวิทยาลัยก็คือ "การทำกิจกรรมนักศึกษา" เพราะไม่ใช่แค่เรื่องสันทนาการ แต่คือสนามจำลองของการทำงานจริง ซึ่ง การเรียนรู้ในห้องเรียน จะเป็นการเรียนรู้ในกระดาษ เน้นทฤษฎี ความเข้าใจเพื่อการสอบ  โดยวัดผลที่ตัวบุคคล ประเมินจากผลงานเดี่ยวเป็นหลัก  ซึ่งเป็นเรียนรู้เครื่องมือพื้นฐาน: ทำความรู้จักโปรแกรมตามหลักสูตร

ส่วนการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม จะเป็นการเรียนรู้จากหน้างานจริง ลงมือทำ แก้ปัญหาเฉพาะหน้า วัดผลที่ความสำเร็จของทีม จากการฝึกการประสานงาน สื่อสาร ต่อรอง และเชี่ยวชาญเทคโนโลยีประยุกต์ ต้องใช้เครื่องมืออย่าง Google Suite คล่องแคล่วเพื่อบริหารจัดการจริง

“การจัดงานหนึ่งงานต้องใช้ทักษะรอบด้าน ตั้งแต่การประสานงาน การสื่อสาร การแก้ปัญหา ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยี ซึ่งเป็นสิ่งที่การเรียนในห้องเรียนเพียงอย่างเดียวไม่สามารถมอบให้ได้”

อนาคตของคนรุ่นใหม่ (ว่าที่) รัฐบาลต้องทำอะไร? ในโลกที่งานไม่รอคน

มากกว่าเงินเดือน คือ "คุณภาพชีวิต"

ขณะที่ AI ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว แต่เป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง "อพิชญา" มองว่าต้อง "ปรับตัวเข้าหา AI" และเรียนรู้ที่จะ "ใช้ AI ให้เป็น" ไม่ใช่กลัวว่าจะถูกแทนที่ AI จะเข้ามาแทนที่คนที่ไม่พัฒนาตัวเอง แต่จะเป็นเครื่องมือขยายศักยภาพให้กับคนที่รู้จักนำมันมาใช้ประโยชน์

สิ่งที่คน Gen Z มองหาไม่ใช่เพียง "เงินเดือน" แต่กำลังมองหาองค์ประกอบที่หลากหลายซึ่งจะทำให้ชีวิตการทำงานมีความหมายและสมดุลมากขึ้น ดังนั้น สิ่งที่คนรุ่นใหม่มองหาจากองค์กรสะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตอย่างชัดเจน

  • Work-Life Balance: ความสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว รวมถึงเวลาการทำงานที่ยืดหยุ่น
  • สวัสดิการที่ตอบโจทย์: ไม่ใช่แค่สวัสดิการพื้นฐาน แต่รวมถึงการดูแลที่เข้าใจสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น ปัญหาฝุ่น PM 2.5
  • วัฒนธรรมองค์กรที่ดี: สภาพแวดล้อมที่เปิดกว้าง เข้าใจ และให้เกียรติความแตกต่าง
  • มาตรฐานและวัฒนธรรมระดับสากล (Global Standards & Culture): การได้ทำงานกับบริษัทที่มี "ความเป็น Global" ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่การมีสาขาในต่างประเทศ แต่หมายถึงการมีวัฒนธรรมการทำงาน สวัสดิการ และมาตรฐานที่เทียบเท่าระดับสากล

อนาคตของคนรุ่นใหม่ ในกติกาของประเทศ

อพิชญา ได้ชี้ให้เห็นประเด็นที่ลึกซึ้งว่า ปัญหาปากท้องที่เรากังวล เช่น ค่าแรง สวัสดิการ ล้วนเชื่อมโยงกับกติกาใหญ่ของประเทศ นั่นคือ "รัฐธรรมนูญ" ซึ่งกำหนดกรอบสิทธิขั้นพื้นฐานของเราเอาไว้ การนิ่งเฉยต่อปัญหาเชิงโครงสร้างเปรียบเสมือนการเป็น "กบต้ม" ที่อยู่ในน้ำร้อนขึ้นช้าๆ โดยไม่รู้ตัว จนสุดท้ายก็สายเกินไป การมีส่วนร่วมทางการเมืองจึงคือหนทางหนึ่งในการสร้างอนาคตที่เราอยากเห็น

"ถามว่าประเทศนี้ดูจะสิ้นหวัง แต่จริงๆ มันไม่ใช่ fail state แต่ มันมีอะไรที่ดีกว่านี้ได้ ดังนั้น คนรุ่นใหม่ต้องดึงศักยภาพประเทศออกมา ซึ่งคนรุ่นใหม่ คือความหวังและพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคม พวกเรามีศักยภาพที่จะสร้างสรรค์และดึงเอาสิ่งที่ดีที่สุดออกมาจากประเทศนี้ได้ หากเราร่วมมือกันลงมือทำตั้งแต่วันนี้”

เศรษฐกิจไทยในภาวะ "กึ่งซอมบี้"

ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มธ.  กล่าวว่าโลกปัจจุบันหมุนเร็วขึ้นกว่าเดิมถึง 30 เท่า ส่งผลให้อาชีพส่วนใหญ่จะมีอายุอยู่ได้ไม่เกิน 10 ปี และบัณฑิตที่จบใหม่ในยุคนี้อาจต้องเปลี่ยนอาชีพถึง 6 ครั้งตลอดชีวิตการทำงาน ที่น่าตกใจคือ ผลสำรวจจาก World Economic Forum ระบุว่าไทยมีแรงงานที่พร้อมรับโลกยุคใหม่เพียง 15% เท่านั้น ขณะที่สิงคโปร์มีสูงถึง 50%

“หากจะให้คนส่วนใหญ่ในประเทศรู้สึกว่าชีวิตดีขึ้น เศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องเติบโตที่ 4.5-5% ต่อปี แต่ปัจจุบันเราเติบโตได้เพียง 1.5-2% ซึ่งไม่ถึงครึ่งของอัตราที่ต้องการด้วยซ้ำ เพราะประเทศไทยอาจเหมือนกับฟุตบอลไทย เมื่อก่อนตอนเตะกับญี่ปุ่น เราจะดูว่าจะชนะกี่ลูก แต่ตอนนี้เราต้องนับว่าจะแพ้ญี่ปุ่นกี่ลูก มันกลับข้างกัน  เช่นเดียวกับการตามหลังประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและเวียดนาม ผลกระทบที่เป็นรูปธรรมต่อนักศึกษา คือ ค่าครองชีพสูงขึ้น แต่เงินเดือนเริ่มต้นไม่ขยับตาม ทำให้โอกาสในการสร้างตัวและเติบโตในสายอาชีพมีจำกัดลง”

อนาคตของคนรุ่นใหม่ (ว่าที่) รัฐบาลต้องทำอะไร? ในโลกที่งานไม่รอคน

AI ไม่มาแทนที่คุณ แต่ 'คน' ที่ใช้ AI จะมาแทน

ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวต่อว่าสำหรับในเรื่องของ AI นั้น เป็นเสมือนกับเจไดใน Star Wars ถ้ามีคน 2 คนได้ดาบไลท์เซเบอร์ คนที่ไม่เคยฝึกฟันดาบเลยก็คงทำอะไรไม่ได้มาก แต่ถ้าเป็นคนที่ฝึกฝนมาอย่างดีแล้วได้อาวุธที่ทรงพลัง เขาก็จะเก่งขึ้นไปอีก ดังนั้น AI จึงเป็นเหมือน "ดาบไลท์เซเบอร์" ที่จะทรงพลังที่สุดเมื่ออยู่ในมือของคนที่มีทักษะพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ไม่ใช่คนที่หวังจะให้มันทำงานแทนทุกอย่าง

“งานวิจัยทั่วโลกระบุว่า ทุกอาชีพมีสิทธิ์ตกงานไม่น้อยกว่ากัน ความเสี่ยงจึงไม่ได้อยู่ที่ชื่ออาชีพ แต่อยู่ที่ ลักษณะของงานที่ทำในอาชีพนั้นๆ งานที่ AI สามารถทำได้ดีกว่ามนุษย์และมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกแทนที่ ได้แก่ งานที่ต้องทำซ้ำๆ อย่าง กลุ่มงานที่มีขั้นตอนชัดเจนและต้องทำเหมือนเดิมทุกครั้ง หรืองานที่มีรูปแบบตายตัวและผิดพลาดน้อย เช่น งานที่อาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลตามรูปแบบที่กำหนดไว้ และงานที่ใช้ AI แล้วช่วยลดต้นทุนได้อย่างมหาศาล อาทิ การใช้หุ่นยนต์ทำความสะอาดในสนามบินแทนแม่บ้าน ซึ่งปัจจุบันมีต้นทุนที่คุ้มค่ากว่าในระยะยาว”

Hard Skills “อาวุธ” ที่ต้องเปลี่ยนบ่อยๆ

“Hard Skills หรือทักษะเชิงเทคนิค” ในยุคนี้มี "อายุการใช้งาน" สั้นลงมาก ความรู้บางอย่างในสายเทคโนโลยีอาจตกรุ่นภายในเวลาเพียง 3-6 เดือน ดังนั้น ทักษะเชิงเทคนิคที่สำคัญที่สุดจึงไม่ใช่การท่องจำความรู้ชุดใดชุดหนึ่ง แต่คือ "ความสามารถในการเรียนรู้ (Ability to Learn)" และต้องเรียนรู้ให้เร็ว

ผศ.ดร. เกียรติอนันต์  กล่าวอีกว่าการเรียนรู้ทักษะใหม่ คือ การถอดอาวุธเก่า ใช้อาวุธใหม่ เพื่อไปตีโจทย์ที่มันเปลี่ยนไป ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของการเรียนรู้แบบ Micro-learning หรือการเรียนรู้เป็นเรื่องๆ ผ่านคอร์สสั้นๆ เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างรวดเร็ว เพราะถ้า Hard Skills เป็นอาวุธที่ใช้แก้ปัญหา Soft Skills จะเป็นเกราะ ที่ช่วยให้ทุกคน รับมือ, ทำใจ, และไปต่อ เมื่อต้องเจอกับความล้มเหลวและความไม่แน่นอน ซึ่งจะเป็นเรื่องปกติในโลกการทำงานยุคใหม่

สร้างระบบเรียนรู้  "AI Personalization"

ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ เสนอให้ (ว่าที่)รัฐบาล สร้างระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ที่เปิดอิสระให้คนเข้า-ออกจากระบบได้ตามความพร้อมตลอด 35 ปีในตลาดแรงงาน โดยมีหัวใจสำคัญ คือ 1. สร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ตลอดชีวิต: ต้องสร้างระบบที่คนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงได้ง่ายและฟรี เพื่อให้สามารถกลับเข้ามา "ถอด-ประกอบ" ทักษะใหม่ได้ตลอดเวลาที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการ Reskill หรือ Upskill

2. ปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง: กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นสามารถจัดการศึกษาที่หลากหลายและสอดคล้องกับบริบทของตนเอง เลิกใช้โมเดล "เสื้อโหล" ที่ทุกโรงเรียนต้องเรียนเหมือนกันทั้งประเทศ

3. เปลี่ยนนโยบายสาธารณะ: ออกแบบนโยบายที่มุ่ง "เปลี่ยนพฤติกรรม" ของประชาชนในระยะยาว เช่น นโยบายที่ส่งเสริมการออมและการลงทุน ไม่ใช่แค่การให้เงินช่วยเหลือเพื่อการบริโภคระยะสั้น

4. ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน: การเปลี่ยนแปลงจะสำเร็จได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ทุกคนต้องปรับตัวไปพร้อมกันเพื่อสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เอื้อต่อการเติบโต

“การใช้ AI ช่วยสอน ต้องนำ AI มาใช้ออกแบบการเรียนรู้และข้อสอบให้ตรงตามความถนัดของเด็กแต่ละคน (Personalized Learning) เพื่อสร้างความเป็นธรรมในระบบการศึกษา รวมถึงต้องมีระบบรับรองทักษะ พัฒนากระบวนการรับรองคุณสมบัติทางวิชาชีพที่เข้าถึงแรงงานทั้ง 37 ล้านคนได้จริง เพื่อให้ทักษะที่เรียนมานำไปสู่โอกาสในการทำงาน”

3 สิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องเตรียมพร้อม

ผศ.ดร.เกียรติอนันต์  กล่าวด้วยว่าในโลกที่ผันผวนและไม่แน่นอนกว่าเดิม คนรุ่นใหม่ต้องเตรียมใจ 3 สิ่งสำคัญ ได้แก่

1. ต้องเตรียมใจว่าตลอดชีวิตการทำงานจะต้องเปลี่ยนอาชีพบ่อย ความล้มเหลวกลายเป็นเรื่องปกติ สิ่งสำคัญที่สุด คือ คือความสามารถในการปรับตัวและลุกขึ้นใหม่ให้เร็ว

2. คุณคือผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learner) อย่าหยุดการเรียนรู้แค่ในรั้วมหาวิทยาลัย จงมองหาความรู้ใหม่ๆ ทุกวัน ไม่ว่าจะผ่านคอร์สออนไลน์ การทำกิจกรรม หรือการลงมือทำโปรเจกต์ต่างๆ เพราะนี่คือทักษะการเอาตัวรอดที่สำคัญที่สุดในศตวรรษที่ 21

3. สร้างคุณค่าด้วยสิ่งที่ AI ทำไม่ได้ จงฝึกฝนและพัฒนาทักษะที่เกี่ยวข้องกับความเป็นมนุษย์ให้แข็งแกร่งที่สุด ไม่ว่าจะเป็นความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ความเข้าอกเข้าใจ (Empathy) และการทำงานร่วมกับผู้อื่น (Collaboration) เพราะนี่คือจุดแข็งที่เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนได้

สามคลื่นยักษ์แห่งการเปลี่ยนแปลง

ศ. ดร.อาณัติ ลีมัคเดช อาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ. กล่าวว่าปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญซึ่งเปรียบเสมือนคลื่นยักษ์สามลูกที่ถาโถมเข้าใส่ประเทศไทย และส่งผลโดยตรงต่ออนาคตของคนรุ่นใหม่ ได้แก่

1. สังคมสูงวัยก่อนรวย (Aging before Rich) ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ หมายความว่าคนรุ่นใหม่ที่มีจำนวนน้อยลงเรื่อยๆ จะต้องแบกรับภาระในการดูแลผู้สูงอายุที่มีจำนวนมากขึ้น ซึ่งเป็นแรงกดดันทั้งในระดับครอบครัวและระดับประเทศ

2. การปฏิวัติของ AI (AI Revolution) AI ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นตัวเปลี่ยนเกม ที่จะเข้ามามีบทบาทในทุกอุตสาหกรรม และมีแนวโน้มที่จะเข้ามาแทนที่ "งานระดับกลาง" ซึ่งเป็นกลุ่มงานที่ใหญ่ที่สุดในตลาด

3. ความเหลื่อมล้ำที่ถ่างกว้าง (Widening Inequality) โอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรดีๆ กำลังกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนที่มีต้นทุนสูงกว่า ตัวอย่างที่ชัดเจนคือโอกาสทางการศึกษา ที่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปัจจุบันต้องอาศัยการสอบหลายประเภทซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง ทำให้คนที่มีเงินสามารถ "ซื้อโอกาส" ได้มากกว่า และอาจนำไปสู่ภาวะสมองไหล (Brain Drain) ที่คนเก่งเลือกไปทำงานต่างประเทศ

นอกเหนือจากปัญหาเศรษฐกิจแล้ว คนรุ่นใหม่ยังต้องเผชิญกับปัญหาสภาพแวดล้อมที่คาดไม่ถึงและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เช่น วิกฤตฝุ่น PM 2.5 ที่ทำให้มหาวิทยาลัยต้องประกาศเรียนออนไลน์ หรือภัยธรรมชาติที่รุนแรงกว่าในอดีต ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อการใช้ชีวิต การเรียน และการทำงาน

ปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้วาดภาพอนาคตที่น่ากังวล แต่พลังที่ส่งผลกระทบได้ทันทีและรุนแรงที่สุดคือเทคโนโลยี การทำความเข้าใจและเรียนรู้ที่จะรับมือกับการปฏิวัติของ AI จึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นทักษะการเอาตัวรอดอันดับแรกที่เราต้องฝึกฝนให้เชี่ยวชาญ

อนาคตของคนรุ่นใหม่ (ว่าที่) รัฐบาลต้องทำอะไร? ในโลกที่งานไม่รอคน

เลิกนโยบายประชานิยมระยะสั้น

ศ.ดร.อาณัติ กล่าวด้วยว่าสำหรับข้อเสนอต่อรัฐบาลนั้น อยากให้เลิกใช้นโยบายประชานิยมระยะสั้น เช่น การแจกเงิน 600-1,000 บาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพจริง และเตือนว่านโยบาย อย่าง หวยบำนาญ หรือการพักหนี้ซ้ำซาก เป็นการส่งเสริมพฤติกรรมด้อย ทางการเงิน มากกว่าการส่งเสริมพฤติกรรมเด่น ฉะนั้น ข้อเสนอต่อรัฐบาลใหม่ ที่ควรดำเนินการ มีดังนี้

1. ปฏิรูปโครงสร้างภาครัฐ: นำเทคโนโลยีอย่าง Blockchain มาใช้เพื่อความโปร่งใสและลดขั้นตอนการพิสูจน์ตัวตน

2. ปฏิรูปกฎหมายเพื่อดึงดูด Startup: ปัจจุบัน Startup ไทยหนีไปจดทะเบียนที่สิงคโปร์เพราะระบบกฎหมายที่เอื้อต่อธุรกิจมากกว่า รัฐบาลต้องสร้าง "สินค้ากฎหมาย" ที่เป็นสากล

3. สนับสนุน University Spin-off: ผลักดันให้มหาวิทยาลัยสามารถตั้งบริษัทลูกหรือบริษัทร่วมทุนเพื่อแปลงงานวิจัยเป็นรายได้ และสร้างที่ฝึกงานที่มีคุณภาพให้นักศึกษาในพื้นที่โดยไม่ต้องเดินทางเข้าเมือง

4. ขยายอายุเกษียณ: เพื่อลดภาระทางการคลังและใช้ประโยชน์จากประสบการณ์ของผู้สูงอายุที่มีศักยภาพ

ถึงเวลา "ปฏิรูป" การศึกษาอย่างแท้จริง

ศ. ดร.อาณัติ  กล่าวต่อไปว่าระบบการสอบเข้าในปัจจุบันเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ที่มีฐานะทางการเงินดีกว่าอย่างชัดเจน การที่นักเรียนสามารถเข้าสอบวัดมาตรฐานได้หลายประเภท (เช่น ACT, SAT) และสอบได้หลายครั้ง แม้กระทั่งเดินทางไปสอบในต่างประเทศเพื่อเพิ่มโอกาส เท่ากับว่า ความมั่งคั่งสามารถซื้อโอกาสทางการศึกษาได้ ซึ่งสร้างความได้เปรียบที่ไม่เป็นธรรมและตอกย้ำช่องว่างความเหลื่อมล้ำในสังคม

“ความล้มเหลวของระบบยังถูกซ้ำเติมด้วยโครงสร้างแรงจูงใจที่ผิดเพี้ยน ซึ่งทำให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไม่สามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเต็มศักยภาพ เพราะปัจจุบันหากถามหาแรงจูงใจของอาจารย์มหาวิทยาลัย สนใจเรื่องของการได้รับรางวัลหรือการเลื่อนตำแหน่งจากการตีพิมพ์ผลงานวิชาการในวารสารระดับนานาชาติ มากกว่าการสร้างองค์ความรู้เชิงปฏิบัติที่สามารถนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์และเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมในประเทศ”

อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยและภาคธุรกิจต้องเปลี่ยนบทบาทมาเป็นกลไกขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง โดยทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้น โดยส่งเสริมการจัดตั้งบริษัท Spin-off ในมหาวิทยาลัย  ซึ่งมีประโยชน์สองทาง คือ เป็นการนำผลงานวิจัยของคณาจารย์มาต่อยอดในเชิงพาณิชย์ ขณะเดียวกันก็เป็นการสร้างแหล่งฝึกงานที่มีคุณภาพและเข้าถึงง่ายสำหรับนักศึกษา

Mindset ที่ต้องมี จากห้องเรียนสู่โลกธุรกิจ

เมธา ประภาวกุล ผู้อำนวยการสำนักงานการบุคคลกลาง บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าธุรกิจในปัจจุบันดำเนินงานในสภาวะแวดล้อมที่เป็นสากลและเต็มไปด้วยความหลากหลาย ทั้งในมิติของเชื้อชาติ (Nationality),วัย (Generation) และเพศ (Gender)

บริบทธุรกิจของ SCG ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยปัจจุบันมีพนักงานกว่า 34 เชื้อชาติ และครึ่งหนึ่งของสินทรัพย์และการลงทุนอยู่นอกประเทศไทย โดยมีเวียดนามเป็นฐานการผลิตที่สำคัญ สภาพแวดล้อมที่ไร้พรมแดนและหลากหลายสุดขั้วนี้เองที่เป็นตัวกำหนดทักษะที่องค์กรต้องการจากคนรุ่นใหม่

องค์กรมองหาบุคลากรที่มีทักษะและความสามารถหลัก 3 ประการ คือ

1. ความสามารถในการเรียนรู้ (Ability to Learn): ความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่องตลอดเวลา

2. การคิดเชิงระบบและใช้ข้อมูล (System & Data Thinking): ความสามารถในการมองเห็นภาพรวม คิดอย่างเป็นระบบ และใช้ข้อมูลเป็นฐานในการตัดสินใจ

3. ความเข้าใจในธุรกิจ (Business Acumen): ความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับกลไกการทำงานของธุรกิจ ซึ่งนักศึกษาควรได้รับการปลูกฝังก่อนสำเร็จการศึกษา

"ทัศนคติแบบ "ทำแล้วปรับ ปรับแล้วทำ" ยังเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการทำงานยุคใหม่ ซึ่งหมายถึงความพร้อมที่จะเผชิญกับความล้มเหลว เรียนรู้จากข้อผิดพลาด และปรับปรุงแก้ไขอย่างรวดเร็วเพื่อเดินหน้าต่อไป"

ทักษะที่จำเป็นเหล่านี้กลับเป็นสิ่งที่ระบบการศึกษาไทยในปัจจุบันยังล้มเหลวในการสร้างขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาวิกฤตเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึก

อนาคตของคนรุ่นใหม่ (ว่าที่) รัฐบาลต้องทำอะไร? ในโลกที่งานไม่รอคน

"เลิกแจกเงิน แต่สอนให้หาเงิน"

เมธา ได้ฝากข้อเสนอแนะถึงรัฐบาลว่า การเตรียมคนจะรอให้ถึงระดับมหาวิทยาลัยนั้นไม่ทัน แต่ต้องเริ่มตั้งแต่อนุบาลและประถม โดยต้องเปลี่ยน Mindset จากระบบการเรียนการสอนที่เน้นการได้รับเงินและใช้เงิน ไปสู่การสร้างมูลค่าและหาเงิน

ตัวอย่าง โมเดลการสอนให้เด็กทำพิซซ่าขาย โดยให้เงินทุนก้อนหนึ่งแล้วให้เด็กไปคิดเองว่าจะหาวัตถุดิบที่ไหนให้ถูก , จะทำอย่างไรให้อร่อยและถูกใจลูกค้า , จะตั้งราคาอย่างไรให้มีกำไร และจะเพิ่มมูลค่าอย่างไรให้เหนือกว่าคู่แข่ง

"หากประเทศเปลี่ยน Business Model จากการเอาเงินใส่เข้าไปแล้วหายไปจนเกิดหนี้ครัวเรือน มาเป็นการสอนให้บริหารจัดการต้นทุน สร้าง Margin และพัฒนาคุณภาพสินค้าเหมือนในญี่ปุ่นหรือประเทศที่พัฒนาแล้ว จะทำให้ประเทศไทยแข่งขันได้ในอนาคต"

กระบวนทัศน์ที่ล้าสมัยและเชื่องช้า

ผศ.ดร.อดิศร จันทรสุข คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มธ. กล่าวว่าระบบการศึกษาในภาวะวิกฤต  ช่องว่างทางทักษะที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความล้มเหลวของตัวผู้เรียน แต่เป็นอาการของวิกฤตเชิงระบบที่ฝังลึกอยู่ในการศึกษาไทยมาอย่างยาวนาน  ตั้งแต่ความเฉื่อยของสถาบันไปจนถึงความเหลื่อมล้ำที่ฝังตัวอยู่ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางไม่ให้ระบบสามารถปรับตัวให้ทันต่อความต้องการของโลกสมัยใหม่ได้

"รูปแบบการสอนยังคงยึดติดกับกระบวนทัศน์ที่ล้าสมัย การบรรยายหน้าชั้นเรียนยังคงเป็นวิธีการหลักเช่นเดียวกับเมื่อ 100 กว่าปีก่อน ปัญหาที่รุนแรงที่สุดคือ ความเชื่องช้าของระบบ โดยกระบวนการพัฒนาและอนุมัติหลักสูตรใหม่ใช้เวลายาวนานถึง 6-7 ปี ซึ่งเมื่อถึงเวลาที่หลักสูตรเปิดสอน ความรู้ในหลักสูตรนั้นก็อาจล้าสมัยไปแล้ว"

ผศ.ดร.อดิสร กล่าวอีกว่าระบบการศึกษาในปัจจุบันถูกออกแบบมาเพื่อความสะดวกของคนจัด คือผู้บริหารและสถาบัน ไม่ใช่เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้เรียน ซึ่งเห็นได้ชัดจากโครงสร้างปริญญาตรี 4 ปีที่ตายตัวและไม่ยืดหยุ่นต่อความต้องการที่หลากหลายของอาชีพในปัจจุบัน

อนาคตของคนรุ่นใหม่ (ว่าที่) รัฐบาลต้องทำอะไร? ในโลกที่งานไม่รอคน

ความเหลื่อมล้ำเชิงระบบ ปฐมวัยสู่โอกาสในอุดมศึกษา

ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในระดับอุดมศึกษา แต่เป็นปัญหาเชิงระบบที่ฝังตัวอยู่ตลอดเส้นทางชีวิตของผู้เรียน

ผศ.ดร. อดิสร ชี้ว่าทักษะพื้นฐานที่สำคัญอย่าง Empathy ต้องได้รับการปลูกฝังตั้งแต่ระดับปฐมวัย และเป็นเรื่องยากอย่างยิ่งที่จะมา "แก้ไข" หรือสร้างเสริมในระดับมหาวิทยาลัย ปัญหานี้สะท้อนให้เห็นถึงการขาดการลงทุนและการพัฒนาคุณภาพการศึกษาปฐมวัยอย่างทั่วถึง

"การสร้างสถาปัตยกรรมการเรียนรู้แห่งชาติขึ้นมาใหม่ต้องดำเนินการพร้อมกันใน 3 ระดับ คือ  การปฏิรูปกรอบความคิดพื้นฐาน , การกระจายอำนาจสู่การปฏิบัติในระดับท้องถิ่น และการสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับชาติ "

การปฏิรูปกรอบความคิด  จะต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มต้นตั้งแต่ระดับเยาว์วัย โดยคุณเมธาเสนอให้ปรับการเรียนการสอนสู่ การเรียนรู้ผ่านโครงการ (Project-based Learning) ที่มุ่งเน้นการสร้างทักษะความเป็นผู้ประกอบการ  

กระจายอำนาจ บูรณาการข้ามกระทรวง

ผศ.ดร.อดิศร กล่าวทิ้งท้ายว่า การศึกษาไทยจะพ้นวิกฤตได้นั้น รัฐบาลชุดใหม่ต้องดำเนินการในเรื่องเหล่านี้ 

• การกระจายอำนาจ (Decentralization): ต้องเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นจัดการศึกษาเองได้ ทั้งในแง่หลักสูตรและงบประมาณ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ ไม่ใช่จัดให้เหมือนกันทั้งประเทศ,

• บูรณาการข้ามกระทรวง: โรงเรียนไม่ควรเป็นภาระของกระทรวงศึกษาธิการเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้าง Learning Ecosystem ที่รวมเอา กระทรวงมหาดไทย, สาธารณสุข และ พม. เข้ามาดูแลทั้งมิติสุขภาพจิตและความปลอดภัยของเด็ก,

• ยกสถานะสายอาชีพ: ต้องปรับโครงสร้างค่าตอบแทนให้คนจบสายอาชีวะได้รับค่าจ้างที่สมน้ำสมเนื้อเทียบเท่าหมอหรือวิศวกร เหมือนในฟินแลนด์ เพื่อลบภาพลักษณ์การเป็นแรงงานระดับล่างและส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม,

"โลกการทำงานใหม่จะไม่มีคำว่า อาชีพเดียวตลอดชีวิต หากสถาบันการศึกษายังมุ่งเน้นแต่การให้ปริญญาโดยไม่สร้างทักษะการปรับตัว (Adaptability) และไม่สร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ตลอดชีวิต สังคมไทยจะเผชิญกับภาวะที่ประชากรไม่สามารถเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศได้ และจะกลายเป็นภาระของสังคมร่วมกันในที่สุด"

อนาคตของคนรุ่นใหม่ (ว่าที่) รัฐบาลต้องทำอะไร? ในโลกที่งานไม่รอคน