วันจันทร์ ที่ 9 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

‘ผลิตภาพ‘ ลดฉุดไทยพลาดเป้า ‘รายได้สูง‘ ‘OECD’ แนะตั้งหน่วยงานขับเคลื่อน ‘สศช.‘ ดันเข้าแผนฯ14

โครงสร้างผลิตภาพต่ำฉุดเศรษฐกิจ สศช.ผนึก OECD ดันร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับ 14 รื้อกฎระเบียบ-ยกระดับแรงงาน รับสังคมสูงวัย ดันเศรษฐกิจโต 5% ตามเป้าปี 80 หลังผลิตภาพร่วงเหลือ1.7%

KEY POINTS

  • ตัวเลขผลิตภาพการผลิตไทยต่ำทั้งเกษตรและอุตสาหกรรมฉุดเศรษฐกิจไทย
  • สศช.ผนึก OECD ดันร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับ 14 รื้อกฎระเบียบ-ยกระดับแรงงาน รับสังคมสูงวัย ดันเศรษฐกิจโต 5% ตามเป้าปี 80
  • หลัง OECD ชี้ Productivity ไทยร่วงเหลือ 1.7% ต่อปี กระทบการเติบโตเศรษฐกิจในทศวรรษที่ผ่านมา
  • แนะตั้งหน่วยงานยกเครื่องผลิตภาพ นำผลสรุปจากเวทีระดับโลก GFP 2026 เร่งวางกรอบเพิ่มผลิตภาพการผลิต

การชะลอตัวของผลิตภาพ (Productivity) ในไทยอาจบั่นทอนการเป็นประเทศรายได้สูงตามเป้าหมายปี 2580 แม้ว่าที่ผ่านมามีนโยบายหลายด้านฟื้นฟูการเติบโตของผลิตภาพแต่ยังไม่แก้ไขอย่างทั่วถึง

ประเทศไทยพัฒนาเร็วช่วงทศวรรษ 1960 โดยผลักดันเศรษฐกิจเข้า Value Chain โลกส่งผลให้เป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงในปี 2554 แต่ผลิตภาพการผลิตของไทยลดต่ำลงเป็นปัญหาสำคัญที่ฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา 

องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) มองว่าการยกระดับผลิตภาพการผลิตเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเข้าสู่ประเทศรายได้ระดับสูง รวมทั้งเป็นโจทย์สำคัญที่ไทยต้องแก้เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตระดับศักยภาพไม่ต่ำกว่า 3% และเพิ่มเป็น 5% ต่อปี โดยไทยทำงานร่วมกับ OECD เพื่อขับเคลื่อนจริงจัง

ขณะที่เวที Thailand Economic Outlook 2027: New Horizon Beyond The Trap ของกรุงเทพธุรกิจ เมื่อวันที่ 8 ต.ค.2569 มีความเห็นสอดคล้องกันถึงปัญหา Productivity อาทิ “ฟรานซิสกา โอนซอร์เกอ” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชีย ธนาคารโลก ระบุถึงการเพิ่มผลิตภาพเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในภาวะประชากรวัยทำงานกำลังทรงตัวหรือลดลง

“ผลิตภาพเกษตร”ขยายตัวต่ำกว่า GDP

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ “สภาพัฒน์” เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ปัญหาผลิตภาพการผลิตของไทยที่ต่ำลงเกิดขึ้นทั้งภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม 

ทั้งนี้ผลิตภาพที่ต่ำลงของภาคเกษตรสะท้อนผ่านการเติบโตของ GDP ภาคเกษตรที่ขยายตัว 2-3% ขณะที่บางปีมีปัญหาสภาพอากาศและภัยพิบัติทำให้ GDP ภาคเกษตรขยายน้อยกว่าค่าเฉลี่ย โดยสัดส่วนรวม GDP ภาคเกษตรต่อ GDP ทั้งประเทศอยู่ที่ 8-9% ซึ่งแม้มูลค่า GDP ไม่สูงแต่รองรับกำลังแรงงานสูงเกือบ 30% ของแรงงานทั้งประเทศ

สำหรับการเพิ่มผลิตภาคเกษตรต้องขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและแนวคิดการพัฒนาเกษตรแม่นยำ เพื่อเพิ่มผลผลิตและเพิ่มคุณภาพสินค้าเกษตร ควบคู่การบริหารทรัพยากรงบประมาณช่วยเหลือภาคเกษตรให้เกิดประโยชน์คุ้มค่าที่สุด

ภาคการผลิตต้องอัพสกิลแรงงานตรงจุด

ส่วนการเพิ่มผลิตภาพการผลิตภาคอุตสาหกรรม ต้องเน้นการอัพสกิล รีสกิล แรงงานให้ต่อเนื่อง โดยในอนาคตแรงงานภาคอุตสาหกรรมต้องเรียนรู้ทักษะใหม่เสมอ เพราะจะมีเครื่องมือเครื่องจักรอัตโนมัติหรือกึ่งอัตโนมัติ ซึ่งทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI ในอุตสาหกรรมมากขึ้น

ดังนั้นการส่งเสริมให้อัพสกิล-รีสกิล แรงงานสม่ำเสมอจะทำให้มีทักษะจำเป็นและสอดคล้องความต้องการตลาดแรงงานในอนาคต

นอกจากนี้ รัฐบาลมีโครงการ Thailand Skill Bridge ที่เป็นนโยบายระดับชาติเพื่อพัฒนาและยกระดับทักษะแรงงานไทย เพื่อเตรียมความพร้อมและเชื่อมโยงแรงงานเข้าสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายยุคใหม่ ซึ่งทำร่วมกันระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรม คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

‘ผลิตภาพ‘ ลดฉุดไทยพลาดเป้า ‘รายได้สูง‘  ‘OECD’ แนะตั้งหน่วยงานขับเคลื่อน ‘สศช.‘ ดันเข้าแผนฯ14

OECD ชงตั้งหน่วยงานยกเครื่องผลิตภาพ

ส่วนแนวทางยกระดับผลิตภาพการผลิตประเทศ นายดนุชา กล่าวว่า การหารือกับ OECD มีข้อเสนอตั้งหน่วยงานเฉพาะทำหน้าที่ หรือตั้งกรรมการระดับชาติมาขับเคลื่อน เพราะเป็นประเด็นสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 

ทั้งนี้ปัจจุบันมีสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นหน่วยงานหลักทำหน้าที่นี้ แต่หากขับเคลื่อนลักษณะคณะกรรมการระดับชาติจะผลักดันต่อเนื่องได้เร็วและมีประสิทธิภาพขึ้น

รายงานระบุว่า OECD ออกรายงาน Strengthening Productivity Analysis for Policymaking in Thailand เมื่อปี 2568 โดยเสนอให้ไทยตั้ง Productivity council โดยมีสำนักงานเลขาธิการ พร้อมเจ้าหน้าที่จากสถาบันสมาชิกและนักวิชาการ เพื่อนำกรอบการวิเคราะห์มาใช้ รวมถึงพัฒนาโปรแกรมการทำงาน และทำรายงานที่มีการเผยแพร่ประสิทธิภาพการทำงานสม่ำเสมอ

สำหรับ Productivity council เป็นการทำงานร่วมกันของ 6 หน่วยงาน คือ 

1.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)

2.กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหรรม (สศอ.) และสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ

3.กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.)

4.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานสถิติแห่งชาติ

5.กระทรวงแรงงาน กองเศรษฐกิจการแรงงาน สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน

6.ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

ดันผลิตภาพประเทศเข้าแผน 14

รวมทั้งร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 กำหนดวัตถุประสงค์หลักให้ “เศรษฐกิจขยายตัวสูงขึ้นอย่างทั่วถึง และยั่งยืน” โดยตั้งอยู่บนธีม “การเพิ่มผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการซ่อมและเสริมรากฐานให้มั่นคง ควบคู่การสร้างความพร้อมและโอกาสสำหรับอนาคต” ซึ่งการขับเคลื่อนแผนอยู่บนหลักคิด 4 ด้าน ได้แก่

1.การมุ่งยกระดับผลิตภาพของประเทศ เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทุกภาคส่วน 

2.การสร้างประโยชน์อย่างทั่วถึงแก่ประชาชน กระจายผลประโยชน์จากการเติบโตสู่แรงงานและ SMEs

3.การเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัว เพิ่มความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและภูมิรัฐศาสตร์ 

4.การสร้างภูมิคุ้มกันและความมั่นคง บริหารจัดการความเสี่ยงทางการคลัง พลังงาน และสิ่งแวดล้อม

5 เสาหลักการพัฒนาตอบโจทย์เพิ่ม TFP 

ขณะที่การกำหนดเสาหลักพัฒนา 5 ด้าน เพื่อยกระดับเศรษฐกิจ ซึ่งตอบโจทย์การเพิ่มผลิตภาพรวม (TFP) และแก้ปัญหาความบิดเบือนเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ได้แก่

เสาหลักที่ 1 การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยมุ่งยกระดับการเติบโตที่มีผลิตภาพสูงขึ้นทั้งภาคเกษตร ภาคการผลิต และภาคบริการ โดยส่งเสริมการสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ในกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง ยานยนต์แห่งอนาคตและชิ้นส่วน (EV) การบริการสุขภาพและทางการแพทย์

รวมถึงการลงทุนวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ระบบโลจิสติกส์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ควบคู่กับการยกระดับ SMEs และสนับสนุนการเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตไปสู่ภาคการผลิตที่มีผลิตภาพสูงขึ้น

เสาหลักที่ 2 การปฏิรูปภาครัฐ โดยมุ่งปรับบทบาท โครงสร้าง และรูปแบบการบริหารจัดการภาครัฐให้มีขนาดเหมาะสม คล่องตัว มีประสิทธิภาพ กิโยตินกฎหมายและลดขั้นตอนซับซ้อน เพื่อเกิดการแข่งขันเป็นธรรมและยึดหลักธรรมาภิบาล

เสาหลักที่ 3 การยกระดับทุนมนุษย์ โดยมุ่งยกระดับทักษะแรงงานโดยเฉพาะแรงงานทักษะระดับกลางและระดับต่ำ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลด้านแรงงาน ปรับรูปแบบการศึกษาให้ยืดหยุ่นตอบโจทย์ตลาด และพัฒนาระบบสวัสดิการสังคมที่เอื้อต่อการเพิ่มผลิตภาพและการเรียนรู้ตลอดชีวิต

เสาหลักที่ 4 การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยมุ่งส่งเสริมการผลิตและการบริโภคพลังงานสะอาด ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Model) การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการจัดการปัญหามลพิษ PM2.5

เสาหลักที่ 5 การถ่ายทอดและลงทุนในวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีเป้าหมาย ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษา วิจัย และภาคอุตสาหกรรมนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ คุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอุบัติใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI)

สศช.ชี้้สอดคล้องแผนพัฒนา 14 

ทั้งนี้ ข้อเสนอดังกล่าวสอดคล้องร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ของ สศช.ได้แก่ เสาด้านเศรษฐกิจที่มุ่งพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจไทยผ่านการยกระดับผลิตภาพการผลิตรวม หรือ Total Factor Productivity (TFP) 3 ด้าน คือ

1.การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจรายสาขาไปสู่กลุ่มเป้าหมายที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ยานยนต์แห่งอนาคต การบริการสุขภาพและเศรษฐกิจสร้างสรรค์

2.การจัดสรรทรัพยากรสู่ภาคการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยเฉพาะยกระดับทักษะแรงงานให้ตรงความต้องการตลาด การสร้างพลวัตทางธุรกิจ การปรับกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคเพื่อเปิดโอกาสให้ SMEs เข้าสู่ตลาด เติบโต ปรับตัว และเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้เหมาะสมตลอดช่วงวัฏจักรธุรกิจ

3.การเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจทั้งกลไกภาคการเงินและภาคการคลัง

4 กลไกยกระดับผลิตภาพยุคใหม่

นายดนุชา กล่าวว่า สศช.ร่วมประชุมเวทีโลกด้านผลิตภาพการผลิตประจำปี 2569 หัวข้อ “From Gaps to Growth: Unlocking Productivity Across the Economy” ของ OECD ที่คอสตาริกา โดยมีข้อเสนอยกระดับผลิตภาพยุคใหม่ต้องพึ่งหลายนโยบาย ได้แก่

1.การลดความบิดเบือนเชิงโครงสร้าง ผ่านการแก้ไขปัญหาการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียม การลดอุปสรรคกฎระเบียบ และการจัดการแรงงานนอกระบบ เพื่อกระตุ้นการจัดสรรทรัพยากรมีประสิทธิภาพ

2.การใช้ข้อมูลระดับจุลภาค ผ่านการส่งเสริมการพัฒนาระบบข้อมูลระดับสถานประกอบการและแรงงาน เพื่อวิเคราะห์และกำหนดนโยบายผลิตภาพได้ตรงจุดและแม่นยำ

3.การส่งผ่านผลกระทบจาก FDI ผ่านการดึงการลงทุนจากต่างประเทศควบคู่การสร้างเงื่อนไขและนโยบายที่ช่วยธุรกิจในประเทศรับประโยชน์จากการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้จากบริษัทข้ามชาติ

4.การเตรียมความพร้อมต่อเทคโนโลยี AI และโครงสร้างพื้นฐาน ผ่านการวางกรอบนโยบายเพื่อยกระดับทักษะแรงงาน เพื่อรองรับการกระจายตัว AI ไม่ให้เหลื่อมล้ำระหว่างผู้เล่นในตลาด พร้อมคัดเลือกและลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและคมนาคมขนส่งคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุดภายใต้ข้อจำกัดการคลัง

OECD ชี้ไทยผลิตภาพการผลิตลดต่ำ

ที่ผ่านมา นายมาธิอัส คอร์มันน์ เลขาธิการ OECD ได้แสดงความเห็นบนเวที Future-Ready Economy 2026 ซึ่งเป็นกิจกรรมคู่ขนานเวที IMF-World bank 2026 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพเมื่อเดือน ต.ค.2569

เลขาธิการ OECD ระบุถึงความสำเร็จของไทยที่ประสบความสำเร็จพัฒนาเศรษฐกิจและยกระดับชีวิตประชาชน แต่ความก้าวหน้าการลดช่องว่างรายได้กับประเทศพัฒนาแล้วเริ่มหยุดชะงัก โดย GDP ต่อหัวของไทยเพิ่มจาก 30% ของค่าเฉลี่ย OECD ในปี 2543 เป็น 40% ในปี 2556 แต่ยังอยู่ที่ 40% ในปี 2567

ทั้งนี้ น่ากังวลอัตราการเติบโตผลิตภาพการผลิตประเทศลดจาก 4.8% ต่อปี ช่วงต้นทศวรรษ 2000 เหลือ 1.7% ต่อปี นับตั้งแต่ปี 2563  รวมทั้งแนะนำรัฐบาลไทยควรทำให้ผลิตภาพเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโต เพราะการเพิ่มจำนวนแรงงานในระบบเศรษฐกิจทำได้ยาก ดังนั้นแรงงานแต่ละคนต้องสร้างผลผลิตมากขึ้น 

สำหรับจุดเริ่มต้นการเพิ่มผลิตภาพอยู่ที่การเปิดให้ธุรกิจแข่งขันมากขึ้น โดยกฎระเบียบไทย อินโดนีเซียและมาเลเซียมีข้อจำกัดมากกว่าค่าเฉลี่ยประเทศสมาชิก โดยทำให้ไทยมีอุปสรรคต่อการเข้าสู่ตลาดค่อนข้างสูง

ดังนั้นไทยควรปรับปรุงกฎระเบียบให้มีประสิทธิภาพ ลดความซับซ้อนของขั้นตอน ลดอุปสรรคสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ และสร้างเงื่อนไขการแข่งขันที่เท่าเทียมระหว่างกิจการของรัฐกับเอกชน รวมทั้งให้ความสำคัญกับการจัดสรรเงินทุนให้เหมาะสม