วันอังคาร ที่ 27 ตุลาคม 2569

Login
Login

'สภาพัฒน์' ยันนายกฯ ไม่สั่งทำ GDP ใหม่ กางสูตรปรับ MPI รับอุตสาหกรรมใหม่ เพิ่มการผลิตในไทย

เลขาฯสภาพัฒน์แจงปม GDP ยันนายกฯไม่ได้สั่งทำ GDP ใหม่ให้โตขึ้น แต่ให้ดูข้อมูลให้สะท้อนตัวเลขจริง ระบุสาเหตุ GDP ไทยโตไม่สะท้อนความเป็นจริง ตรวจพบโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ 8 แสนล้านตกสำรวจ เร่งปรับคำนวณเป็น Chain-linking เพื่อให้วางแผนเศรษฐกิจได้ถูกต้อง

KEY POINTS

  • สภาพัฒน์ชี้แจงว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้สั่งให้แก้ไขตัวเลข GDP แต่ต้องการให้ข้อมูลสะท้อนข้อเท็จจริงเพื่อการวางนโยบายที่ถูกต้อง
  • ปัญหา GDP ไม่เติบโตตามที่ควร มาจากดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ที่ใช้ปีฐานเก่า (2564) ทำให้ไม่นับรวมโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ๆ มูลค่าราว 8 แสนล้านบาท
  • มีการปรับวิธีการคำนวณ MPI เป็นระบบดัชนีลูกโซ่ (Chain-linking Index) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล เพื่อให้ข้อมูลทันสมัยและสะท้อนโครงสร้างอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนไป
  • คาดว่าการปรับปรุงดัชนี MPI ใหม่นี้จะเริ่มส่งผลต่อตัวเลข GDP ตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของปีเป็นต้นไป

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยถึงตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการที่นายกรัฐมนตรีให้ สศช.กลับไปทำ GDP ใหม่ว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าตัวเลข GDP ต่ำแล้วนายกฯ ให้กลับไปทำใหม่ แต่มาจากการที่ สศช.เข้าพบและรายงานภาวะเศรษฐกิจต่อนายกรัฐมนตรี 2–3 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งพบว่าตัวชี้วัดเศรษฐกิจหลายตัวตัวดีขึ้น แต่ตัวเลขเศรษฐกิจรวมไม่เติบโตเท่าที่ควร

“นายกรัฐมนตรีไม่ได้สั่งการให้เร่งหรือแก้ตัวเลข GDP ให้เติบโตแต่อย่างใด เพียงแต่มุ่งหวังให้ข้อมูลสะท้อนข้อเท็จจริงอย่างถูกต้องที่สุด เพื่อใช้เป็นฐานในการวางแผนและกำหนดนโยบายเศรษฐกิจให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป”นายดนุชา กล่าว

ข้อสงสัยเกี่ยวกับตัวเลขการเติบโต GDP ของประเทศไทยที่ไม่ขยับขึ้นตามที่ควรจะเป็นนั้นในระดับนโยบายและหน่วยงานเศรษฐกิจก็ได้มีข้อสงสัยในเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2567  ซึ่งสถาบันวิเคราะห์ต่างประเทศต่างเห็นตรงกันว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ของไทยอาจยังไม่สะท้อนโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

นอกจากนั้นยังสอดคล้องกับข้อสังเกตของสถาบันการเงินระหว่างประเทศอย่าง World Bank และ IMF ที่ระบุว่า ไทยเป็น 1 ใน 4 ประเทศในภูมิภาค ร่วมกับเกาหลีใต้ ไต้หวัน และมาเลเซีย ที่ได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของอุตสาหกรรม AI (AI Cycle) ทว่าในขณะที่ประเทศอื่นมีเศรษฐกิจเติบโตทั้งหมด และยอดการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยก็ขยายตัวจริง แต่ตัวเลข GDP ของไทยกลับยังไม่ขยับตาม

“ปัญหาดังกล่าวมิได้เกิดจากความผิดของภาคเอกชน แต่เกิดจากข้อจำกัดของระบบคำนวณเดิมที่ยึด ปีฐานคงที่ ณ ปี 2564 ซึ่งในขณะนั้นโรงงานและผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ยังไม่ได้เริ่มดำเนินงาน จึงทำให้ระบบขาดความยืดหยุ่นในการรองรับโครงสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นจริง”

ทั้งนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาวและทำให้ข้อมูลมีความแม่นยำขึ้น ทางหน่วยงานจึงได้ทำการปรับเปลี่ยนวิธีการคำนวณมาใช้ ระบบดัชนีลูกโซ่ (Chain-linking Index) โดยเปรียบเทียบข้อมูลกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นมาตรฐานที่สถาบันสากลและหลายประเทศใช้อยู่ เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ และไต้หวัน

อีกทั้งยังเป็นหลักการเดียวกับที่ไทยใช้อยู่แล้วในการคำนวณ GDP โดยการคำนวณแบบใหม่นี้จะปรับการกำหนดน้ำหนัก (Weight) ในภาคการผลิตไปตามข้อมูลการผลิตจริงที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลา

นายดนุชา กล่าวต่อว่า ช่วง 6-7 เดือนที่ผ่านมา สศช.ร่วมกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลต่อเนื่อง จากการตรวจสอบพบมีกลุ่มโรงงานผลิตเพื่อส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ 4-5 กลุ่ม คิดเป็นมูลค่าการผลิตสูงถึงราว 800,000 ล้านบาท ที่ไม่ได้ถูกนำเข้านับรวมในระบบดัชนีคำนวณ

เลขาธิการ สศช. กล่าวด้วยว่าคาดว่าจะเริ่มเห็นผลลัพธ์จากการปรับปรุงดัชนีข้อมูลภาคอุตสาหกรรมนี้ในตัวเลข ไตรมาสที่ 3 แม้มูลค่าการผลิต 800,000 ล้านบาทที่เพิ่มเข้ามาจะส่งผลบวกต่อ GDP ไม่น้อย

อย่างไรก็ตามยังเป็นเพียงส่วนหนึ่งในภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น ภาพรวม GDP ทั้งหมดจะปรับขึ้นหรือลงยังต้องขึ้นอยู่กับภาคเกษตรและภาคบริการประกอบด้วย